บทที่ 6
พี่สิงห์จับสังเกตผมได้เขาเลยสะกิดให้ผมหันไปมองเขาเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัวผมเอง แล้วหันไหมองทั้งสองที่เขาบอกว่าเป็นเพื่อนผมทีละคน
“ขอโทษนะ...เรายังจำอะไรไม่ได้เลย”
“ไม่เป็นไรเลย เกอร์ค่อย ๆ คิดไปแล้วกันนะ ที่เหลือเดี๋ยวพวกเราจะช่วยอีกแรง” ทันตะพูด น้ำเสียงเขาดูอบอุ่นมากจริง ๆ
“ขอบคุณนะ...ทันตะใช่ไหม” ถามออกไปด้วยความไม่แน่ใจ ก่อนจะได้รอยยิ้มและการพยักหน้ามาเป็นคำตอบ
“มึงแม่ง...อย่าทำแบบนี้อีกนะเว้ย มีอะไรให้บอกสิวะเพื่อนมันมีไว้แชร์ทุกอย่างนั่นแหละ ยกเว้นผัวมึงกูไม่เอา”
“ไอ้ขลุ่ยมึง...”พี่สิงห์ชี้หน้าเตรียมจะด่าอะไรสักอย่างก่อนจะทำเป็นไม่สนใจ แล้วก้มลงมาคุยกับผมแทนถามว่าหิวหรือยังพอบอกว่าหิวแล้วเราเลยทุกคนทานข้าวด้วยกัน เพราะระหว่างที่รอทุกคนมาพี่เขาได้เข้าไปทำอาหารไว้ให้แล้ว
“เอาจริง ๆ นะ ผมว่าพี่ออกจากบริษัทมาเปิดร้านเถอะ” ขลุ่ย
“ทำไม! มึงจะมาอุดหนุนกูหรือไง”
“เปล่า ผมจะได้หาเรื่องไปกินฟรีไง เดี๋ยวให้หลวงตาเอาน้ำมนต์ไปพรมให้ทั่วเลย”
“ไอ้...ส”
“เก่งจริงพูดออกเสียงสิ แต่ก่อนก็ยังพูดเลย” ผมมองการคุยกันระหว่างพี่สิงห์กับขลุ่ยแล้วก็เหมือนจะเข้าใจ แต่บางอันก็เหมือนจะเข้าไม่ถึง
แปลว่าที่ผมเห็นพี่เขาสุภาพกับผม ไม่ใช่ตัวต้นจริง ๆ ของพี่เขาเหรอ! แล้วทำไมถึงไม่ทำตัวปกติ! หรือเพราะผมความจำเสื่อม!
แต่ก่อนที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ไข่เจียวหมูสับก็ถูกวางลงในจานข้าวผม ข้าง ๆ มีน้ำซุปแกงจืดอีกหนึ่งถ้วยที่ตักแบ่งมาให้
“อย่ามัวแต่มองคนอื่นสิ เกอร์ต้องทานด้วยนะของโปรดเลยนี่” ทันตะบอกผมแบบนั้น ผมยิ้มรับก่อนจะเอ่ยขอบคุณเขาออกไปเพราะที่เขาตักมาให้ มันเหมือนกับที่พี่สิงห์เคยบอกผมเลย ผิดแค่มันแยกกันอยู่
“กูว่านะ ถึงจะความจำเสื่อม แต่มารยาททุกอย่างยังเหมือนเดิมเลย” ขลุ่ย
“ใช่”
“!!”
“ก็มึงแต่ก่อนก็เป็นแบบนี้ ใครทำอะไรให้ก็จะขอบคุณ ใครให้ช่วยอะไรก็ช่วยจนช่วงที่มีพี่สิงห์นั่นแหละ คนอื่น ๆ เลยไม่กล้าใช้อะไรมึงหนัก”
“อย่าไอ้ขลุ่ย ยังเหลือมึงอีกคน”
“โถ่พี่ ผมมันพวกใช้แรง ไม่ใช้สมอง”
“แล้วไม่มาเรียนช่างกับกูล่ะ ออกแรงทุกวัน”
“ออกแรงแบบมึงกูก็ไม่เอาสัด เอาแรงไปออกอย่างอื่นดีกว่า”
กว่าจะทานข้าวกันเสร็จก็เกือบจะได้เห็นสงครามกลุ่มเล็กจากคุณอารามบอยขลุ่ยและพี่สิงห์ผู้ที่ผมคิดว่านิสัยแบบนี้น่าจะเป็นของจริงมากกว่าที่เจอมา แบบ! คำพูดมาเป็นซาฟารีเวิลด์จริง ๆ
“แล้วจะเอายังไงจะกลับไปเรียนเมื่อไหร่ดี”
“คือ เราใช่คำว่าเราได้ไหม”
“เอาที่มึงถนัดเลยพวกกูยังไงก็ได้หรืออยากจะกูมึงกูก็โอเค”
“เรา...ขอคุยกับแม่ก่อนนะ แม่ยังไม่อยากให้ไปตอนนี้”
“ได้ยินว่าแม่จะทำเรื่องดรอปเรียนให้ทุกตัวนี่”
“คุณน้าคงเป็นห่วงเกอร์แหละ”
“เราเข้าใจ เราเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำให้ทุกคนอึดอัดหรือลำบากใจกับเราไหม...ที่เราเป็นแบบนี้”
“ไอ้ทิก..ฟังนะมึงไม่ต้องสนใจใครเลยเว้ย สนแค่เนี่ยแค่พวกกูเนี่ย คนอื่นไม่เข้าใจก็เรื่องของเขามึงไม่ได้อยากจะจำใครไม่ได้ แต่มันเป็นไปแล้วจะให้ทำไง ใครวุ่นวายมากเดี๋ยวให้ไอ้ทันจักการ”
“เกือบดีแล้ว สหพัฒน์” เสียงทันตะพูดด้วยเสียงเบื่อหน่ายก่อนจะพูดเสริมคำของขลุ่ยที่พูดไว้เมื่อครู่นี้
“ก็อย่างที่มันบอก ถ้ามีใครมาหาเรื่องเกอร์บอกเรา หรือถ้าเอาแบบเด็ดขาด บอกเฮียสิงห์ไปไม่มีใครกล้ามาวุ่นวายแน่นอน”
ผมมองสบตาคนที่ถูกกล่าวถึงด้วยความคิดมากมาย เขาต้องเป็นคนแบบไหนกันนะถึงมีคนเกรงกลัวเขา ขนาดว่าเรียนจบไปแล้วก็ยังมีคนนับถือ
“อ่ะมองจ้ะ มองผัวจนตาเยิ้ม มึงความจำเสื่อมจริงป่ะเนี่ย”
“ผ..ผัวอะไร เราไม่ใช่—“
“เอ้า นี่พี่ยังไม่บอกเพื่อนผมเหรอว่าได้กันแล้ว”
“ไอ้ขลุ่ย!!!”
“อ่อ บอกแล้วแต่..เขินว่างั้น” ผมว่าวันนั้นที่รู้เรื่องของผมกับพี่เขาสองคนก็ว่าอายแล้วนะ แต่พอมีคนอื่นมาพูดแบบนี้แล้วทำไมใจมันเต้นถี่ขนาดนี้ หน้าก็ร้อน อากาศในบ้านแบบ ใครปิดแอร์หรือเปล่า
“อ่ะเขิน ๆ...เนี่ยขนาดท่าเขินยังเหมือนเดิมเลยอ่ะ”
ขลุ่ยพูดออกมาก่อนจะยื่นมือมาจิ้มที่ข้างแก้มผมที่คิดว่าน่าจะขึ้นรอยแดงแน่เลย
อาย อายจะบ้าอยู่แล้ว
“ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาลมาได้ออกไปไหนบ้างหรือยังเนี่ย”
“อื้อ ออกแล้ว ที่สวนของหมู่บ้านน่ะ”
“แบบนั้นเรียกออกเหรอเกอร์!” ผมตอบคำถามของขลุ่ยที่อยู่ ๆ ก็ถามขึ้นตอนี่เรากำลังนั่งดูรายการทำอาหารอยู่ แต่พอผมตอบออกไปแบบนั้นทันตะก็หันมาถามผมทันที
ทำไมล่ะ สวนของหมู่บ้าน ก็นอกบ้านแล้วนะ สงสัยอะไรกัน
“เราว่าแค่นั้นก็นอกบ้านแล้วนะ ต้องไกลออกไปอีกเหรอ”
“เชื่อมึงเลยทิกแล้วมึงอยากไปไหนป่ะวันนี้พวกกูว่างเดี๋ยวพาออกไปเที่ยว”
“...เรากลัวทำพวกนายลำบาก”
“อย่าคิดแทนกันสิ พวกเราเต็มใจไปนะ นะเฮีย”
“กูแล้วแต่เสือ” ทันตะโยนคำขอไปทางพี่สิงห์แต่พี่เขากลับหันมาหาผมเป็นเชิงถามว่า ‘เอาไง’
ผมนั่งคิดอยู่พักหนึ่งก่อนจะหันไปมองเพื่อนสองคนที่รอคำตอบ แล้วหันมามองคนที่นั่งอยู่ข้างถึงได้เห็นรอยยิ้มอบอุ่นส่งมาให้
“...ไปก็ได้ครับ แต่ขอโทรบอกแม่ก่อนนะ”
ทุกคนยิ้มและพยักหน้าผมจึงขอตัวเดินออกมาคุยกับแม่ แม่อนุญาตเพราะได้ยินว่ามีพี่สิงห์ไปด้วยเลยหายห่วงลงไปบ้าง แต่ก็ไม่วายบอกผมอยู่ใกล้พี่เขาไว้ จะได้ไม่หลงทาง
ผมตอบรับเสร็จสรรพก็วางสายจากแม่เดินกลับมาที่เดิม พอบอกว่าแม่อนุญาตทุกคนก็ดีใจผมถึงได้ขอขึ้นมาเปลี่ยนชุด โดนขลุ่ยเร่งบอกให้ไวเลยผมก็รีบจริง ๆ ใช้เวลาเปลี่ยนชุดไม่นานก็ลงมา โดยที่ทุกคนก็พร้อมแล้ว แก้วน้ำหรือจานขนมถูกเก็บจนเรียบร้อย ทีวีที่เปิดก่อนหน้าปิดสนิท ประตูครัวหรือหน้าต่างลงกลอนเรียบร้อยจากฝีมือสามหนุ่มที่รออยู่ด้านล่าง คำตอบจากขลุ่ยคือจะได้ไม่เสียเวลารออีก พร้อมออกจากบ้านได้เลย
นี่คงเป็นครั้งแรกที่ผมจะห่างออกไปจากบ้านหลังนี้ไกลขนาดนี้
มันไม่ใช่แค่สวนในหมู่บ้าน หรือร้านค้าหน้าปากซอยอีกแล้ว มันไกลกว่านั้น แต่ผมกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นกลัวเลยเมื่อมีพวกเขามาด้วย มันเป็นความรู้สึกเหมือนคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก เหมือนมันไม่ใช่ครั้งแรกที่ทั้งสามคนดูแลผมแบบนี้
เหมือนมันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ ที่ไหนและผมเชื่อใจพวกเขาได้แบบไม่ต้องคิดวิตกกังวลอะไรเลย
‘ขอโทษนะทุกคน ขอโทษที่ลืมทุกอย่าง’
‘และก็ขอบคุณ ขอบคุณที่ยังไม่ทิ้งกัน’
“จับมือพี่ไว้”
“...”
“อย่าปล่อยมือพี่ พี่เองก็จะไม่ปล่อยมือน้องเหมือนกัน”
คำที่เอ่ยทำให้ดวงตาผมร้อนฉ่าขึ้นมา มันเป็นความตื้นตันในใจ เหมือนได้รับเกราะเหล็กอันใหญ่ที่ไม่ว่าผมจะเจออะไร ร่างกายผมจะปลอดภัยเสมอเมื่ออยู่กับพวกเขา
เพราะเขา
คุณ ราชสีห์
