ตอนที่ 2
สี่สหายแห่งแคว้นฉู่ยื่นกระดาษส่งให้ฟานอี๋เอ๋อหรือราชครูฟานผู้ปราดเปรื่องเรื่องวาจาและภาษา อวี่เหวินเลิกคิ้วมองฟานอี๋เอ๋อที่ก้มตรวจแผ่นของตนด้วยความยียวน
“อืม องค์รัชทายาท” ฟานอี๋เอ๋อเงยหน้ามองอวี่เหวินที่นั่งเท้าคางอยู่ที่โต๊ะฉีกยิ้มหวานส่งให้จนจงสูหวานเอี้ยวตัวมองแล้วขนลุกเอามือลูบแขน
“ข้าว่าท่านต้องขยันให้มากกว่านี้ เชิญพักผ่อนได้” ฟานอี๋เอ๋อทิ้งท้ายผายมือบอกทั้งสี่ที่ลุกขึ้นเดินออกไปบิดขี้เกียจยืดกล้ามเนื้อ อวี่เหวินจับต้นคอตนเองแล้วหันไปคว้าคอเซียวเหยาเข้ามากอดชิดอก ดวงตาคมกริบเหล่มองรัชทายาทหนุ่มช้าๆ อย่างไร้ความรู้สึกใดตอบสนอง
“คุณชายเย็นชาจะรีบไปไหนเล่า ข้าจะออกไปล่าสัตว์ พวกเจ้าต้องไปกับข้า”
“ข้าจะไปหอนารี” จงสูหวานกอดอกแย้งขึ้นทันที
“เจ้าต้องการชายาหรืออย่างไร ถึงเลือกหญิงที่หอหลัง หญิงงามนอกวังน่าหลงใหลกว่าตั้งมากมาย” อวี่เหวินกอดคอเซียวเหยาที่ยืนมองนิ่งหันไปชี้แนะผู้เป็นน้องชายต่างมารดา
“ข้าเห็นด้วยองค์รัชทายาท หากองค์ชายสิบกับคุณชายเย็นชาได้ลิ้มลองต้องติดใจเป็นแน่” ควางเจาเกลี้ยกล่อมหันมายิ้มเจ้าเล่ห์กับอวี่เหวินอย่างเข้าขา จงสูหวานหันมองหน้าเซียวเหยาที่ส่ายหน้าไปมาอย่างระอาก่อนเหลือบมองฟานอี๋เอ๋อยืนอยู่ด้านบนยกตำราตีไหล่อวี่เหวินกับควางเจา
“โอ๊ย ท่านราชครู” อวี่เหวินจับไหล่ร้องเสียงหลงหันมองฟานอี๋เอ๋อเดินลงมายืนเท้าเอวจ้องหน้าเรียงคน
“ให้ข้ากราบทูลองค์ฮ่องเต้ดีหรือไม่ การเรียนไม่เข้าหัวแต่เรื่องหญิงช่างรอบรู้นัก แค่ข้อสอบจอหงวนท่านยังทำไม่ได้ แล้วเช่นนี้ฮ่องเต้จะวางสบายพระทัยได้อย่างไร”
“บ่นเป็นชายาข้าเลย” อวี่เหวินยกมือปิดหูยิ้มแห้ง
“เจ้าเองก็เหมือนกันเป็นองครักษ์ห้ามปรามองค์รัชทายาทบ้าง นี่นะรึผู้ที่ถูกไว้วางใจ” ฟานอี๋เอ๋อเลยไปบ่นควางเจาที่ก้มหน้ารับอย่างจำยอม
“ท่านราชครู สง่างามจังเลย” นางกำนัลนางหนึ่งยกชาเข้ามาชนหลังฟานอี๋เอ๋ออย่างออกอาการยิ้มหวานเหนียมอายเมื่อฟานอี๋เอ๋อหันกลับมามองนาง รัชทายาทหนุ่มเลิกคิ้วก้าวขึ้นมายืนข้างฟานอี๋เอ๋ออย่างเจ้าเล่ห์
“นี่เขตพระราชทานปลอดสตรี เจ้าเข้ามาได้อย่างไร แต่ข้าจะยกความดีให้เจ้าแล้วกัน เพราะเจ้าทำให้ท่านราชครูหยุดต่อว่าข้า”
ปึก!
“โอ๊ย” ตำราฟาดลงที่แขนอวี่เหวินอย่างแรงพร้อมสายตาเรียบนิ่งก่อนมองนางกำนัลที่เคอะเขินอยู่ตรงหน้าอีกครั้ง
“ขอบใจเจ้าด้วย”
“ข้าน้อยยินดีปรนนิบัติท่านราชครูเจ้าค่ะ”
“ต้องขอโทษด้วยข้ามีภรรยาแล้ว นางดีกับข้า ข้าไม่อาจทรยศนางได้ อีกทั้งหัวใจข้ามีนางเพียงผู้เดียว” ฟานอี๋เอ๋อกล่าวอย่างเฉียบคมด้วยความเนียนระดับเหรียญทองหยิบจอกชามากระดกดื่มด้วยรอยยิ้มทำให้นางกำนัลยิ้มเขินไม่ได้สนคำปฏิเสธแต่อย่างใด อวี่เหวินเลิกคิ้วมองแล้วหันไปมองเซียวเหยาที่กอดอกมองฟานอี๋เอ๋อด้วยความนิ่งเฉย
“เอาเป็นว่าไปล่าสัตว์กันหมดนี่ ท่านด้วยราชครูฟาน” อวี่เหวินหันมองฟานอี๋เอ๋อที่ขมวดคิ้วยุ่ง
“ข้าไม่ถนัดล่าสัตว์สักเท่าไหร่”
“ลองดูไม่เสียหาย”
“ย่อมได้” ฟานอี๋เอ๋อตอบตกลงเดินตีคู่ไปกับเซียวเหยาที่รีบเดินไปขึ้นคร่อมม้าพลางเหลือบมองฟานอี๋เอ๋อก้าวขึ้นม้าขาวควบตามอวี่เหวินออกจากเขตวังหน้า
ฟานอี๋เอ๋อลงจากม้าเดินตามอวี่เหวินมาที่แท่นยืนทำด้วยไม้ดวงตากวาดมองลานกว้างก่อนมองธนูที่ทหารยื่นให้ทั้งห้าคนแล้วยกมือให้สัญญาณอีกฝั่งปล่อยกวางป่าที่จับได้ อวี่เหวินกระตุกยิ้มชอบใจง้างธนูเล็งลูกกวางป่าที่วิ่งแตกฝูงปล่อยศรออกหมายจะปักลงที่ลูกกวางแต่ถูกศรหนึ่งปัดสกัดหัวศรของอวี่เหวินรีบมองหน้าเซียวเหยาอย่างขัดใจ ฟานอี๋เอ๋อผ่อนลมหายใจยาวอย่างไม่พอใจเดินไปหยิบศรสามดอกง้างตามการเล็งของอวี่เหวินเมื่อรัชทายาทหนุ่มปล่อยศร ฟานอี๋เอ๋อก็ปล่อยตามทันทีทั้งสามดอกดักหน้ากวางน้อยไม่ให้วิ่งโดนศรอวี่เหวินอย่างเฉียบขาด ฝีมือของหญิงต่างยุคอำพรางกายด้วยการเป็นบุรุษทำทั้งสี่หนุ่มชะงักถือธนูค้าง
“ไหนบอกว่าไม่ถนัด ที่ท่านทำอยู่นั้น เป็นการกำหนดทิศทาง” อวี่เหวินหันมองฟานอี๋เอ๋ออย่างตะลึงแต่นางกลับ มองลานกว้างไม่สนใจคำของลูกศิษย์หยิบศรสามดอกเล็งไปทางกรงไม้ที่ปิดกั้นกักกวางไว้ เซียวเหยาเอียงหน้ามองฟานอี๋เอ๋อช้าๆ ก่อนยกคันธนูขึ้นยิงตาม ลูกธนูสามดอกปักลงที่เชือกผูกกรงจนเกือบขาดบวกกับศรที่เซียวเหยาปล่อยออกไปเสียบกลางทำให้เชือกขาดปล่อยกวางทั้งหมดเป็นอิสระ
“นั่นกวางข้า” อวี่เหวินอ้าปากค้างมองหน้าเซียวเหยาที่แขวนธนูหน้านิ่งก่อนมองฟานอี๋เอ๋อ
“ท่านเป็นถึงรัชทายาทแต่กลับมาล่าสัตว์ในกรงเพื่อความสนุก ชีวิตผู้ใดใครก็รัก เช่นเดียวกับกวางน้อยตัวนั้นหากมีใครมาทำกับบุตรของท่าน ท่านจะรู้สึกเช่นไร ปกครองด้วยความเป็นธรรมไม่ใช่บ้าอำนาจ” ฟานอี๋เอ๋อตอบกลับอย่างไม่แยแสเดินลงจากแท่นขึ้นม้าควบกลับ เซียวเหยามองตามแล้วเดินลงไปขึ้นม้าควบตามออกไปเช่นกัน อวี่เหวินยืนอึ้งหน้าเหวอทำเพียงผ่อนลมหายใจยาว
“ท่านอาจารย์น่าจะโกรธท่านพี่มาก ยามสายพี่ได้คัดร้อยจบเป็นแน่” จงสูหวานส่ายหน้าไปมาลงจากแท่นขึ้นม้าควบไปอีกหนึ่ง
“เฮ้อ ไม่ใช่แค่ร้อยอาจเป็นพันจบเสียมากกว่า” คำพูดของอวี่เหวินทำตนเองเริ่มท้อและเหนื่อยหน่ายยื่นคันธนูส่งให้ทหารหมดความสำราญในชั่วพริบตา