บทที่ 1.5
ฟู่เซิ่งมองใบหน้างดงามที่เต็มไปด้วยความเสียดเสียว เอวสอบยิ่งกระทั้นรัวเร็วถี่ยิบ ไม่นำพาแม้เสียงผิวเนื้อจะกระทบกระแทกจนเกิดเสียงอันเร่าร้อน เสี่ยวย่วนบิดเร่าสองขากางออกเกี่ยวต้นขาเพรียวของเขา เอวอ่อนแอ่นหยัดโยกขยับตอบสนองการโจนจ้วงอย่างถึงแก่น นางกอดแผ่นหลังของขาแน่น ไม่ขัดขืน ไม่รังเกียจแม้ว่าเขาจะรุนแรงและหยาบคายเพียงใด
บัณฑิตหนุ่มหยัดกายขึ้นนั่งหลังตรง ยกขาเรียวพาดบ่าทั้งสองข้าง เอวสอบแอ่นหยัดกระทั้นกระแทก มองอกนุ่มกระเพื่อมไหวไปกับการเลื่อนไถลของร่างงาม ยิ่งเสพสมเขาก็ยิ่งสุขเสียว ยิ่งมองเขาก็ยิ่งรู้สึกหลงใหล
เขาสอดมือลงไปบดขยี้เกสรนุ่มที่ถูกเขาเหยียดขยาย กระทั้นแก่นลำใหญ่โตจุ่มจ้วงสอดแทรกเร่งร้อน สร้างความเสียวซ่านให้พาดผ่านพร่าพราย
ความสุขสมเต็มตื้นปะทุ ความซาบซ่านเสียดเสียวแปลบปลาบ ฟู่เซิ่งโน้มกายเหนือเรือนกายนุ่มเนียน อัดกระแทกรัวเร็วหนักหน่วงลึกล้ำ ปลดปล่อยทุกความดิบเถื่อน ความกระหายในราคะ รวมไปถึงความหฤหรรษ์ที่ระเบิดพร่าง...
“อ๊า!!!” เขากดลึก...เกร็งค้าง ปลดปล่อยหลั่งรินออกมาจนเปียกชุ่ม
บัณฑิตหนุ่มปล่อยต้นขาเรียว กดทาบกายแกร่งลงไปบนเรือยกายนุ่ม กดจูบขบเม้มเกี่ยวปลายลิ้นนางพร้อมกันนั้นก็กระทั้นเอวสอบแผ่วเบา “อา...เสี่ยวย่วน” เขากระซิบเพราะสุขสมจนกายแกร่งสะท้าน
“คุณชาย” นางเองก็สั่นระริกกอดเขาด้วยมือที่สั่นเทา
ฟู่เซิ่งมองนางนิ่ง “เจ้าเป็นใครกันแน่”
นางยิ้มมองเขา “ข้าเป็นของท่าน ของท่านคนเดียว”
เขาชะงักอยากถามทว่ากลับตัดสินใจปล่อยผ่าน “เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะสอบผ่านรอบสองหรือไม่”
“ต้องผ่านแน่นอนอยู่แล้ว”
นางพูดจริงเขาสอบผ่านและได้ตอบคำถามต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้!!
ฟู่เซิ่งไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร เขาหวาดกลัวแต่ก็ไม่อยากสูญเสีย เขาสมหวังแต่ก็สงสัยในความสามารถของตัวเอง เขาสอบได้ที่หนึ่งได้เป็นจอหงวนสมปรารถนา ได้กราบทูลถึงความเดือดร้อนของชาวบ้าน กราบทูลถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหยางโจว ได้แก้ไขปัญหาของชาวนาที่ต้องจ่ายภาษีที่ไม่เป็นธรรม
ถึงอย่างนั้น...เขาที่หลงใหลในตัวเสี่ยวย่วน กลับรู้สึกไม่อาจจับต้องตัวตนของนางได้จริงๆ แม้ว่าในยามค่ำคืนเขาจะได้กอดก่ายเร่าร้อนแนบชิดก็ตาม เขาตั้งใจจะถามนางแต่ทุกครั้งที่หญิงสาวปรากฏตัว เขากลับลุ่มหลงอยู่ในห้วงราคะ ไม่ได้คำตอบนอกจากความสุขสมซาบซ่านที่นางปรอเปรอให้
ชาม่านถัวหลัว...ใกล้จะหมดแล้ว หาซื้อที่ไหนไม่ได้ เขานำชานั้นไปให้ร้านชาดู ทว่าไม่มีใครรู้จัก ไม่มีใครทำขึ้นมาได้
กระทั่ง...หมอหลวงเตือนเขา “ใต้เท้า ม่านถัวหลัวเป็นไม้ดอกมีพิษ หากไม่ระวังตัวท่านอาจถูกพิษเข้าได้ ชานี้ท่านได้มาจากที่ใดหรือ แล้วท่านดื่มมันอยู่นานแล้วหรือยัง”
ฟู่เซิ่งไม่อาจสงบใจลงได้ เขานึกถึงสัญญาที่บอกว่าหากสอบได้จะกลับไปยังโรงเตี๊ยมม่านถัวหลัว ดังนั้นมีวันหยุดจึงขี่ม้าไปที่นั่นเพียงลำพัง
ไม่มี...
ทางเข้าเองก็หายไป เชิงเขาเถาเซาไม่มีโรงเตี๊ยมดังกล่าว ไม่เคยมีใครได้ยินชื่อมาก่อน
ชายป่ารกครึ้มบัณฑิตหนุ่มนั่งมองเถาซานด้วยสายตาว่างเปล่า เขาก่อไฟตัดสินใจค้างแรมกลางป่า ไม้แกะสลักที่ห้อยคอเปลี่ยนรูปร่าง มันเริ่มคล้าย...จิ้งจอกเก้าหางเข้าไปทุกที
คืนนี้เป็นคืนจันทร์เต็มดวง เขาไม่มีชาม่านถัวหลัวดังนั้นจึงกรีดเลือดลงไปบนไม้แกะสลัก เสี่ยวย่วนในชุดสีดำพลิ้วไหวปรากฏตัวขึ้น นางเดินใกล้เข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม “คุณชาย”
“มานี่สิ” เขายื่นมือออกไปจับมือนาง ดึงนางนั่งลงบนตัก “เสี่ยวย่วน ข้าเจอเจ้าครั้งแรกที่นี่”
“ใช่” นางตอบพร้อมสอดแขนกอดลำคอของเขา “ข้าเจอท่านที่นี่ แล้วท่าน...สมปรารถนาแล้วหรือยัง”