บทที่ 1.3
“ชาม่านถัวหลัว” เขาพยักหน้า ทำมาจากดอกม่านถัวหลัวหรือ”
“ใช่แล้ว แต่ท่านไม่จำเป็นต้องกังวล ข้ารู้ว่าทำอย่างไรพิษจากดอกม่านถัวหลัวจึงจะไม่เป็นผล และเชี่ยวชาญในการปลูกดอกม่านถัวหลัวยิ่ง”
เขารีบยกมือขึ้นโบกไปมา “ข้าไม่สงสัยสักนิด” เขาดื่ม นางเองก็ดื่ม ดังนั้นเขาไม่มีทางคิดอะไรเช่นนั้น”
“ท่านเป็นบุรุษที่จริงใจซึ่งหายากยิ่ง นัยน์ตาของท่านคิดอย่างไรก็สื่อออกมาทั้งหมด ข้าหวังว่าขุนนางสักคนของแคว้นจะมีคนเช่นนั้น ขออวยพรให้ท่านโชคดี”
“ขอบคุณเถ้าแก่เนี้ย เช่นนั้นข้าขอตัวไปพักผ่อน”
“เชิญ ท่านต้องหลับสบายแน่นอน”
“ขอตัว”
เขากลับไปที่ห้องพักของตัวเอง ซึ่งก็น่าแปลกเพราะเขาหลับสบายจริงดังเช่นที่นางคาด หลับสนิทตลอดคืนกระทั่งฟ้าสาง
ไม้แกะสลักที่ได้รับมาฟู่เซิ่งร้อยเชือกนำมาห้อยคอ ชาที่ได้รับมาเขาก็เก็บเอาไว้เป็นอย่างดี ตอนออกเดินทางยังให้สัญญาว่าต้องแวะกลับมาหากสอบได้
“ข้าจะรอ” นางกล่าวด้วยริยยิ้มโบกมือส่งเขาเดินจากไป
การสอบครั้งนี้มีคนมากกว่าสามร้อยคน ฟู่เซิงได้เข้าพักกับบัณฑิตอีกสิบคนในห้องกว้างๆ คืนแรกของการเข้าพักในที่พักซึ่งทางราชสำนักจัดเอาไว้ให้ วันนั้นเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวง...
เขาไม่ได้โกหกที่บอกว่าเขากลัวเจ็บ ดังนั้นกว่าจะได้เลือดมาเล็กน้อยเขาก็ต้องทำใจอยู่นานมาก ไม้แกะสลักมีรูปร่างทรงกลม ด้านหนึ่งราบเรียบ ด้านหนึ่งมีอักษร 愿 นูนขึ้น
ฟู่เซิงกดเลือดลงไปที่อักษรย่วนจากนั้นเริ่มขอพร “ขอให้ข้าสอบได้ที่หนึ่ง ขอให้ข้าได้เป็นจอหงวน” จากนั้นเขาก็ถอนหายใจออกมาแล้วเก็บไม้สลักนั้นเข้าไปในอกเสื้อ
ชาม่านถัวหลัวเหลือในจอกเล็กน้อย เขาแอบกลอกเข้าปากจนหมด เขามองซ้ายขวาแล้วคว่ำจอกเก็บที่เดิม ไม่ยอมแบ่งชาดีๆ ให้ใครทั้งสิ้นเพราะมีไม่มาก
หลังขอพรแล้วก็สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย แม้ไม่เชื่อแต่บรรดาบัณฑิตที่เข้าสอบ ทุกคนล้วนมีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจทั้งสิ้น เขาทำบ้างเช่นนั้นจะเป็นอะไรไปเล่า
ค่ำคืนนั้น...ในห้องพักที่มีบัณฑิตนับสิบคนหลับใหล บนแท่นซึ่งใช้เป็นเตียงนอนยาวๆ แบ่งเป็นฝั่งละห้าคน ฟู่เซิ่งได้นอนริมด้านในสุดของห้อง
บนเตียงของเขา...ปรากฏเงาร่างของอิสตรีขึ้น นางสวมชุดสีดำก้าวขึ้นไปยืนข้างบัณฑิตหนุ่ม ทุกคนคล้ายไม่รับรู้การมีตัวตนของนาง แม้ว่าตอนนี้นางกำลัง...ปลดเปลื้องอาภรณ์บนเรือนกาย!
หญิงสาวนั่งคร่อมลงบนเอวสอบ ปลดสายคาดเอวของฟู่เซิ่ง จากนั้น...ลูบไล้ตัวตนของเขาด้วยดวงตาฉ่ำเยิ้ม ปลุกเร้าจนเขาตื่นตัวขึงแข็งเต็มแน่น
“คุณชาย...ข้ามีนามว่าเสี่ยวย่วน”
ตอนที่นางกดแก่นกายของเขากับเกสรนุ่มกลางกาย ฟู่เซิ่งจึงรู้สึกตัวตื่นพร้อมกับครางกระเส่าออกมาเสียงเบา “อา...”
เขานึกว่ากำลังฝัน ตอนลืมตาก็เห็นแล้วว่ามีสตรีงดงามกำลังควบขับเหนือเรือนกายของตน “ชะ...ช้าก่อน แม่นาง เจ้าเป็นใคร...อา”
ฟู่เซิงถูกความเสียวซ่านจู่โจม สตรีตรงหน้าไม่เพียงไม่ตอบแต่นางกลับโยกคลึงเหนือแก่นกายของเขา กดตรึงพร้อมกับขยับไหวเป็นจังหวะ...
หญิงสาวคว้าสองมือของเขาขึ้นไปกอบกุมอกนุ่มหยุ่นของตน บีบให้เขาเคล้นคลึงความงดงามอล่างฉ่างอย่างน่าตระหนก ฟู่เซิงได้แต่ครางกระเส่าใต้เรือนร่างหอมกรุ่น ไม่เข้าใจแต่ก็เริ่มถูกความปรารถนาที่ถูกปลุกเร้าครอบงำ
บัณฑิตหนุ่มเริ่มควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาสอดเสยเอวสอบขึ้นตอบรับการกดกลืนของสะโพกนุ่ม สองมือขยับไหวกอบกุมเคล้นคลึง ขณะความเสียดกระสันทำให้เขาคำรามออกมาเสียงพร่า เขามองไปรอบๆ เพราะตกใจกลัวว่าเพื่อนร่วมห้องจะตื่น ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครขยับ ...ทุกคนหลับสนิท
ฟู่เซิงดึงคนงามลงมากอดแนบอก มองไปรอบๆ ให้มั่นใจว่าไม่มีใครตื่น ตอนนั้นเองที่จุมพิตของหญิงสาวกดประทับลงมา นางกวาดปลายลิ้นต้อนเขาให้จนมุม จากที่เขาอยากปฏิเสธตอนนี้กลับถูกราคะครอบงำจนไม่อาจหวนกลับ