บทที่ 3 ความเคยชิน
บทที่ 3 ความเคยชิน
ประโยคคำถามสั้นๆของเฉินอันหนิงกลับทำให้คนรอตอบลมหายใจสะดุด ชาวาบไปทั้งแถบ รั่วซีรู้สึกได้เลยว่าฝ่ามือของนางเย็นเฉียบเลือดลมไหวเวียนติดขัด
“ระ เรื่องนั้น” รั่วซีแทบจะหาเสียงของตนเองไม่เจอ เมื่อต้องเจอกับคำถามสุดวัดใจ
ไม่เชิงว่าเรื่องนี้เป็นความลับ แต่เป็นเรื่องที่ทุกคนในจวนสกุลหลี่ไม่ค่อยกล่าวถึงกันนัก หากใครเผลอพูดออกไปให้คนอื่นได้ยินก็จะโดนขับออกจากจวน
“ข้ารู้ว่าห้ามบอก มาๆ กระซิบข้างหูข้าก็ได้” อันหนิงก้มตัวไปหา เอามือป้องหูรอฟังคำตอบ
“จริงเจ้าค่ะ คุณหนูเป็นบุตรสาวของนายท่านใหญ่เจ้าค่ะ แต่ฮูหยินห้ามพูดเรื่องนี้ต่อหน้าคนอื่นนะเจ้าคะ”
“อื้อ เข้าใจแล้ว” อันหนิงพยักหน้ารัวๆ
การพูด น้ำเสียงและการแสดงออกที่เปลี่ยนไปของเฉินอันหนิงนั้นทำให้รั่วซีสังเกตได้เพียงแค่คุยกันไม่กี่ประโยค แต่รั่วซีก็ยังไม่กล้าเอ่ยถาม
โครกกกก!
เสียงท้องร้องประท้วงดังขึ้นแทรกความเงียบงัน อันหนิงก้มมองท้องตัวเองแล้วเอามือถูมัน มัวแต่สอบถามรายละเอียดเนื้องานจนลืมกินข้าวไปเลย
ตอนเป็นพนักงานออฟฟิศเช้ามาก็กินกาแฟแค่แก้วเดียว บ่ายกินอาหารตามสั่ง ดึกๆกลับห้องพักก็ต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกินง่ายๆ ผลสุดท้ายคือโรคกระเพาะถามหา
คงเพราะจิตใจมัวแต่ผูกอยู่กับงานถึงได้เลือกที่จะกินอะไรง่ายๆเพื่อแค่ประทังชีวิต และอีกเหตุผลสำคัญคือเงินไม่พอใช้
ตั้งแต่ทำงานหาเงินเองได้อันหนิงก็แบ่งเงินส่วนหนึ่งมอบให้กับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่เคยอยู่มาตลอด ทำให้ไม่พอใช้เดือนชนเดือน แต่มันทำให้อันหนิงมีแรงที่จะลุกขึ้นมาทำงานเมื่อคิดว่าได้มอบโอกาสให้เด็กที่โดนทิ้งเหมือนเธอได้มีอาหารกิน มีเสื้อผ้าใส่
“คือว่า...ที่นี่ไม่กินข้าวเช้ากันหรือ” อันหนิงถามด้วยใบหน้าแดงขึ้นสี ท้องร้องดังขนาดนั้นเป็นใครก็ต้องอายทั้งนั้น
“กินเจ้าค่ะ” รั่วซีขมวดคิ้วสีหน้างุนงง
“แล้วข้าโดนลงโทษไม่ให้กินข้าวหรือ ทำไมไม่เห็นมีเลย”
ถ้าจะโดนลงโทษกักบริเวณหรืองดอาหารอันหนิงก็เข้าใจได้ แต่นางกำลังหิวข้าวมากจนอาจกินหมูได้ทั้งตัว จะให้มาอดข้าวตอนนี้ไม่ไหวคงได้เป็นลมแน่นอน
“ฮูหยินสั่งไว้เองนะเจ้าคะ ว่าไม่รับอาหารเช้า”
“ไม่จริง ใครมันจะไม่กินข้าวเช้า” ต่อให้ไม่กินข้าวอย่างน้อยก็ต้องมีกาแฟสักแก้วสิ
ตอนแรกก็มีกังวลอยู่บ้างว่าตนติดกาแฟค่อนข้างหนัก วันนึงดื่มวันละหลายแก้ว ทะลุมิติมาอยู่ที่โลกนี้แล้วร่างกายขาดกาแฟคงทรมานมากแน่ แต่ผ่านมาหลายชั่วยามแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คงเพราะร่างกายนี้ไม่เคยได้รับกาแฟมาก่อน อาจจะมีแค่ความรู้สึกทางใจที่มันรู้สึกอยากดื่มขึ้นมา
“จริงๆเจ้าค่ะ ฮูหยินบอกว่ากลัวอ้วน ถ้าอ้วนนายท่านก็จะไม่มอง” รั่วซีตอบไปตามตรง
นางค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าฮูหยินนั้นเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ ไม่ได้มีท่าทีเกรี้ยวกราดดุร้ายอีกแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนั้นรั่วซีก็พร้อมจะให้อภัยเรื่องในอดีต และไม่เก็บมาคิดมากอีก คนเราผิดพลาดกันได้ขอแค่พร้อมจะแก้ไขก็มีคนที่ยินดีจะให้อภัย
“ไม่อ้วนเขาก็ไม่สนใจอยู่ดี จะไปสนทำไมว่าเขาจะมองหรือไม่มอง” อันหนิงเบือนหน้าพึมพำเถียงกับสิ่งที่ได้ยิน
“ฮูหยินพูดว่าอะไรเจ้าคะ บ่าวได้ยินไม่ถนัด” รั่วซีเริ่มนึกเป็นห่วงที่เจ้านายหันไปพูดคนเดียว
สตรีผู้หนึ่งแค่ต้องการความรักจากสามีถึงกับใช้ความพยายามอย่างหนัก ทุ่มเททำทุกทางเพื่อให้เขาสนใจ เมื่อไม่สมหวังก็ทำให้ความผิดหวังกัดกินใจจนเลือกที่จะพรากลมหายใจของตน ถึงแม้จะรอดมาได้ก็ดูจะจิตใจแตกสลายขั้นหนัก ทั้งลืมเรื่องในอดีตแถมยังเพ้อพูดคนเดียวอีกด้วย
รั่วซีส่ายหน้าเชื่องช้าเวทนาผู้เป็นนายที่ต้องพบกับความเสียใจจนหัวใจแหลกสลาย นางต้องทุกข์ใจหนักเป็นแน่
“ข้าหิว พาไปห้องครัวที” ท้องร้องไม่หยุดแล้วเนี่ย ในหัวก็นึกถึงรายการอาหารที่ชื่นชอบ และก็นึกขึ้นมาได้หนึ่งอย่าง นั่นคือไก่ทอด
ไก่ชุบแป้งทอดร้อนๆ กรอบนอกนุ่มใน เสียงเวลากัดช่างกรุบกรอบไพเราะ แค่คิดก็น้ำลายแทบไหล
“ฮูหยินจะกินจริงๆหรือเจ้าคะ”
รั่วซีกลัวว่าเมื่อฮูหยินได้สติแล้วจะพาลโกรธทุกคนและโกรธตัวนางเองที่ทำในสิ่งที่ตนไม่ชอบ
“ต่อจากนี้ข้าจะกินข้าวครบทุกมื้อ เอาแบบเต็มโต๊ะไปเลย” อันหนิงทำท่าประกอบชูมือขึ้นมาวาดเป็นวงกลมวงใหญ่
แค่นึกถึงไก่ทอดดวงตาก็สดใสเป็นประกาย นี่คืออาชีพที่ดียิ่งกว่าถูกหวย ไม่ต้องรับใช้สามี แถมยังมีเวลาไปทำสิ่งที่อยากกินโดยไม่ต้องกลัวว่าจะรบกวนเวลางานอีก
ความจริงแล้วอันหนิงชอบการทำอาหารตั้งแต่เด็ก พอได้เข้าห้องครัวช่วยผู้อำนวยการสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าทำอาหารให้เพื่อนๆกินก็ชอบมาตลอด มีความสุขที่ได้เห็นเพื่อนๆกินอย่างเอร็ดอร่อย
“ได้เลยเจ้าค่ะ!” รั่วซีพยักหน้าสีหน้ามุ่งมั่น
ระหว่างทางที่เดินไปห้องครัวไม่ว่าบ่าวคนไหนที่เดินผ่านก็จะเดินหนีห่างอันหนิงราวกับนางคือตัวอันตราย
“ข้าน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือ” พอเจอแบบนี้หลายครั้งเข้าก็ทำให้เสียความมั่นใจไปมากพอสมควร ปกติมีแต่คนเข้าหาเพราะอันหนิงเป็นคนใจดีชอบช่วยเหลือผู้อื่น
“จะให้บ่าวพูดจริงหรือเจ้าคะ” รั่วซีกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก ลำคอรู้สึกแห้งผากกะทันหัน
“ไม่ดีกว่า” อันหนิงยิ้มแห้ง
แค่นี้ก็สะเทือนใจมากพอแล้ว ไม่อยากตอกย้ำให้ใจเจ็บไปมากกว่านี้ แค่นึกสภาพการใช้ชีวิตที่คนอื่นหวาดกลัวและหลีกเลี่ยงตนเองก็อนาถใจมากจนทำใจไม่ได้
“เอ๊ะ คนไปไหนหมดล่ะเนี่ย”
เมื่อเข้ามาถึงในห้องครัวก็พบว่าไม่มีคนอื่นๆอยู่เลย ทั้งๆที่มันควรจะมีคนอยู่เต็มไปหมด หรือว่าพวกนางไปพักกัน
“พอพวกนางรู้ว่าฮูหยินจะเข้ามาก็หนีไปหมดแล้วเจ้าค่ะ” รั่วซียิ้มแหยๆ มุมปากกระตุกถี่ๆระแวงว่าจะโดนฝ่ามือของเจ้านายฟาดเข้าหน้า
“นั่นสิเนอะ” ช่างมันแล้วกัน ตอนนี้ท้องหิวต้องเติมเสบียงลงไปก่อนถึงจะคิดเรื่องอื่นได้
ดวงตาคู่งามกวาดสายตาไปทั่วเพื่อสำรวจว่าวัตถุดิบที่มีสามารถทำอะไรได้บ้าง
“ข้าอยากได้น่องไก่ ปีกไก่ แล้วก็ปลา ต้องไปเอาจากที่ใด” ตรงนี้มีแต่พวกผักสมุนไพรต่างๆ แต่ไม่มีพวกเนื้อสัตว์
“ฮูหยินต้องการแค่ไก่กับปลาใช่หรือไม่เจ้าคะ บ่าวจะไปเตรียมให้เจ้าค่ะ”
“อืม ขอบใจมากนะรั่วซี” อันหนิงระบายยิ้มบางเบา
แค่รอยยิ้มเพียงนิดพร้อมกับคำขอบคุณของผู้เป็นนายก็ทำให้สาวใช้ตัวน้อยหัวใจเต้นระรัว นางไม่เคยได้รับคำขอบคุณหรือรอยยิ้มจากฮูหยินเลย นี่มันเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าเงินทองเสียอีก คืนนี้รั่วซีคิดว่านางคงจะนอนหลับฝันดีตลอดคืน
เมื่อเตรียมวัตถุดิบทุกอย่างพร้อมโดยได้รับการช่วยเหลือจากรั่วซีในการหั่นเนื้อสัตว์และผัก อันหนิงก็มายืนอยู่หน้าเตาทำอาหาร
อันดับแรกก็ลงมือทำต้มปลาใส่สมุนไพร เป็นอาหารที่นางเคยหัดทำเป็นอย่างแรก และเป็นสิ่งที่คิดขึ้นมามั่วๆแต่ดันอร่อย
หลังจากนั้นก็เทน้ำมันลงกระทะ หยิบไก่ที่หมักเสร็จแล้วไปคลุกเคล้ากับแป้งสาลีผสมน้ำจนได้เนื้อข้นเหนียว
“เฮือก!” รั่วซีสะดุ้งเฮือกเมื่อเห็นปริมาณน้ำมันที่ถูกเทลงกระทะ นางไม่เคยเห็นใครใช้น้ำมันเยอะเท่านี้มาก่อนในชีวิต
แต่จะให้เอ่ยปากห้ามรั่วซีก็ไม่กล้าทำ เอาเป็นว่าถ้าหากฮูหยินสบายใจก็คงต้องปล่อยให้ทำไป
“เป็นอะไรหรือเปล่ารั่วซี” อันหนิงรีบหันไปถามรั่วซีที่ยืนมองอยู่ข้างหลัง
ก็แค่จะทำไก่ทอดทำไมต้องตกใจขนาดนี้ด้วย อันหนิงลืมคิดไปว่าในยุคนี้น้ำมันมีราคาแพงมากและคนก็ไม่ได้นิยมใช้น้ำมันครั้งละเยอะๆแบบที่นางทำ
“ปะ เปล่าเจ้าค่ะ” รั่วซีส่ายหน้าพัลวันพลางโบกมือปฏิเสธทันที
