บทที่ 2
3 วันผ่านไป
“สามวันแล้วนะ ไม่เหนื่อยหรือไงนอนทั้งวัน”
“...”
“นี่ถ้าไม่ตื่นพ่อจะไล่พี่ออกจากบริษัทแล้วนะ” พูดขำ ๆ พร้อมลูบมือน้องที่ยังหลับไม่ได้สติ ทั้งที่ผ่านมาตั้งสามวันแล้ว หมอบอกว่าทุกอย่างยังคงปกติ น้องไม่ได้เป็นเจ้าชายนิทราแน่นอน ผมกับคุณน้าก็โล่งใจแต่จะให้ดีก็ตื่นขึ้นมาได้แล้ว ตื่นมาให้ผมกอด ตื่นมาให้ผมได้รักสักที
“สิงห์ไปทำงานก่อนไหมลูก...น้องคงไม่ดีใจหรอกนะที่เป็นสาเหตุให้เรามีปัญหากับที่บ้าน”
“ผม...”
“ไปเถอะจ้ะ ถ้าน้องตื่นหรือยังไงน้าจะรีบโทรบอก” คุณน้าบอกผมด้วยรอยยิ้มของผู้ใหญ่ที่ใจดีคนหนึ่ง ผมมองน้องอยู่นานก่อนจะหันไปให้คำตอบคุณน้า
“ก็ได้ครับ...”
ถึงจะไม่อยากไปแต่ผมก็ไม่สามารถทิ้งงานที่ทำได้ถึงพ่อจะไม่ได้ว่าอะไรผมอย่างที่พูดก่อนหน้านี้ก็เถอะ พ่อรู้จักทิกเกอร์ และก็ชอบในความเป็นเด็กน่ารักของน้อง ถึงจะแอบรู้สึกไม่ดีบ้างตอนที่ผมสารภาพว่าเราคบกัน แต่ท่านก็ไม่ได้ห้ามแค่บอกในฐานะผู้ใหญ่ที่เจอโลกมามากกว่าเท่านั้น ว่าหากเข้าใจกันและประครองความรักไปได้พ่อผมก็ยินดี
ในห้องผู้ป่วย
ให้หลังราชสีห์ไปประมาณชั่วโมงกว่า คนที่นอนไม่ได้สติมาตั้งสามวันก็เริ่มขยับนิ้วมือ ก่อนที่จะเริ่มเปิดเปลือกตาทีละนิด เนื่องจากว่าเขาปิดมันมานานเลยทำให้ตอนที่ลืมตาขึ้นมาทำให้ปรับสายตาได้ช้ากว่าปกติ
สุรีพอเห็นว่าบนเตียงมีแรงขยับเล็กน้อยก็รีบเดินเข้ามาหาทันทีก่อนที่จะกดปุ่มเรียกพยาบาล
“ทิกเกอร์ลูก หนูฟื้นแล้วคุณพระคุมครองนะลูกนะ” ความรู้สึกโล่งใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหว เธอยอมปล่อยมันออกมาโดยที่ไม่อายสายตาของพยาบาลและหมอประจำวอร์ด
“คุณศารทูล เป็นยังไงบางครับ หมอขออนุญาตนะครับ” แล้วหมอก็แหวกเสื้อช่วงน่าอกออกก่อนที่จะใช้สเต็ตโทสโคป ฟังเสียงการเต้นของหัวใจ และจะบอกให้ทิกเกอร์หายใจเข้าออกลึก ๆ แล้วหันไปแจ้งผลกับพยาบาลข้างตัว
“ยังปวดหัวอยู่ไหมครับ” เขาได้แต่พยักหน้าตามที่หมอถามเพราะยังรู้สึกมึน ๆ อยู่บ้างและก็จับใจความอะไรไม่ค่อยได้ในตอนนี้ ก่อนจะขอน้ำดื่มสักแก้ว
ค่อย ๆ ประมวลผลแล้วเอ่ยถามออกไปแบบงง ๆ
“ผม...เป็นอะไรหรอครับ?” คำถามที่ทำเอาคุณหมอใจคอไม่ดี จึงลองถามออกไปเพื่อความแน่ใจ
“คุณศารทูล พอจะจำอะไรได้บ้างครับ” แทนที่จะได้คำตอบแต่กลับเป็นคำถามที่ทำเอาคุณหมอกระจ่างในคำตอบทุกอย่าง
“ศารทูล!!...ชื่อผมเหรอครับ” คนเป็นแม่ที่ยืนห่างออกไปกำลังต่อสายหาคนพี่ก็ถึงกับมือไม้อ่อน หันมามองหน้าลูกชายก่อนที่เธอจะทรุดตัวลงไปนั่งกับพื้น พยาบาลที่อยู่ใกล้รีบเข้าไปดูอาการทันที
“ทิกเกอร์ลูก” มือที่ทาบอกกับน้ำตาที่หลั่งไหลออกมาไม่ขาดสายจากตอนแรกที่เหมือนจะจางหายไปแล้ว แต่คำถามจากลูกชายสุดที่รักกลับยิ่งทำให้เธอแทบไม่มีแรงจะยืนต่อ
“คุณ...เป็นใครเหรอครับ? รู้จักผมด้วยเหรอ!”
“โทรตามอาจารย์หมอด่วนบอกเคสที่อาจารย์ดูแลอยู่ฟื้นแล้ว” หมอหนุ่มรีบแจ้งกับพยาบาลสาวข้างกายทันที เพราะเข้าไม่ใช่เจ้าของเคส อะไรที่มากกว่านี้อาจจะทำไม่ได้ ต้องรอให้อาจารย์หมอมาดูอาการเอง ถึงเขาจะรู้มาก่อนว่า การผ่าตัดครั้งนี้มีความเสี่ยง แต่ด้วยการเซ็นยินยอมจากญาติและตัวคนไข้เองถือว่าทางผู้ป่วยและญาติยอมรับในความเสี่ยงนี้
เขาเพิ่งได้รับสายจากแม่ของน้องว่าน้องฟื้นแล้ว ได้ยินแบบนั้นก็แทบทิ้งงานที่ทำอยู่แล้วเหาะไปโผล่ที่ห้องผู้ป่วยมันซะตอนนี้ แต่ในความเป็นจริงคือเขาไปตอนนี้ยังไม่ได้เพราะงานที่ไม่ยอมเข้ามาทำสามวันตอนนี้มันเยอะจนต้องไปฝากไว้ที่เลขาเขาอีกเป็นเบือแต่ยังไงวันนี้มันต้องเสร็จ
“รอพี่ก่อนนะ...คุณน้ำหวานเอาแฟ้มที่เหลือเข้ามาเลยครับ” พึมพำกับตัวเองก่อนจะกดปุ่มเรียกให้เลขานำแฟ้มที่เหลือเข้ามา
เลขาสาววัยสามสิบปลาย ๆ ถึงกับตกใจตอนที่เดินเข้ามาแล้วรู้ว่าแฟ้มก่อนหน้าถูกอ่านและเซ็นและแยกจำพวกที่ต้องไปแก้ไขเรียบร้อยหมดแล้ว
“งานที่เหลือมันยังไม่ได้รีบใช้ หวานว่าคุณสิงห์พักก่อนดีไหมคะ”
“ไม่ได้หรอกครับเพราะผมอาจไม่ได้เข้ามาอีกหลายวัน” ด้วยความที่เธอทำงานที่นี่มานานทั้งเคยเป็นพนักงานธรรมดา ก่อนจะได้มาฝึกงานให้คุณสิงห์ตอนที่เริ่มเข้ามาดูแลงานใหม่ ๆ จนตอนนี้ได้เป็นเลขาประจำตัว เธอรู้ดีว่าอันไหนควรถามอันไหนไม่ควรถาม
กว่าจะเคลียร์งานเสร็จก็เกือบทุ่มหนึ่งเข้าไปแล้ว เขารีบเหยียบคันเร่งแบบไม่คิดชีวิตเพราะกลัวว่าจะไปไม่ทันเวลาเข้าเหยี่ยม
19:35น.
ใช้เวลาสิบห้านาทีเท่านั้นกับการขับรถมาหาคนที่คิดถึง
แกร็ก
“เอ้าสิงห์ น้านึกว่าจะไม่มาเสียแล้ว”
“ผมเร่งเคลียร์งานอยู่ครับ แล้วน้องเป็นยังไงบ้างครับ” พอเจอคำถามที่ทำเอาเธอจุกอกจนน้ำตาคลอ สิงห์ที่มองอยู่ก็ต้องแปลกใจที่คุณน้าไม่ยอมเอ่ยอะไรออกมา จนต้องหันมามองหน้าจึงได้เห็นคุณน้าเช็ดน้ำตาไวไวออกจากแก้มขวา
ก่อนจะได้ถามอะไรอีก ก็ได้ยินเสียงเหมือนคนขยับตัวมาจากเตียงคนป่วย สิงห์ก็หันไปมองต้นเสียงทันที และเขาก็ได้พบกับดวงตากลมโตที่หรี่หนีแสงเพื่อมองหน้าเขา
“ใคร...มาเหรอครับ” คำถามที่ไม่ได้ต่างจากมีดแหลมคมปักลงตรงกลางใจ คนเป็นแม่รีบสูดน้ำมูกแล้วเดินไปลูบหัวลูกชายก่อนตอบคำถามของเด็กน้อย
“พี่สิงห์ไงลูก อึก จำพี่เขาได้ไหม” เธอพูดพร้อมกับเงยหน้ามองเพดานเหมือนการบังคับให้สายน้ำไหลย้อนกลับทางเดิม
“เขา...เป็นพี่ผมเหรอครับ” ด้วยชื่อที่คล้ายกันทำให้คนป่วยคิดว่าคนตรงหน้าตนเป็นพี่ชายสายเลือดเดียวกัน
ราชสีห์ได้ฟังคำพูดของน้องก็เหมือนฟ้าผ่าซ้ำรอยคมมีดที่ปักไว้
ลืมกันแล้วจริง ๆ สินะ
