บทที่ 2 ฮูหยินแปลกไป
บทที่ 2 ฮูหยินแปลกไป
เมื่อนายหญิงของจวนหมดสติไปอีกครั้งทั้งจวนก็ตกอยู่ในความวุ่นวาย ท่านหมอต้องตรวจร่างกายให้นางซ้ำอีกรอบ ทุกคนวิ่งวุ่นทำหน้าที่ของตน
ผู้เป็นสามีช่างไร้หัวใจและไร้เยื่อใย เขาเห็นว่านางยังมีชีวิตอยู่ก็ไม่คิดจะสนใจนางอีก เดินออกจากห้องนอนของนางไปไม่คิดกลับมาเหลียวแล
หากจะโทษเขาฝ่ายเดียวนั้นก็ไม่ยุติธรรมนัก ก่อนแต่งเขาเคยบอกกับนางแล้วว่าเขาไม่สนใจเรื่องความรักหรือการแต่งงาน เขาสามารถให้สถานะฮูหยินใหญ่และเป็นภรรยาเพียงคนเดียวแก่นางได้ ขอแค่นางไม่ก่อเรื่องให้เขาเดือดร้อนและช่วยดูแลเมี่ยวเมี่ยวให้ดีเป็นพอ
นางกลับใจร้ายใจดำทำร้ายได้แม้กระทั่งเด็กหกขวบ เมี่ยวเมี่ยวเป็นครอบครัวเพียงคนเดียวที่หลี่เจิ้งหลิงเหลืออยู่
ที่เขายอมแต่งงานตามคำขอของท่านลุงก็เพราะต้องการครอบครัวที่สมบูรณ์ให้บุตรสาว
เฉินอันหนิงที่ตื่นมาได้สักพัก กำลังรื้อฟื้นความทรงจำจากนิยายที่อ่านได้เพียงไม่กี่หน้า กว่าจะตื่นมาก็สายจนแดดจ้า แม้จะยังตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ก็พยายามปรับความคิดให้ไม่ตื่นตูมและวางแผนเอาตัวรอด
สถานการณ์ในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก เพราะการแต่งงานของเจ้าของร่างเดิมและพระเอกของเรื่องเละไม่เป็นท่า เขาถึงกับเอ่ยปากขอหย่ากับนางร้ายแล้วด้วยซ้ำ
ความฝันที่คิดจะเกาะเขากินไปจนตายก็ริบหรี่ลงไปอีก มีหลายอย่างที่อันหนิงยังไม่มั่นใจ จึงคิดแผนบางอย่างขึ้นมาได้ อันหนิงจำได้ว่ามีสาวใช้คนหนึ่งที่ไม่กลัวเจ้าของร่างเดิมเหมือนคนอื่น คงจะเป็นคนสนิทน่าจะรู้อะไรเยอะจึงเรียกมาพบ
“เจ้าค่ะฮูหยิน” ถังรั่วซีคลานเข่าเข้าไปตั้งแต่ประตูทางเข้าห้องนอน นางเป็นสาวใช้เพียงคนเดียวที่กล้าเข้าหาฮูหยิน
“ไม่ต้องคลานก็ได้ ไม่เจ็บเข่าหรือไง” เห็นคลานเข่าแล้วก็สงสารถึงได้เอ่ยห้ามตามประสาคนใจกว้าง
คำพูดไม่คุ้นเคยทำให้รั่วซีตัวชาไปครึ่งแถบ รั่วซีตื่นตระหนกเหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า
“ฮูหยินมีสิ่งใดให้บ่าวรับใช้เจ้าคะ” รั่วซีพยายามทำใจให้สงบแม้ข้างในจะเต้นโครมครามแค่ไหน
ปกติแล้วเฉินอันหนิงมีนิสัยเอาแต่ใจและดุร้าย นางไม่เคยปราณีใครที่ฐานะต่ำกว่าตน ยิ่งกับสาวใช้พวกนางโดนตบตีแทบทุกวัน เพราะความหึงหวงต่อหลี่เจิ้งหลิง
มีครั้งหนึ่งมีสาวใช้แอบเข้าไปในห้องนอนของเจิ้งหลิงเพื่อยั่วยวนเขา เมื่ออันหนิงรู้เข้านางสั่งโบยบ่าวผู้นั้นจนเดินไม่ได้เป็นเดือน หลังจากนั้นนางก็ตั้งแง่กับสาวใช้ทุกคนมาตลอด
“ข้าอยากจะทดสอบเจ้าว่าข้าไว้ใจเจ้าได้มากแค่ไหน” อันหนิงหรี่ตาจับผิดเหมือนตอนที่กำลังตรวจงานให้น้องๆเด็กฝึกงาน
“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ” รั่วซีพยายามทำความเข้าใจว่าตอนนี้ฮูหยินคงจะกำลังต่อสู้กับพิษของยาพิษที่ดื่มเข้าไปจึงมีอาการแปลกไปบ้าง
มีเพียงถังรั่วซีที่มองทะลุกำแพงบางอย่างที่เจ้าของร่างเดิมสร้างขึ้นมา นางทำตัวไม่ดีก็เพราะเกิดจากความไม่มั่นใจ และหวาดระแวงต่อทุกอย่าง ถึงได้ลงมือทำลายทุกอย่างด้วยความไร้สติ
“สามีของข้ารวยอย่างที่เขาว่ากันจริงหรือไม่ แล้วรวยแค่ไหน” อันหนิงถามอย่างกระตือรือร้น
ความฝันสูงสุดของคนที่ทำงานงกๆมาทั้งชีวิตคือการได้นอนบนกองเงินกองทองอย่างสุขสบาย
เหมือนที่คนชอบเสี่ยงตั๋วรางวัลเพื่อหวังจะสบายไปทั้งชาติแบบไม่ต้องทำงานอะไรเลย
นางต้องรู้ให้แน่ชัดว่าในอนาคตหากคิดจะลงหลักปักฐานที่นี่แล้วชีวิตจะไม่ลำบาก
เหนื่อยมาหลายปีแต่ก็ไม่รวยสักที ทำงานแทบไม่ได้พักผ่อน แต่นี่คือโอกาสที่สวรรค์มอบให้เลยนะ โอกาสที่เฉินอันหนิงคนนี้จะได้ใช้ชีวิตอย่างปลาเค็ม นอนนิ่งๆไม่ต้องทำงานก็สุขสบายไปทั้งชีวิต ก็ต้องรีบคว้าโอกาสไว้สิ
“บ่าวก็ไม่แน่ใจเจ้าค่ะ แต่น่าจะจริงอย่างที่เขาพูดกัน ตระกูลหลี่มีสมบัติมากมายอาจมากกว่าราชวงศ์เสียอีก ถึงนายท่านจะไม่ค่อยฟุ่มเฟือยแต่เวลาสั่งให้ซื้อสิ่งใดก็มักจะย้ำเสมอว่าให้ซื้อสิ่งที่ดีที่สุดเจ้าค่ะ” รั่วซีพยายามนึกถึงสิ่งที่เคยเห็นมาบ่อยๆ
แค่ได้ยินประโยคเหล่านั้นอันหนิงก็ดีใจจนยิ้มกว้างเห็นฟันขาวเรียงตัวสวย พยายามหุบยิ้มแต่ริมฝีปากก็คอยจะกระตุกขึ้น ดวงตาเป็นประกายแพรวพราวสว่างไสว
นี่มันยิ่งกว่าถูกตั๋วรางวัลเสียอีก ถึงแม้จะเกิดมาในร่างตัวร้ายที่กำลังจะหย่ากับพระเอกแต่อันหนิงคิดไว้แล้วว่านางจะไม่ยอมถอยให้นางเอกของเรื่องได้ทำเรื่องผิดศีลธรรมอย่างการแย่งสามีคนอื่นตามใจชอบ
การแต่งงานนี้ยังไงก็ต้องอยู่ให้ได้นานที่สุด อย่างน้อยก็ต้องแอบเก็บเงินให้เพียงพอก่อนที่จะหย่า
“แล้วๆๆ เขาให้เงินข้าเยอะไหม ต้องไปออกงานสังคมกับพวกตระกูลขุนนางบ่อยแค่ไหน” อันหนิงรีบถามร้อนรน
ในใจของเฉินอันหนิงนับว่าการเป็นฮูหยินของหลี่เจิ้งหลิงก็ถือเป็นงานเช่นกัน จะสมัครงานก็ต้องรู้ขอบเขตให้ชัดเจนก่อน
“อืมมม เยอะเจ้าค่ะ แต่ว่าฮูหยินก็ไม่ค่อยพอใช้เลยไปขอกับนายท่านเพิ่มทุกเดือน แต่นายท่านก็ไม่ได้ตำหนิอะไร” ด้วยความที่อันหนิงไม่ได้ดูดุร้ายเหมือนก่อน ทำให้รั่วซีไม่ได้เกร็งเหมือนทุกครั้งที่พูดคุยด้วย
“แล้วงาน...อ๊ะ!ไม่ใช่ๆ ต้องไปร่วมงานจวนอื่นเยอะไหม” เผลอหลุดนิสัยพนักงานออฟฟิศจนได้
“หืม...ฮูหยินไม่เคยไปจวนสกุลอื่นเลยนะเจ้าคะ ถ้าออกข้างนอกก็มีแค่ไปตัดเสื้อผ้าที่ร้านประจำเท่านั้น” รั่วซีขมวดคิ้วแปลกใจกับคำถามที่ได้ยิน
สาวใช้เริ่มระแวงกับนิสัยและคำพูดที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของนายหญิง แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยทักเพราะกลัวจะทำให้ไม่พอใจ
เฉินอันหนิงพยักหน้าช้าๆพยายามทำความเข้าใจรายละเอียดความรับผิดชอบของงาน นี่มันสวรรค์ชัดๆ ยังแอบบ่นเฉินอันหนิงคนเก่าว่านางต้องการอะไรถึงไม่พอใจกับสิ่งที่ได้รับเหล่านี้
อาจจะเพราะอันหนิงโตมาในยุคที่ต้องไขว่คว้าทุกอย่างมาด้วยความยากลำบาก เรื่องความรักจึงไม่ใช่ความสำคัญอันดับแรกๆ แต่กับสตรีในยุคนี้ทุกอย่างต้องพึ่งพาบุรุษ
ความสัมพันธ์การแต่งงานที่ปราศจากความรักจะคงอยู่ไปได้นานแค่ไหนกัน พราะแบบนี้เฉินอันหนิงคนก่อนถึงได้รู้สึกไม่ปลอดภัยหรือ แต่เรื่องความรู้สึกหรือความรักนั้นมันบังคับกันไม่ได้อยู่แล้ว
“นี่! พวกเรามาร่วมมือกันดีหรือไม่ ถ้าเจ้าช่วยข้าสืบข่าวในจวน หลังจากข้าหย่าแล้วข้าจะขอพาเจ้าไปด้วยแล้วก็จะแบ่งเงินให้สองส่วน ถ้าเจ้าไม่อยากอยู่กับข้าก็สามารถเป็นอิสระได้ตามใจ” ตามนิสัยของมนุษย์ยุคจากยุคที่ทุกอย่างขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ การเจรจาต่อรองเพื่อหาพรรคพวกจึงผุดเข้ามาในหัวเป็นอันดับแรก
“ฮูหยิน...บ่าวกลัวแล้วเจ้าค่ะ” ถังรั่วซีไม่สามารถอดกลั้นต่อความกลัวได้อีกต่อไป
สาวใช้ถอยหลังไปสามก้าวพร้อมกับทรุดลงกับพื้นด้วยความลนลาน ก้มหน้าก้มตา ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว
“ดะ...เดี๋ยวสิ กลัวอะไรเล่า” อันหนิงผงะเอนตัวไปด้านหลัง แค่ถามแค่นี้ก็ต้องกลัวแล้วหรือเนี่ย ขวัญอ่อนชะมัดเลย
“บะ...บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ บ่าวไม่ทราบอะไรทั้งนั้น” รั่วซีกลัวว่าที่นายหญิงถามมาทั้งหมดคือการทดสอบว่านางใกล้ชิดกับท่านแม่ทัพมากแค่ไหน
ถ้าฮูหยินคิดไปเองว่ารั่วซีสนิทกับสามีของเจ้านาย มีหวังนางได้กลายเป็นศพไร้ที่ฝังเป็นแน่
“โอ๊ย! ไม่ทำอะไรหรอกน่าแค่ถามเฉยๆเอง”
เฉินอันหนิงหลุดเสียงดังแต่ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้อีกฝ่ายตกใจ นางเข้าใจว่าเจ้าของร่างเดิมนั้นโหดร้ายใครๆก็พากันหลบเลี่ยงเพราะความกลัว
“จริงหรือเจ้าคะ” รั่วซีเงยหน้าถาม แววตาใสซื่อราวกับลูกกวางตัวน้อย ดวงตาเปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตา
“นี่ร้องไห้เลยหรือ” ครานี้เป็นอันหนิงเองที่ตกใจจนมือไม้โบกไปมา ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยดุใครจนร้องไห้มาก่อน
“ฟืดดด บ่าวไม่เป็นอะไรเจ้าคะ” รั่วซีสูดน้ำมูกและพยายามฝืนยิ้ม
“เอาเถิดๆ งั้นข้าจะถามข้อสุดท้าย” ข้อนี้จะต้องกระซิบเบาๆให้ได้ยินกันแค่สองคนเท่านั้น
มันเป็นรายละเอียดในนิยายที่อันหนิงอ่านผ่านตาจึงไม่ค่อยแน่ใจนัก เห็นว่าที่บ้านนี้มีเด็กผู้หญิงอยู่คนหนึ่ง
“ฮูหยินถามมาได้เลยเจ้าค่ะ”
“จริงหรือที่เมี่ยวเมี่ยวไม่ใช่ลูกของท่านพี่ แต่เป็นลูกของพี่ชายเขาที่เสียไปกับภรรยาที่หนีตาม...”
อันหนิงมองซ้ายขวาด้วยสายตาระแวดระวัง อยู่ดีๆก็ขนแขนลุกขึ้นมา แค่คิดว่าหลี่เจิ้งหลิงจะมาได้ยินเข้า นางคงได้กลายเป็นปลาเค็มของจริงแน่ๆ
