บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ตอนที่ 1

“แม่เห็นนาฬิกาของเตี่ยที่จะเอาไปโรงพยาบาลไหมคะ ที่เมโทร.บอกแม่เมื่อเช้าน่ะค่ะ” เมขลาที่ง่วนอยู่ตรงลิ้นชักเก็บของพอได้ยินเสียงคนเดินมาข้างหลังก็คิดว่าต้องเป็นถนอมแน่ๆ แต่ใครคนนั้นกลับยืนนิ่งอยู่แบบนั้น

“ใช่เรือนนี้ไหมคะแม่” หญิงสาวค้นนาฬิกาข้อมือมาได้เรือนหนึ่งก็หันกลับไปถามคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังของเธอเพราะถ้าใช่หญิงสาวจะได้รีบเอาไปโรงพยาบาลแล้วจะได้ไปธุระที่อื่นต่อ

“เหม!”

เมขลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับว่ามันล่องลอยมาจากที่แสนไกล รูปร่างสูงใหญ่แบบนั้นแถมผิวพรรณออกคล้ำน้อยๆ กับทรงผมคุ้นตา ต่อให้อยู่ไกลสักร้อยเมตรหญิงสาวก็จำได้ว่าเขาคือใคร แต่ตอนนี้เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอที่ใกล้แค่เอื้อมมือก็ถึง คำว่าอนาคตพาหิรัญจากเธอไปยังดินแดนแสนไกลโดยหญิงสาวแทบไม่ได้ข่าวคราวจากเขาเลย แม้ว่าเธอจะมาดูแลครอบครัวแทนเขามาโดยตลอด หญิงสาวรู้เพียงว่าพอเขาจบการศึกษาก็หางานทำที่โน่นจนมีหน้าที่การงานมั่นคงและก็ไม่แน่ว่าจะย้ายตัวเองไปตั้งรกรากที่ต่างประเทศเลยหรือไม่ หิรัญเป็นคนเรียนเก่งและความสามารถนั้นก็พาชายหนุ่มไปได้ไกลอย่างที่ฝันผิดกับเมขลาที่เรียนพอถูไถแต่ก็รอดมาได้เพราะความช่วยเหลือจากหิรัญ

จากเพื่อนสนิทกลายเป็นคนรักและเป็นรักเดียวของเมขลา เขาเป็นทั้งเพื่อน แฟนและฮีโร่ของเธอที่คอยฉุดดึงให้หญิงสาวจบการศึกษาได้อย่างสวยงาม ชายหนุ่มโดดเด่นด้วยหน้าตาแบบลูกครึ่งจีนแต่กำยำสูงใหญ่แบบหนุ่มไทยแท้ๆ แต่รูปร่างหน้าตานั้นไม่ทำให้เขาโดดเด่นเท่ากับความรู้ความสามารถที่มีเพราะเขากำใบปริญญาพ่วงเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองมาแบบสบายๆ ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาถึงขอทุนเรียนต่อได้เต็มจำนวนแถมพอจบแล้วบริษัทใหญ่ๆ ในต่างประเทศก็พากันมารุมล้อมเพื่อยื่นข้อเสนอให้หิรัญไปทำงานด้วย

แต่การกลับมาของเขาครั้งนี้คงเพราะอาการป่วยของสมเกียรติที่ทางบ้านไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป อันที่จริงเรื่องที่เมขลาเข้ามาดูแลครอบครัวแทนเขานั้น หิรัญก็รับรู้เรื่องนี้มาตลอดเพียงแต่เขาไม่เข้าใจเท่านั้นว่าเมขลาทำเรื่องทั้งหมดนี้ไปทำไม และพยายามปัดสิ่งที่คอยรบเร้าจิตใจนั้นเสมอมา...

“มาตั้งแต่เมื่อไหร่หรือเหม”

“เมื่อวาน ที่จริงเรารู้เรื่องพ่อได้อาทิตย์กว่าแล้วแต่เพิ่งลางานได้ก็เลยรีบมา” ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้เมขลาที่ยืนจังงังอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ของสมเกียรติ จากนั้นก็ลงมือคุ้ยหานาฬิกาอีกเรือนที่เป็นเรือนโปรดของพ่อ

“น่าจะเป็นเรือนนี้มากกว่า”

“แม่บอกเหมงั้นหรือว่าเตี่ยป่วย”

“อืม ตอนแรกก็จับใจความไม่ได้เลยเพราะแม่เอาแต่ร้องไห้ แต่พอรู้เรื่องก็รีบมานี่แหละ” ชายหนุ่มกำเอานาฬิกาเรือนนั้นใส่กระเป๋ากางเกง ถ้ารู้เร็วกว่านี้เขาจะไม่ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยแม้สักวินาทีเดียวเพื่อที่จะได้กลับมาดูแลคนที่เขารัก ถึงตอนนี้กว่าจะได้รู้ว่าอาการของบิดานั้นทรุดหนักจนเกินจะแก้ไข

เขาเสียใจ...เจ็บปวด มาสำนึกตอนนี้รู้ตัวดีว่าสายเกินไปเสียแล้ว... “พาเราไปเยี่ยมเตี่ยหน่อยได้ไหม แม่จะได้พักบ้าง”

เมขลาตกลงตามนั้นชายหนุ่มจึงได้เดินนำเธออกมายังหน้าร้านเพื่อขึ้นรถไปเยี่ยมเตี่ยที่โรงพยาบาล หิรัญหยุดที่หน้าร้านทองชั่วครู่เพื่อมองดูภาพเดิมที่คุ้นตา ตลาดที่เป็นที่กินที่นอนแถมยังเป็นที่เล่นซุกซนวัยเด็กนั้นเปลี่ยนไปมาก ถึงจะดูเก่าแต่ผู้คนก็ยังพากันมาซื้อหาทั้งของสดของแห้งไปประกอบอาหารโดยมีลูกเด็กเล็กแดงติดสอยห้อยตามมาอ้อนเพื่อซื้อขนมติดมือกลับไปด้วย กาลเวลาเปลี่ยนไป แต่ภาพจำยังคงหมุนวนอยู่ในใจเสมอ ทุกอย่างทุกตารางนิ้วของที่นี่คือสิ่งที่หล่อหลอมให้เติบโตขึ้นมาเป็นเขา ดวงตาร้อนผ่าวเมื่อนึกว่าก็เพราะตัวเองที่เลือกจะทอดทิ้งทุกอย่างไปไม่ใช่เหรอ

คิดถึง...

หิรัญนั่งเงียบระหว่างที่ขึ้นรถมากับเมขลา เขาไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มเจรจากับหญิงสาวด้วยคำไหนดี เพราะเท่าที่เขาจำได้ประโยคสุดท้ายที่ออกจากปากของเธอคือการบอกเลิก ตอนนั้นหิรัญไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงเลือกที่จะจบความสัมพันธ์ระหว่างกัน แถมยังยืนยันว่าเธอจะเลี้ยงดูลูกในท้องด้วยตัวเอง เมขลาเดินออกไปจากชีวิตของเขาตั้งแต่วันนั้นและอีกไม่กี่วันต่อมาชายหนุ่มก็ตัดสินใจบินไปเรียนต่อที่อเมริกาทันที ที่จริงยังมีหลายคำถามค้างคาใจของเขามาตลอดหลายปีแต่หิรัญกลับไม่รู้ว่าควรจะถามเมขลาด้วยคำถามเดิมได้หรือไม่

“เหมเข้าไปคนเดียวเถอะ ห้องไอซียูให้เข้าเยี่ยมได้ทีละไม่กี่คนเอง”

“เข้าไปด้วยกันเถอะเม” เขาเอ่ยพลางจูงมือเมขลาไปด้วยกัน สัมผัสแรกหลังจากห่างหายไปหลายปี เมขลายังคงอ่อนโยนและใจดีเหมือนเดิม หากเป็นผู้หญิงคนอื่นเขาคงโดนฆ่าฟันแช่งชักหักกระดูกให้ตายตกตามกันไปแล้ว แต่เธอไม่...อยากรู้สักว่าผู้หญิงที่อยู่กับเขาตอนนี้เธอมีหัวจิตหัวใจบ้างไหม หรือมีแต่ความเย็นชาเฉยชา ไม่รู้สึกรู้สากับทุกสิ่งอย่างไม่ว่าเขาจะเคยทำอะไรให้ก็ตาม

ในห้องไอซียูมีแต่คนไข้อาการไม่สู้ดีแถมยังมีสายระโยงรยางค์เต็มตัวไปหมด ซึ่งสมเกียรติก็ไม่ต่างกัน ร่างกายผ่ายผอมแต่ยังลืมตามองผู้คนที่เดินไปมาได้แสดงว่าวันนี้เขามีสติรู้ตัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสัญชาตญาณของคนเป็นพ่อหรือไม่ที่พอรู้ว่าลูกชายคนเดียวจะมาเยี่ยมก็ดูแจ่มใสขึ้นมา พอดีว่าหมอเจ้าของไข้นั้นมาตรวจสมเกียรติเมขลาจึงขอตัวคุยกับหมอก่อนแล้วให้หิรัญเข้าไปหาเตี่ยเพียงลำพัง

“เหม!” น้ำเสียงแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความยินดีจนล้นปรี่ของสมเกียรติเรียกชื่อลูกชายคนเดียวด้วยเรี่ยวแรงที่เหลือน้อยเต็มที

“เตี่ยเป็นยังไงบ้าง”

“เตี่ยไม่เป็นไร เดี๋ยวก็หายแล้ว แล้วนี่...เหมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ลางานมางั้นรึ” ชาบชราไขว่คว้าเอามือของลูกชายมากุมไว้

“มาเมื่อวาน ลางานมาแล้วก็รีบมาหาเตี่ยเลย”

มือซีดเหลืองลูบไปตามใบหน้าของหิรัญอย่างสุดรัก เขายังเป็นลูกชายคนเดิมของเตี่ยที่สร้างความภาคภูมิใจให้สมเกียรติและถนอมตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยแม้สักครั้งที่ลูกชายคนนี้จะนำความทุกข์ใจมาให้ทำให้สมเกียรติเชื่อว่านี่คือลูกชายที่เทพเจ้าประทานมาให้เพื่อสืบต่อวงศ์ตระกูล

“แล้วเจ้านายเขาไม่ว่าเอารึ”

“ไม่ว่าหรอกเตี่ย ทำงานมันก็ต้องมีวันหยุดอยู่แล้ว นี่ผมยังคิดเลยว่าวันหยุดยาวคราวหน้าจะมารับเตี่ยกับแม่ไปเที่ยวที่โน้นด้วยกัน” หิรัญชวนคุยให้หายคิดถึงแต่ก็ต้องใจหายเมื่อรู้สึกได้ว่ามือของผู้เป็นพ่อเย็นเหลือเกิน เขาโหยหาความสำเร็จ โหยหาชื่อเสียงเงินทองเพื่อจะให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ แต่สิ่งที่ต้องแลกมานั้นคือความเหินห่างไม่ได้เคยดูดำดูดีผู้ให้กำเนิด

ทุกอย่างที่ได้มาย่อมมีราคาต้องจ่ายคืน...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel