ข้าจะให้เจ้าสมหวังสักครา
“เชิญท่านกลับเรือนไปได้แล้ว” หยางเฟยฉีไม่ตอบ แต่กลับไล่แทน
“ฟางหรง ไว้ข้าจะแวะมาหาเจ้าบ่อย ๆ” เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินจากไป ทิ้งให้หยางเฟยฉีอารมณ์ขุ่นมัวอยู่ผู้เดียว
“นี่สินะ เป็นต้นเหตุให้เจ้าถึงกลับกล้าเอ่ยเรื่องหย่า”
“หยางเฟยฉี ท่านอย่าได้โทษพี่จางหมิ่น ที่ข้าพูดเรื่องหย่าขึ้นมาก็เพราะตัวท่านเอง ในเมื่อท่านไม่ได้รักข้า ท่านควรจะดีใจสิถึงจะถูก แต่กลับมาทำวางท่าทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของข้าเช่นนี้ อย่าบอกนะว่าเกิดเสียดายฮูหยินเช่นข้าขึ้นมาเสียแล้ว” หลี่ฟางหรงยิ้มเยาะเล็กน้อย
“หึ ข้าจะเสียดายทำไม ในเมื่อยังไงเจ้าก็ยังเป็นฮูหยินของข้าอยู่วันยังค่ำ ข้าไม่มีทางหย่ากับเจ้าแน่” เขาตอบพลางเหยียดยิ้มร้าย ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองเลยว่านางเคยตกหลุมรักคนร้ายกาจเช่นเขา
“แล้วท่านมาหาข้าถึงที่เรือนมีเรื่องอะไรหรือ ร้อยวันพันปีไม่เคยเห็นท่านเหยียบย่างเข้ามาที่นี่”
“ข้าจะมาหาฮูหยินของตนเองต้องมีธุระด้วยรึ”
นางถอนหายใจราวกับคนเบื่อหน่ายเต็มทน หากเป็นเมื่อก่อนคงดีใจที่เห็นเขามาเยี่ยมเยียนถึงที่นี่ ทว่าตอนนี้นางกลับไม่รู้สึกยินดีสักนิด แค่คิดว่าตนเองจะต้องชิงดีชิงเด่นเพื่อให้เขามารักก็รู้สึกอยากจะอาเจียนขึ้นมาเสียดื้อ ๆ
“เจ้าถอนหายใจทำไมกัน”
“ข้าอยากพักผ่อน เชิญท่านกลับไปก่อนเถิด”
“อยากพักผ่อนก็ไปนอน คืนนี้ข้าจะนอนค้างกับเจ้า”
“ท่านว่าอะไรนะ!”
“เราไม่เคยนอนร่วมเตียงกันเลยนี่ คืนนี้ข้าจะให้เจ้าสมหวังสักครา” บอกอย่างถือดี
“ใครอยากนอนกับท่านกัน หากท่านฝืนใจตัวเองก็อย่าทำเช่นนี้เลย ข้าไม่ได้พิศวาสท่านเหมือนแต่ก่อนแล้ว”
“ใครบอกให้เจ้าเลิกรักข้า แม้ข้าจะไม่ได้มีใจให้เจ้า แต่เจ้าไม่มีสิทธิ์เลิกรักข้า เข้าใจรึไม่”
“ท่านอย่าคิดว่าตนเองเป็นสามีแล้วจะบังคับข้าได้ทุกเรื่อง หากอยากค้างที่นี่ก็ค้างไป ข้าจะไปนอนห้องข้าง ๆ” ไม่ทันที่หลี่ฟางหรงจะได้เดินออกไปตามใจหวัง หยางเฟยฉีได้ทีอุ้มนางไว้ในอ้อมแขน แล้วย่างสามขุมเดินไปที่เตียงด้วยความรวดเร็ว
“นี่ท่านจะทำอะไร!”
“ทำอะไรงั้นรึ ก็ทำอย่างที่สามีภรรยาเขาทำกันอย่างไรเล่า” เขาตอบหน้าตาเฉย น้ำเสียงเจ้าเล่ห์พิกล สงสัยเขาจะสมองกลับเสียแล้ว
“ปล่อยข้านะ”
“ข้าปล่อยแน่ แต่ไม่ใช่ที่พื้นนะ” ว่าแล้วก็วางนางลงบนเตียง พร้อมกับทาบทับร่างกายลงมา ทำให้นางนอนราบลงกับเตียง ใบหน้าของเขาค่อย ๆ โน้มลงมาจนปลายจมูกแทบจะชนกัน นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ฟางหรงได้มองหน้าแนบชิดเขาเช่นนี้
ริมฝีปากของเขาประทับลงมาที่ริมฝีปากของนาง หลี่ฟางหรงได้แต่นิ่งค้างอยู่อย่างนั้นด้วยความตกใจ นี่เขาถูกผีเข้าหรืออย่างไรถึงได้ทำเรื่องเช่นนี้กับนาง
หยางฟางฉีสบโอกาสที่นางกำลังตกใจกับการกระทำของตนรีบสอดแทรกเรียวลิ้นร้อนเข้าไปในโพรงปากหยอกเย้านาง กระทั่งจูบจนพอใจแล้วถึงถอนจูบออก
ตามมาด้วยฝ่ามือเรียวตบหน้าเขาฉาดใหญ่ด้วยความกรุ่นโกรธ นี่เขาเห็นนางเป็นอะไรถึงได้ทำเช่นนี้กับนาง คิดจะจูบก็จูบคิดจะเฉยเมยก็เฉยเมย ทำราวกับว่านางเป็นนางโลมที่หอชุ่ยชิงเสียอย่างนั้น
“ท่านทำเช่นนี้ทำไมกัน ข้ากำลังตัดใจเลิกรักท่าน แต่ท่านทำราวกับว่ามีใจให้ข้าเสียอย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันไม่ใช่ ข้าไม่ใช่นางโคมเขียวที่ท่านคิดจะทำอันใดก็ได้”
“ฟางหรง ขะ...ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้คิดว่าเจ้าเป็นนางโคมเขียว”
“ช่างมันเถิด ข้าจะถือซะว่าสุนัขเลียปากก็แล้วกัน” นางตัดบทเสียดื้อ ๆ หยางเฟยฉีที่ได้ยินดังนั้นก็ไม่วายก้มลงมาจุมพิตนางอีกคราเป็นการเอาคืนที่นางหาว่าเขาเป็นสุนัข!
ครั้นรุ่งสาง หยางเฟยฉีตื่นนานแล้วกำลังจ้องร่างฮูหยินของตนที่ยังนอนหลับใหล พลางฉีกยิ้มอย่างอารมณ์ดี เมื่อคืนเขาจูบนางไปสองครั้ง แต่ทว่าก็ยังไม่รู้สึกพอ อยากจูบอยู่ร่ำไป ยามมองที่ริมฝีปากจิ้มลิ้มสีชมพูธรรมชาติ เขาไม่เคยเกิดอาการเช่นนี้กับสตรีนางใดมาก่อน นางเป็นคนแรก และคนเดียวที่ทำให้เขาคิดเช่นนี้
