บทที่ 2 ตอนที่ 2
“พี่เม พี่เม” เมขลาตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงเรียกชื่อตนเองอยู่ข้างหู หญิงสาวคงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยจนไม่ได้สนใจว่านั่งนิ่งๆ อยู่ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ในห้องทำงานมานานเท่าไหร่แล้ว
“ว่าไงรุ้ง”
“รุ้งเรียกพี่เมตั้งนาน คิดอะไรอยู่เหรอ”
“ก็...เยอะแยะน่ะ เรื่องที่โรงงานด้วย ว่าแต่...รุ้งมีอะไรเหรอ” เมขลาขยับตัวหันมาทางน้องสาวที่ยืนถือแท็บเล็ตตัวโปรดไว้ในมือ
“คือรุ้งว่ามันก็เป็นเรื่องไม่ใช่เรื่องนะ แต่ก็อดไม่ได้จริงๆ ที่จะเอามาให้พี่เมดู เนี่ย...ดูดิ มีคนเอาคลิปตอนที่พี่เมไปงานแม่และเด็กมาลงด้วย”
“ไม่เห็นจะแปลกเลย คลิปนี้มีคนเอามาลงเยอะแยะ”
“ก็เพจนี้มันเอามาลงแล้วก็เรียกทัวร์มาด่าพี่เมน่ะสิ แล้วดูมันโพสนะ ‘แม่เลี้ยงเดี่ยวสุดสตรอง...จริงเหรอออ?’ แล้วเนื้อหานะอย่าให้เล่าเลยทั้งแซะทั้งเหยียด แถมยังมีคนโหนเข้ามาด่าอีกนะ”
“เออ งั้นก็ไม่ต้องเล่า คนเราคิดเห็นต่างกันได้พี่ไม่ว่า แต่การมาด่ากันบนโซเชียลแบบนี้คงต้องคำนวณเงินในกระเป๋าด้วยนะว่ามีพอจ่ายค่าปากแจ๋วหรือเปล่า”
ทำไมเมขลาจะไม่รู้ว่าคนพวกนั้นพูดถึงเธออย่างไร แม่เลี้ยงเดี่ยวที่กล้าออกมายืนสู้แสงไฟของสังคมที่สาดส่องลงมาที่ตัวของเธอ ย่อมทำให้คนทั้งหลายตั้งคำถามมากมาย บ้างก็ว่าที่เธอทำคอนเทนต์น่ารักกับลูกสาวก็เพื่อเอื้อประโยชน์กับธุรกิจของตัวเอง ซึ่งตรงนี้หญิงสาวไม่เถียง แต่บางคนพูดไปขนาดว่าเธอเกาะลูกกินซึ่งอันนี้เธอยอมไม่ได้ ที่มากไปกว่านั้นก็คือบางคนถึงขนาดบอกว่าการทำคอนเทนต์แบบนี้เพื่อเรียกความสงสารในความเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวให้กับตัวเองเพื่อที่จะให้เหล่าบรรดาหนุ่มๆ หันมาสนใจ ยิ่งยืนอยู่กลางแสงไฟนานเข้าพวกสู่รู้ทั้งหลายก็พยายามขุดคุ้นเรื่องราวในอดีตของเธอมาเม้าท์กันสนุกปาก จนบางครั้งเมขลาถึงกับเรียกทนายให้มาจัดการเรื่องน่ารำคาญนี้
“พี่เมไม่ต้องคิดมากนะ พวกนี้มันไม่รู้จักเรามันก็พูดไปเรื่อย”
“พี่ชินเสียแล้วกับการเป็นจุดนินทาของคนอื่น แต่ต่อให้คนล้านแปดบนโลกใบนี้ไม่เข้าใจพี่ ตราบใดที่พ่อ แม่กับรุ้งยังอยู่ข้างๆ พี่และเข้าใจในตัวพี่ พี่ก็พอใจแล้ว”
ทอรุ้งโอบกอดพี่สาว ในยามที่อ่อนล้าและโหยหากำลังใจ มันจะดีแค่ไหนที่ยังมีคนรอบข้างรอให้ความรักที่บริสุทธิ์ด้วยความเต็มใจ หญิงสาวรู้ว่าเมขลาต้องผ่านอะไรมาบ้างเพราะเธอก็อยู่ในทุกช่วงชีวิตของพี่สาว และทอรุ้งก็ยอมรับว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเมขลานั้นมีร่างกายและหัวใจที่แกร่งเกินกว่าใครจะคาดคิด
“เออ พี่มีเรื่องจะขอให้รุ้งช่วยหน่อย”
“มีอะไรหรอ พี่เม” ทอรุ้งลากเก้าอี้มานั่งข้างพี่สาวเพราะเดาว่าเธอคงมีธุระคุยกันยาว
“ที่โรงงานน่ะ รุ้งพอรู้แล้วใช่ไหมว่าน้าเนียมจะลาออก พี่เลยอยากให้รุ้งไปช่วยงานที่โรงงานแทนน้าเนียม รุ้งจะไหวไหม” เมขลามองหน้าน้องสาวที่เหมาะกับงานในครัวมากกว่าโรงงานทำขนม
“ได้สิพี่เม ไม่เห็นจะยาก รุ้งก็เคยเข้าไปช่วยน้าเนียมแกออกบ่อยไปเลยพอจะรู้ว่าต้องทำอะไรแบบไหนบ้าง เพิ่งจะมาช่วงปีหลังๆ นี่แหละที่รุ้งไม่ค่อยได้เข้าไปอีก ก็นะ...ต้องมาช่วยเลี้ยงเจ้าตัวแสบจนจะกลายเป็นแม่แทนพี่เมแล้วเนี่ย” พูดได้เท่านี้ทอรุ้งก็อดหัวเราะไม่ได้เพราะเธอไม่เคยแม้แต่จะมีครอบครัวแต่ก็ต้องเลี้ยงจ๊ะจ๋าตั้งแต่แบเบาะเนื่องจากเมขลาต้องออกไปทำงานทั้งที่เด็กหญิงเพิ่งอายุได้เพียงเจ็ดแปดเดือน ภาระการเลี้ยงเด็กนั้นหนักหนาเกินว่าตาและยายจะรับไหว ดังนั้นน้าสาวอย่างทอรุ้งจึงต้องยื่นมือเข้าช่วยจนทำให้จ๊ะจ๋าตัวติดหนึบกับน้ารุ้งไปโดยปริยาย
เมขลายิ้มปริ่มเมื่อได้รับคำตอบเช่นนั้นจากน้องสาว เหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก หากทอรุ้งลงมาทำด้วยตัวเองแล้วเธอก็เชื่อมือได้ หากแต่งานอาจจะหนักไปสักหน่อย แต่มีงานอะไรบ้างที่ประสบความสำเร็จโดยไม่เหนื่อยยากมาก่อน ในระหว่างที่สองสาวนั่งคุยกันอยู่นั้นข้อความในโทรศัพท์มือถือก็เด้งขึ้นมาเมขลาจึงหยิบขึ้นมาเปิดดูก็เห็นว่าทางด้านถนอมส่งรูปใบนัดพบหมอมาให้หญิงสาวเพื่อเป็นการนัดแนะให้พาสมเกียรติไปพบหมอในวันรุ่งขึ้น
“ย่าจ๊ะจ๋าส่งมาเหรอ”
“อืม ของอากงจ๊ะจ๋านั่นแหละ ไปหาหมอพรุ่งนี้ตอนเช้า” เมขลาขยายดูใบนัดที่ส่งมาพร้อมกับพิมพ์ตอบเวลานัดหมายว่าเธอจะไปรับได้ตอนกี่โมง
“พี่เม ตกลงอากงจ๊ะจ๋าป่วยเป็นอะไรหรอ แล้วลูกเขารู้ไหมว่าพ่อเจ็บป่วยแค่ไหน”
“เตี่ยเขาป่วยเป็นโรคตับ จะว่าไปก็...รักษาแล้วไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่นะ คงเพราะแกอายุมากด้วย” หญิงสาวตอบเพียงประเด็นแรกแต่อีกข้อเธอเองก็ตอบไม่ได้ เมขลาไม่แน่ใจว่าหิรัญรู้รับบ้างไหมว่าพ่อตัวเองกำลังป่วยและหากว่าเขารู้ เขาจะอยากกลับมาหาคนที่บ้านบ้างหรือเปล่า ความฝันที่จะก้าวไปให้สูงที่สุดนั้นดูจะทำให้หิรัญห่างไกลกับครอบครัวมากขึ้นทุกทีๆ แต่ครั้นเธอจะเป็นคนบอกเขาเรื่องนี้ เมขลาก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในฐานะอะไรในชีวิตของหิรัญ ควรเข้าไปก้าวก่ายหรือไม่...
