[3] ลูกแก้วกำหนัด
"อย่าเข้ามานะโว้ย!"
ชาละวันที่ลำตัวโดนถาดที่ขว้างมาอย่างแรงฟาดเข้าสีข้างอย่างจัง คิ้วขมวดหน้าถมึงด้วยความโกรธ ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปหาคนที่ลุกลี้ลุกลนหาทางหนีทีไร่ตาเท่าไข่ห่าน
"บอกว่าอย่าเข้ามาไงวะ! มึงหูหนวกรึ!"
"มึงอยากให้กูจับมึงแก้ผ้าแล้วหักแขนหักขามึงกินใช่หรือไม่"
"ไอ้จระเข้ยักษ์วิตถาร!"
"มึงจักแหกปากไปกระไรเล่า มนุษย์ที่คิดจักมาฆ่ากูเยี่ยงมึง กูไม่จับกินก็บุญหัวมึงเพียงไหนแล้ว"
"หากมึงจะทำระยำกับกูเช่นนี้ มึงก็กินกูเสีย!"
"รั้นนักนะมึง หรือมึงอยากให้กูใช้มนตราอาคมกับมึงนักวะไอ้มือปราบจระเข้"
"เอาสิวะ! กูจะคอยดูว่ามนต์ตราอาคมมึงกับกู ผู้ใดจะวิชาเก่งกล้ากว่ากัน!"
"งั้นหากกูแพ้ กูจักยอมปล่อยมึงขึ้นไป แต่หากมึงแพ้ มึงต้องฟังคำสั่งของกู"
"มึงเตรียมตัวแพ้ได้เลยไอ้จระเข้วิตถาร!"
อีกไม่กี่ก้าว มนุษย์จระเข้ก็จะถึงตัวไกรทองเสียแล้ว เมื่อไม่มีทางหนีทีไร่ก็จนหนทาง นอกจากจะตั้งการ์ด ยกหมัดลุ่นๆ ขึ้นมา ฝีเท้าของชาละวันหยุดลง ก่อนที่ตาคมจะจ้องคนตรงหน้าที่อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ก้าวนิ่ง ฤทธิ์เยอะเสียเหลือเกินนะอ้ายมนุษย์ปากเก่ง
แต่ยังไม่ทันที่จะได้จัดการมนุษย์รูปงามตรงหน้า ใบหน้าคมของชาละวันก็ต้องหันไปมองจระเข้ตัวเขื่องที่ปากทางถ้ำ ที่มันค่อยๆ กลายร่างเป็นมนุษย์และเดินเข้ามาในถ้ำ
"ชาละวัน"
จระเข้หนุ่มรูปวามโค้งหัวลงน้อยๆ ก่อนจะเรียกชาละวันหน้าเครียด
"กระไร"
"มันเอาอีกแล้ว ลงมือเลยหรือไม่"
"ยังก่อน ปล่อยมันไป"
ว่าจบหนุ่มรูปงามก็โค้งหัวลง ก่อนจะแปลงเป็นจระเจ้และว่ายหนีออกไป ใบหน้าคมหันกลับมามองคนที่ยกมือตั้งการ์ดตัวสั่นงันงก สีหน้าซีดเซียว ดูไม่จืดเลยสักนิด
"คราแรกกูก็ว่าจะเจรหาความกับมึงดีๆ แต่เห็นที คงต้องใช้ไม้แข็งเสียแล้วกระมัง"
ไกรทองแม้จะกลัวอยู่บ้าง แต่ก็มั่นใจในอาคมตนเองไม่ใช่น้อย หากแต่ตอนที่เขาพลาดท่าให้ชาละวัน เขายังไม่มีจังหวะใช้มนต์อาคมของตนเองเท่านั้น
"เจรจาอะไรของมึง"
"เจรจาเรื่องจระเข้กับมนุษย์ที่เมืองพิจิตรนี่อย่างไรเล่า"
"พวกมึงเข่นฆ่าแลกินผู้คนมากมายขนาดนี้ ยังจักมาเจรจากระไรอีก!"
ชาละวันยกมือขึ้นกอดอก ก่อนจะเลิกคิ้วมองไกรทอง
"พวกกูมิทำร้ายผู้ใดก่อน แต่มนุษย์อย่างพวกมึงต่างหาก ที่มายุ่มย่ามคนของกู และถิ่นของกู"
ไกรทองกัดฟันแน่น หนอยแน่ ไอ้จระเข้ปลิ้นป้อน พูดแบบนี้ก็มีแต่มันได้ทั้งขึ้นทั้งร่อง น่านน้ำมันเอาไว้สำหรับมนุษย์ ไม่ใช่เดรัจฉานที่กินเนื้อหนังมังสาคนเสียหน่อย
"ถิ่นที่มึงว่า มีไว้สำหรับมนุษย์ ผู้คนเห็นจระเข้ ก็ต้องหวาดกลัวเป็นธรรมดา หากไม่กำจัดออกไป ชาวบ้านจะกินจะอยู่อย่างไร มึงอย่าโมเมว่าเป็นถิ่นพวกมึงเสียดีกว่า พวกมึงเพียงหาข้ออ้างทำร้ายชาวบ้านต่างหาก"
"มึงรู้ได้อย่างไรว่าถิ่นที่มึงว่าเป็นของมนุษย์แต่เพียงเผ่าพันธุ์เดียว พวกกูอาศัยอยู่กันมานานโข รุ่นแล้วรุ่นเล่า ยุคแล้วยุคเล่า มนุษย์ต่างหากเล่า ที่พึ่งมาตั้งรกรากไม่กี่ร้อยปีมานี้ มิใช่มนุษย์หรอกหรือที่รุกล้ำ และทำร้ายพวกกู"
ไกรทองสะอึก แม้สิ่งที่ไอ้คนตรงหน้าบอกเขาจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม แต่ไกรทองก็ไม่สามารถคิดเข้าข้างพวกจระเข้ได้
"เจรจากับกูไปก็ไร้ประโยชน์ กูไม่มีทางเห็นพ้องกับพวกป่าเถื่อนเยี่ยงเดรัจฉานอย่างพวกมึงดอก!"
พรึ่บ!
"อั่ก!"
ไกรทองยกมือขึ้นแกะมือใหญ่ที่กำลังบีบคอตนเอง ทั้งยังยกตัวเขาขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาลอย่างหวาดกลัว
"อย่าริอาจ"
ดวงตาสีทองวาวจ้องนัยตาดำขลับของไกรทองกร้าวด้วยความดุดัน
"มาดูถูกเผ่าพันธุ์ของกู"
เสียงเย็นๆ ทำให้ไกรทองหัวใจเต้นตุบตับ มือหนาที่บีบคอตนเองอยู่จนลมหายใจกำลังจะหมดอยู่รอมร่อ ดวงตาของไกรทองค่อยๆ ปิดลง ใบหน้าและลำคอที่ถูกบีบนั้นแดงเถือก มือของไกรทองที่พยายามแกะรั้งมือของชาละวันออกค่อยๆ ตกลงข้างกายช้าๆ
พรึ่บ!
"แค่ก!ๆ"
ร่างของไกรทองฟุบลงไปกับพื้นถ้ำ ก่อนจะโกยเอาอากาศเข้าปอด มือก็ยกขึ้นจับลำคอที่ถูกบีบจนเป็นรอยมือ
"ระวังปากของมึงเอาไว้ให้ดีไอ้มนุษย์ กูจักหักแขนหักขามึงมากินเมื่อใดก็ได้ มึงควรรู้จักใช้เหตุใช้ผล ให้เกียรติผู้อื่น ก่อนกูจะหมดความอดทน"
ชาละวันพูดเสียงแข็ง ก่อนจะหันหลังและกลายร่างเป็นจระเข้ตัวเขื่อง ว่ายออกไปนอกถ้ำ เหลือไว้เพียงไกรทองที่มองตามหลังเจ้าจระเข้ยักษ์ไปอย่างแค้นเคือง
.
.
.
.
ไกรทองที่นั่งอยู่บนแคร่ทอง หันไปมองปากทางถ้ำที่มีหญิงสาวรูปงามเดินยิ้มเข้ามาหาตนเอง
"ผ่านไปหลายเพลาแล้ว ยังเจ็บอยู่ไหมจ้ะ"
ไกรทองเบี่ยงหน้าหนีไปอีกทาง เขาไม่อยากเสวนากับพวกจระเข้เท่าไหร่นัก
"เดี๋ยวพี่ชาละวันก็กลับมาแล้ว คงจะมารักษาให้ อดทนอีกหน่อยนะจ้ะ"
ร่างงามในชุดสีเขียวค่อยๆ นั่งลงขนาบข้างหนุ่มมนุษย์รูปงามด้วยรอยยิ้มและสายตาหวานหยดย้อย
"ฉันชื่อเลื่อมลายวรรณนะจ้ะ พี่ชื่ออะไร"
นัยตาดำขลับของไกรทองค่อยๆ หันกลับมามองคนที่นั่งชิดตนเองหน้านิ่ง แม้จะเป็นจระเข้ แต่ก็งามไม่น้อยไปกว่าแม่ตะเภาแก้วตะเภาทองเลย
"ไกรทอง"
ริมฝีปากสีชมพูสวยยิ้มกว้าง ก่อนจะชมเสียงหวาน
"รูปงามแล้ว ชื่อก็ยังงามอีก"
ไกรทองที่ไม่รู้จะตอบอะไรก็ได้แต่เบี่ยงหน้าหนีสายตาที่มองเหมือนจะตะครุบเขากินเสียให้ได้
"เลื่อมลายวรรณ"
เสียงคุ้นหูทำให้เลื่อมลายวรรณรีบลุกขึ้น ก่อนจะรีบยิ้มกว้างและเดินเข้าไปหาชาละวันที่ยืนอยู่ปากถ้ำด้วยใบหน้าเรียบเฉย
"มาแล้วหรอจ้ะพี่ชาละวัน น้องมารอปรนนิบัติเมื่อครู่ เหมาะเจาะเสียจริง"
มือเล็กกอดแขนหนาของผัวตนเองเอาไว้แน่น ก่อนใบหน้าเล็กจะแนบลงกับลำแขนของชาละวันอย่างออดอ้อน
"น้องออกไปก่อนเถิด พี่มีเรื่องต้องจัดการ"
มือหนาแกะมือเล็กของเลื่อมลายวรรณออกอย่างเบามือ ก่อนจะเดินไปหาไกรทอง โดยที่ไม่ได้สนใจเลื่อมลายวรรณที่ยืนหน้าเสียอยู่ ก่อนนางจะตัดสินใจออกจากถ้ำไป
ไกรทองที่เห็นชาละวันเดินเข้ามาใกล้ก็ถอยหนีเล็กน้อยจนชาละวันชะงัก มือหนาค่อยๆ ยกขึ้นช้าๆ ก่อนจะพึมพำเสียงเบา ไกรทองที่รู้ว่าตนเองจะมีอันตรายอีกคราก็หลับตาแน่น
"ทีหลังก็หัดระวังปากไว้เสียหน่อย จะได้ไม่ต้องเกือบตายเพราะปากอีก"
ไกรทองค่อยๆ ลืมตาขึ้น เมื่อเสียงทุ้มพูดขึ้นเรียบๆ คิ้วของไกรทองขมวดมุ่น ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
"กูรักษาคอให้แล้ว ครานี้หวังว่าเราจะเจรจากันดีๆ ได้เสียทีนะ ส่วนเรื่องมนต์อาคมกระไรนั่น คงไม่ต้องประลองกันให้เสียเวลาอีก"
ไกรทองเม้มปากเล็กน้อยอย่างเจ็บใจ ก่อนมือหนาจะค่อยๆ ยกขึ้นจับลำคอตนเองที่ไม่รู้สึกเจ็บแสบแล้ว
ชาละวันยกมือขึ้นเสกแคร่ทองอีกตัว ก่อนจะค่อยๆ นั่งลงตรงข้ามไกรทอง นัยตาสีทองสำรวจมนุษย์รูปงามตรงหน้านิ่ง
'มิเคยเห็นบุรุษใด งดงามน่ามอง มองแล้วไม่หน่ายเช่นนี้มาก่อน'
พอคิดในใจเสร็จ ชาละวันก็ถามเสียงนิ่ง
"มึงชื่อกระไร"
แม้จะระแวงแค่ไหน แต่ไกรทองก็ต้องเอาชีวิตรอดออกไปเสียก่อน แล้วจะเอาอย่างไรจึงค่อยว่ากันใหม่
"ไกรทอง"
ชาละวันพยักหน้า ก่อนจะร่ายยาวนิ่งๆ ตาก็มองคนตรงหน้าที่นั่งฟังเงียบๆ แบบไม่แผลงฤทธิ์อย่างนึกสนใจ
"กูชื่อชาละวัน มึงจงฟังให้ดี สิ่งที่กูต้องการก็ไม่ต่างจากมึง และชาวบ้าน พวกกูไม่ปราถนากินเนื้อมนุษย์โดยไร้เหตุ พวกกูดำรงชีวิตด้วยกุ้ง หอย ปู ปลา หรือพวกสัตว์ที่มาดื่มกินน้ำ พวกกูจะไม่ทำร้าย และไม่กินมนุษย์อีก หากมนุษย์ไม่ทำร้าย และเข่นฆ่าพวกกูเฉกเช่นเคยทำ หากผูกมิตรไม่ได้ ก็อย่าเป็นศัตรูกันอีกเลย กูไม่อยากเข่นฆ่าทำบาปทำกรรมกับใครอีกแล้ว"
ไกรทองเม้มริมฝีปากแน่น อคติและความเกลียดชังกับจระเข้ที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่จำความได้ค่อยๆ เลือนหายไป
"แต่ชาวบ้านไม่มีทางยอมใช้ชีวิตร่วมกับจระเข้แบบพวกมึง"
ชาละวันถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยๆ
"ข้อนี้กูรู้ดี แต่สิ่งที่กูทำได้มีเพียงเท่านี้ หากยังอยากสร้างกรรมเวรกันต่อ ก็จงทำเหมือนอย่างเคยเถิด.......แต่กูก็จะไม่รับประกันความปลอดภัยของผู้ใดก็แล้วกัน"
ไกรทองคิดไม่ตก จะทำอย่างไรพวกชาวบ้านจึงจะเชื่อเขา แค่จระเข้แปลงร่างเป็นมนุษย์ได้ก็เหลือจะเชื่อแล้ว
"ก็ได้ กูตบปากรับคำ แต่ผู้คนคงจะไม่เชื่อง่ายๆ รังแต่จะหาว่ากูบ้า เช่นนั้น มึงก็แปลงกายและพูดให้พวกชาวบ้านฟัง ว่าสิ่งที่มึงกับพรรคพวกต้องการคืออันใด"
"ไม่ได้ พวกกูมีกฎของพวกกู มึงจักต้องหาวิธีด้วยตนเอง"
ยังไม่ทันที่ไกรทองจะได้แย้งอะไรต่อ ร่างหนาของชาละวันก็ล้มตัวลงนอนบนแคร่ทองไปเสียอย่างนั้น จนไกรทองได้แต่อ้าปากหวอ
"อ้อ หากไม่อยากตายอยู่ใต้บาดาลนี้ ก็อย่าได้คิดจะแตะต้องกูแม้แต่ปลายเล็บเชียว"
"อะไรกันวะ นึกอยากจะไปก็ไป นึกอยากจะมาก็มา นึกอยากจะนอนก็นอนไปเสียอย่างนั้น ไอ้จระเข้บ้านี่”
ไกรทองกัดฟันบ่นพึมพำเสียงเบา ก่อนจะลุกขึ้นเดินวนหาวิธีทำให้ชาวบ้านรามือจากจระเข้
ชาละวันที่พลิกตัวนอนตะแคงหันไปอีกทางก็ยิ้มอย่างขำขัน เมื่อได้ยินคนด้านหลังพึมพำด่าตนเอง
.
.
.
.
เปลือกตาหนาค่อยๆ เปิดออก ก่อนที่ชาละวันจะค่อยๆ ยันตัวเองขึ้นช้าๆ นัยตาสีทองวาวหันไปมองคนที่นอนพร้อมกับกรนเบาๆ อย่างสบายใจ จนชาละวันได้แต่ส่ายหน้าพลางยิ้มเล็กๆ
"ยังนอนลงอีกหรือวะ"
"อือออ..."
เสียงอื้ออึงในลำคอทำให้ชาละวันเลิกคิ้ว ก่อนจะจ้องคนที่กางแขนบิดไปมาบนแคร่ทอง
ไกรทองที่พึ่งลืมตาขึ้นด้วยความงัวเงียก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะหันมามองชาละวันด้วยเปลือกตาที่จะปิดรอมร่อ
"คิดออกหรือยัง"
ไกรทองพยักหน้าไปมา ก่อนจะจัดแจงท่านั่งตนเอง และขยี้ตาไปมา
"กูคิดออกแล้ว หากกูขึ้นไปบนบกได้แล้ว มึงจงลอยตัวอยู่ริมตลิ่ง กูจะลูบคลำตัวของมึงให้ชาวบ้านดู"
ชาละวันฟังเสียงงัวเงียของคนตรงหน้า ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ และถามต่อ
"แล้วมึงจักบอกกับชาวบ้านว่าอย่างไร"
"กูจักบอกว่าได้นิมิตรจากบรรพบุรุษ"
ถึงแม้จะฟังดูไม่ค่อยเข้าท่า แต่ชาละวันก็จะลองเสี่ยงดูก็แล้วกัน ทั้งมนุษย์รูปงามตรงหน้าก็ดูเป็นคนมีวาทศิลป์อยู่ไม่น้อย
"งั้นวันรุ่งกูจะพามึงขึ้นฝั่งก็แล้วกัน"
"กูเหนียวตัว อยากอาบน้ำอาบท่า"
ชาละวันเลิกคิ้ว ก่อนจะผายมือไปด้านในช่องเล็กๆ ที่ด้านในมีที่อาบน้ำอยู่
"ไปอาบตรงนั้น เดี๋ยวกูจะหาผ้าให้นุ่ง"
ไกรทองพยักหน้าหงึกหงัก ก่อนจะยืนขึ้นและบิดขี้เกียจไล่ความง่วงไปมา และเดินต้อยๆ ไปในห้องอาบน้ำ โดยมีสายตาคมสีทองวาวมองไล่หลังไม่วางตา
ไกรทองมองไปรอบๆ ห้องเล็กๆ ที่มีตุ่ม ขัน และมีใบไม้เลื้อยที่ย้อยลงมาปิดปากห้องไว้อย่างตื่นตาตื่นใจ
"สะดวกสบายเสียเหลือเกินนะไอ้จระเข้กวนประสาท!"
ว่าจบไกรทองก็จัดการผ้าที่มีเพียงชิ้นเดียวออก แม้ลำตัวจะมีมัดกล้ามงามวาวเพียงใด แต่เอวของไกรทองกลับไม่ค่อยเหมือนชายอื่นมากนัก เพราะมันเล็กกว่าของบุรุษปกติอยู่มาก ผิวสีน้ำผึ้งงามค่อยๆ ถูกน้ำชะโลมไปทั่ว ฝ่ามืออุ่นๆ ก็ถูไปตามลำตัวไปเรื่อยๆ แกนความเป็นชายพอดีมือถูกถูทำความสะอาดเบาๆ ลำตัวหนาก็ค่อยๆ นั่งยอง ก่อนที่ฝ่ามืออุ่นๆ จะขยับไปถูทำความสะอาดบริเวณรูทวารช้าๆ
"ข้าเอาผ้านุ่งมาให้"
ไกรทองรีบลุกขึ้นยืนทันที เมื่อได้ยินเสียงผ่านไม้เลื้อยด้านนอก มือของไกรทองยื่นแหวกเถาไม้เลื้อยออกไปจนชาละวันชะงัก ตาสีทองวาวที่ชาละวันไม่สามารถควบคุมได้ในยามนี้ก็มองเห็นร่างของไกรทองเล็กน้อย สีข้างและมัดกล้ามสีน้ำผึ้งทำให้ชาละวันต้องกลืนน้ำลายเบาๆ
"ผ้านุ่ง"
ตาคมของชาละวันรีบเบนหนีทันควันเมื่อเสียงของคนด้านในเน้นย้ำ มือหนารีบวางผ้าลงบนมือของไกรทองลวกๆ ก่อนจะรีบเดินออกไป
หัวใจดวงหน้าเต้นตุบตับอย่างห้ามไม่ได้ ชาละวันค่อยๆ หย่อนตัวลงนั่งบนแคร่ทองด้วยคิ้วที่ขมวดมุ่น ความรู้สึกใจเต้นตึกตัก ความรู้สึบวูบวาบอยู่ที่หน้าท้องที่เขาไม่ได้สัมผัสมานาน ไม่น่าเชื่อว่ามาวันนี้มันจะเกิดขึ้นอีกคราหลังจากที่เขาได้ร่วมหลับนอนกับสตรีเป็นครั้งแรก และครั้งนี้มันยังเกิดขึ้นกับมนุษย์ที่เป็นบุรุษเสียอย่างนั้น
"เป็นไปไม่ได้ ข้าต้องวิกลไปแล้วเป็นแน่"
ชาละวันส่ายหัวไปมา ไล่ความคิดวิกลจริตในความคิดเขาออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่พึ่งเกิดขึ้น แต่ยังไม่ทันที่ชาละวันจะได้คิดอะไรต่อ กลิ่นหอมเตะจมูกที่ไม่ได้กลิ่นมาสักพักก็ลอยออกมาจากในห้องน้ำจนคิ้วหนาขมวดมุ่น ชาละวันรีบสาวเท้าเข้าไปในห้องอาบน้ำ มือหนาแหวกไม้เลื้อยด้วยความตกใจ
นัยตาสีทองวาวเบิกกว้างกับภาพตรงหน้า เมื่อร่างของไกรทองทรุดลงพนักกับตุ่มน้ำ โดยมีผ้านุ่งพันเอวไว้หมิ่นเหม่ ใบหน้างามบัดนี้แดงเถือกเหมือนลูกตำลึงก็มิปาน เสียงหายใจรวยรินและเปลือกตาที่จะปิดอยู่รอมร่อทำให้ชาละวันกัดฟันกรอด ก่อนจะรีบก้มลงไปช้อนตัวไกรทองขึ้นมาอุ้มไว้ในอ้อมแขน
"ไอ้มนุษย์โง่เอ้ย!"
ชาละวันรีบอุ้มไกรทองวางลงบนแคร่ทอง ก่อนมือหนาจะยกขึ้นและปิดปากถ้ำเอาไว้ เพราะหากไม่ปิดไว้มีหวังกลิ่นนี้ลอยออกไปยังที่อื่นเป็นแน่
"กู.....กูรู้สึกวูบวาบ"
เสียงกระเส่าทำให้ชาละวันยกมือขึ้นกุมขมับ ไรเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าและลำตัวของไกรทองแทบทุกแห่ง ความร้อนในตัวทำให้ร่างของไกรทองแทบไร้เรี่ยวแรง
"แล้วใครบอกให้มึงไปทำลูกแก้วกำหนัดแตกเล่าไอ้ไกรทอง!"
