4
“พักสายตาบ้างสิลูก แม่เห็นแยมจ้องคอมนานแล้วนะ” หญิงสูงวัยเดินเข้ามาพร้อมกับถือแก้วที่ใส่น้ำเต้าหู้อุ่น ๆอยู่ในมือ “แม่ซื้อมาจากตลาด ดื่มสิกำลังอุ่น ๆเลย”
ยลรดารับแก้วน้ำเต้าหู้มาจากแม่ก่อนที่จะยกดื่มทีเดียวจนหมดแก้ว ต่อให้เหนื่อยสายตัวแทบขาดแค่ไหน แค่ได้เห็นรอยยิ้มของพ่อกับแม่และลูกสาวฝาแฝดของเธอ โลกก็สดใสขึ้นมา แม้ว่าลึก ๆแล้ว บาดแผลที่ปรินทร์ทิ้งเอาไว้มันไม่เคยจางหายไป แต่เธอก็พยายามเก็บความรู้สึกที่แสนเจ็บช้ำ ไม่แสดงออกมาให้คนที่รักต้องเป็นห่วง
“แล้วงานของโรงเรียนของหลาน ๆแยมจะเอายังไง แม่ว่าให้พ่อไปดีไหม”
เป็นอีกเรื่องที่ยลรดารู้สึกอึดอัดและหนักใจที่สุด พรุ่งนี้ที่โรงเรียนของลูก ๆจัดงานวันพ่อ ซึ่งอย่างที่รู้ว่าตั้งแต่ที่ลูกสาวฝาแฝดลืมตาดูโลก ลูกไม่เคยรู้จักไม่เคยเห็นหน้าพ่อเลยสักครั้ง ที่ผ่านมาเธอเองก็พยายามเลี่ยง พยายามไม่พูดถึง แต่ตอนนี้ลูก ๆของเธออายุสี่ขวบและเรียนอยู่ชั้นอนุบาลหนึ่ง เด็ก ๆโตพอที่จะเข้าใจอะไรหลาย ๆอย่าง และแน่นอนว่าเธอจะใช้วิธีเลี่ยงแบบเดิมไม่ได้อีกต่อไป
“เมื่อกี้ตอนอยู่ในรถ หลาน ๆก็ถามถึงพ่อ แม่กับพ่อก็ไม่รู้จะตอบว่ายังไง ก็ได้แต่นั่งนิ่งมาตลอดทาง แม่ว่ามันถึงเวลาที่แยมต้องบอกความจริงให้หลานรู้แล้วนะ”
“แยมก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกันค่ะแม่ แยมสงสารลูกส่วนงานโรงเรียนของหลานพรุ่งนี้แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ ถึงจะเป็นงานวันพ่อแต่แยมจะไปเองค่ะ”
“ยุคสมัยไหนแล้วยังไม่เลิกจัดงานไร้สาระแบบนี้อีก แม่ละไม่ชอบเลย ย้ายโรงเรียนดีไหมหรือไม่ก็ไม่ต้องไปร่วมงานเลย” คนเป็นยายเอ่ยอย่างไม่ชอบใจ การจัดงานวันพ่อวันแม่มันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะเกิดมาในครอบครัวที่อยู่ครบทั้งพ่อกับแม่ ดูอย่างหลานสาวฝาแฝดของเธอสิ ตั้งแต่เกิดมาจนอายุสี่ขวบ ก็ยังไม่เคยเห็นหน้าคร่าตาของพ่อตัวเองเลยสักครั้ง
“ย้ายไปเรียนที่อื่นก็หนีไม่พ้นอยู่ดีค่ะแม่ แม่ไม่ต้องห่วงนะคะ เรื่องนี้แยมจัดการได้ค่ะ” ยลรดาไม่ใส่ใจเรื่องพวกนี้ ถึงมันจะเป็นเรื่องที่จี้ความรู้สึกก็ตาม แต่ถ้าไปใส่ใจมาก มันก็ทำให้ไม่สบายใจไปเสียเปล่า ในเมื่อชะตาชีวิตกำหนดให้เป็นแบบนี้ เธอกลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดียว ลูกสาวฝาแฝดเกิดมาไร้พ่อ ในฐานะแม่จะเป็นฝ่ายเติมเต็มส่วนที่ขาดหายส่วนนั้นให้แก่ลูก ๆเอง
แม้ว่ามันอาจจะทดแทนไม่ได้ก็ตาม
“มีใครอยากให้แม่แยมเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนบ้างไหมน้า...”
“น้องโปรดค่ะ”
“น้องปรานอยากให้แม่แยมอ่านนิทานให้ฟังค่ะ”
เด็กหญิงฝาแฝดยกมือขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันพร้อมกับขยับตัวไปนอนชิดขอบเตียงเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้ให้ผู้เป็นแม่ ยลรดาไม่ได้นอนร่วมห้องเดียวกันกับลูกสาวทั้งสอง เธอแยกห้องนอนกับลูก ๆตอนที่เด็กน้อยอายุได้สามขวบ แต่จะมีบางคืนที่ลูก ๆขอมานอนกับแม่สลับกับไปนอนที่ห้องของคุณตาคุณยายบ้าง
“วันนี้แม่จะเล่านิทานเรื่องดาวลูกไก่ให้ฟังนะคะ น้องโปรดกับน้องปรานรู้จักดาวลูกไก่กันไหมเอ่ย”
“ไม่รู้จักค่ะ” เด็กหญิงปรินดาส่ายหน้าอย่างน่าเอ็นดูส่วนเด็กหญิงปรินดาวก็ผุดลุกขึ้นนั่งแล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“ดาวที่มีรูปร่างเหมือนลูกไก่หรือเปล่าคะแม่แยม น้องปรานอยากฟังแล้ว เล่าเลยค่ะแม่แยม”
ยลรดาแตะท้องนิ้วลงปลายจมูกของลูกสาวฝาแฝดคนเล็กเบา ๆแล้วยิ้มเอ็นดูในความน่ารักของเด็ก ๆทั้งสองคน
