บทที่ 3
เริ่มใหม่
[ราชสีห์]
“วันนี้จะได้กลับบ้านแล้วสิ” ผมถามคนที่กำลังกัดแอบเปิ้ลคำโตที่ผมปลอกให้ด้วยสายตาพรางพราย การที่น้องเริ่มไม่กลัวผมคือสิงที่ดีถูกไหม แต่การที่วันนี้ผมได้เห็นรอยยิ้มที่เคยเป็นของผมมานานอีกครั้งมันก็ยิ่งดี ดีสุด ๆ ไปเลย
ตั้งแต่วันที่น้องฟื้น น้องก็จำใครไม่ได้เลยแม้กระทั้งคุณน้าที่เป็นแม่ของเขาเอง ตอนนั้นรู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะตาย อยู่ ๆ รอบกายก็หยุดนิ่งอยู่กับที่กับคำว่า ‘ผมเป็นใคร’ ยิ่งเจ็บไปอีกกับคำตอกหน้าที่ว่า ‘เขาเป็นพี่ชายของผมเหรอครับ’ อยากตะโกนใส่หน้าแรง ๆ ว่า กูผัวไม่ใช่พี่ อะแฮ่มผมก็แค่คิดนะเท่านั้น
แต่พอเอาจริง ๆ ผมก็ไม่ได้บอกเขาหรอกว่าผมกับเขาเป็นแฟนกัน ยังรู้สึกฝืนใจเลยกับคำตอบของตัวเอง ‘เป็นรุ่นพี่ที่มหา’ลัยน่ะ’
“ครับ” เป็นคำตอบน้อย ๆ เหมือนไม่ค่อยแน่ใจกับครับตอบก่อนที่จะถามกับผมเหมือนอยากสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง
“ทุกคน...จะเป็นยังไงถ้าเขาเข้ามาทัก แล้วผมไม่รู้จัก” ความกังวลใจของน้องยังมีอยู่ทุกวัน ตั้งแต่ตอนที่คุณน้านำรูปน้องตั้งแต่เด็ก ๆ มาให้เจ้าตัวได้ดูพร้อมอธิบายหลายอย่าง น้องก็ยังทำเหมือนเชื่อแต่ในสายตาผมน้องยังมีความกังวนสับสนมากมาย วันนี้ก็คงเป็นอีกวันที่น้องมีความกังวลเพิ่มมาอีกอย่างจาก ‘ผม...ใช่เขาเหรอครับ!’ ก่อนจะมีเพิ่มมาอีก
‘เรารู้จักกันจริง ๆ เหรอ’
‘ทำไมคุณชอบเรียกผมเสือน้อย’
‘ผมจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ไหม’ และอีกมากมายความกังวล
“ทุกอย่างจะต้องดี เชื่อสิ” ผมบอกกับน้องพร้อยรอยยิ้มเล็ก ๆ ก่อนที่จะยื่นมือหวังจะลูบหัวเหมือนเช่นเคย แต่ผมก็ต้องชะงักเมื่อน้องทำท่าเหมือนจะหลบมือออกไป
จำไว้ว่าต้องให้เวลา จำไว้ว่าเราจะเริ่มต้นใหม่ไปด้วยกัน ถึงตอนนั้นจะกอดแน่น ๆ ให้หายคิดถึงเลย
เราออกจากโรงพยาบาลกันตอนสาย ๆ พร้อมกับยาและใบนัด
ผมขับรถพาน้องกลับเพราะคุณน้าไม่ว่างต้องไปดูงานกับลูกค้าเลยฝากให้ผมมารับน้อง แต่ถึงคุณน้าไม่บอกผมก็คิดไว้อยู่แล้วว่าผมจะมารับเขากลับ ใจอยากพาไปที่คอนโดของผมมากกว่าเพราะที่นั่นเก็บทุกเรื่องราวของเราไว้มากมาย แต่ถ้าให้ไปตอนนี้น้องคงต้องมีคำถามอีกแน่ ๆ ที่คิดไว้ก็คง
‘ทำไมที่นี่ถึงมีภาพถ่ายเราเยอะจัง’
‘ทำไมถึงบอกว่ามันเป็นเสื้อผมหละครับ’
ระหว่างนั่งรถกลับน้องก็พยายามมองออกไปนอกรถเหมือนกำลังจดจำเส้นทางหรืออาจจะกำลังกังวลว่าผมจะพาไปที่ไหน เขาเงียบมากถ้าเทียบกับเจ้าเด็กแสบปีหนึ่งที่ผมเคยรู้จัก เขาดูระแวง กังวล และกลัวบ้างในบางครั้ง ขนาดผมบอกถึงคณะที่เขาเรียนเขายังทำหน้าเหมือนไม่เชื่อหรืออะไรสักอย่าง
‘ผมเรียนออกแบบจริงเหรอ’
‘ใช่ งานสวยทุกงานเลยนะ’
‘คุณมีงานตัวอย่างให้ผมดูไหม’ ผมหยิบมือถือที่ภาพทั้งหมดด้านในมีแต่ความเป็นเขาทั้งนั้น ผมไม่ต้องคิดอะไรมากก่อนจะเข้าอัลบั้มที่มีชื่อว่า ‘เจ้าเสือน้อย’ แล้วยื่นให้น้องดูรอยยิ้มเล็ก ๆ ที่ปรากฏขึ้นมาให้เห็นทำผมต้องเผลอยิ้มตาม แต่ก็ได้แค่แว็บ ๆ เท่านั้นเมื่อผมต้องมองทางไปด้วย
เราใช้เวลาอยู่บนถนนกันเกือบชั่วโมง ไม่ใช่เพราะบ้านน้องอยู่ไกลแต่ด้วยรถเมืองไทยและการจราจรที่ติดขัดกว่าจะออกจากไฟแดงหนึ่งได้ก็ใช้เวลามากอยู่พอสมควร
ผมจอดรถเทียบไว้ข้างรั่วบ้านน้องเนื่องจากว่าบ้านน้องเป็นบ้านจัดสรร แล้วพื้นที่ในบ้านก็สามารถจอดได้คันเดียว ผมเกรงว่าถ้าผมนำรถเข้าจอดแล้วหากคุณน้ากลับมามันต้องมีการย้ายอีกฉะนั้นตัดปัญหาจอดหน้าบ้านจบ
“ที่นี่เหรอครับ! บ้านผม”
“ใช่ ที่นี่แหละ มะ...เสืออยู่กับคุณน้าสองคน” เกือบไปแล้วศัพท์ที่ใช้เรียกกันเป็นประจำเกือบไปแล้ว
“แล้ว!...คนอื่นล่ะครับ”
“หมายถึงพ่อเหรอ...อืมเอาไว้ให้คุณน้าเล่าดีกว่านะ” ไม่รู้จะบอกดีไหม! แต่ถามว่าพูดได้ไหม! มันก็พูดได้ไม่เป็นความลับอะไร แต่ผมถือว่ามันเป็นเรื่องครอบครัว ถึงผมอยากจะมีส่วนร่วมมากแค่ไหน แต่เรื่องบางเรื่องก็ต้องคิดให้มาก
พอน้องทำท่าเข้าใจผมก็ชวนเขาลงจากรถก่อนจะเดินไปเปิดประตูรั้วที่ไม่ได้ล็อกไว้ สงสัยคุณน้าคงกลัวว่าพวกเราจะเข้าไม่ได้ ส่วนประตูบ้านผมรู้ว่าดอกสำรองมันอยู่ที่ไหน ผมเดินไปยืนอยู่หน้าประตูบ้านก่อนจะวางกระเป๋าเสื้อผ้าในมือลง เดินไปทางซ้ายมือที่มีโมบายเสือตัวเท่าสองมือโอบห้อยอยู่แล้วล่วงมือเข้าไปด้านใน
“โหเจ๋งอ่ะ นึกว่าจะต้องซ้อนไว้ตามกระถางต้นไม้เสียอีก”
“ความคิดนายไง บอกเองนี่ว่าแบบนั้นมันเฉย” ผมพูดไปก็ไขกุญแจไปก่อนจะก้มลงหยิบกระเป๋าแต่พอหันกลับไปจะชวนน้องเข้าบ้านผมก็ต้องชะงัก
“...เสือ”
“...ผมจำไม่ได้” น้องพูดพร้อมกลับช้อนตาขึ้นมามองผม มือทั้งสองข้างขย้ำชายเสือตัวเองจนกลัวว่ามันจะขาด รีมฝีปากบางเม้มเข้าหากันเหมือนคนคิดมาก หรือกำลังกดดัน
“ฮะเฮ้ย...พี่ไม่ได้จะพูดให้เราคิดมากนะ...มานี่มา” ได้แต่ขำแห้ง ๆ แล้วดึงมือน้องเข้าบ้านก่อนจะพาไปนั่งที่โซฟาตัวประจำของเราแล้วก็เดินไปทางห้องครัวรินน้ำใส่แก้วแล้วเดินกลับมาหาคนที่เอาแต่ก้มหน้ามือกุมเข่าอยู่ตรงนั้น
“ดื่มน้ำก่อนนะ...”
“...”
“เสือ...พี่ไม่ได้บังคับให้เราจำทุกอย่างให้ได้วันนี้นะ ที่พี่พูดไปแบบนั้นเพราะมันเป็นความทรงจำที่พี่มีต่อเรา อย่าคิดมากน้องใช้เวลาทั้งหมดค่อย ๆ คิด หรือถ้าคิดไม่ออกก็แค่เริ่มต้นใหม่ ไม่มีใครว่าอะไรทั้งนั้นนะ”
“...คนอื่นจะคิดแบบที่พี่คิดหรือเปล่า?”
“บอกแล้วไง อย่าเพิ่งคิดอะไร ตัวเรามีเวลาอีกมากใครจะรู้อยู่ ๆ ตื่นมาน้องอาจจะจำทุกอย่างได้หมดก็ได้...พักผ่อนปล่อยใจให้สบาย พี่อยู่ตรงนี้ ข้าง ๆ นี่แหละไม่ไปไหนหรอก”
ปกติผมก็ไม่ใช่คนที่ปลอบใครเป็นอยู่แล้ว ได้ขนาดนี้ก็ที่สุดแล้วเพื่อมันคนเดียวเลย
ผมไม่รู้เลยว่าในแววตาสับสนดวงนั้นกำลังคิดอะไรอยู่
คิดเรื่องตัวเอง! เรื่องที่ผ่านมา! หรือ...
เรื่องของเรา!
ทุกอย่างอยู่ที่ใจน้องมันเท่านั้น ผมทำได้มากสุดก็แค่รอ
ผมพาน้องมันขึ้นมาบนห้อง ก่อนจะบอกให้มันไปอาบน้ำจะได้สบายตัวเรื่องอื่นค่อยคิดทีหลัง
แต่พอเปิดประตูเข้ามาคนที่ยืนอึ้งกลับเป็นผม
รูปภาพมากมายของเราถูกติดและตกแต่งไว้เต็มห้อง มีทั้งภาพจากกล้องติจิตอล กล้องโพลาลอย และข้อความมากมาย...
ทิกเกอร์หันมามองหน้าผมพร้อมคำถาม...ที่น้องเองก็คงจำไม่ได้จริง ๆ
“นี่คืออะไรครับ”
“...ไม่รู้สิ เราทำไว้ก่อนเข้าโรงพยาบาลหรือปล่า” ถามไปเผื่อน้องจะมีความทรงจำเล็ก ๆ หลงเหลืออยู่บ้าง
