CHAPTER 4 ไม่เคยอยู่ในสาย
มิณทร์ทิชาย้ายมาอยู่ในบ้านของดิวากร เขายังคงทำตัวเฉยชากับเธอเสมอต้นเสมอปลาย พร้อมกับคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ ชายหนุ่มนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานเหมือนทุกวันเอกสารกองสูงตรงหน้า ราวกับชีวิตเขาไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลยตั้งแต่วันแต่งงาน ต่างจากเธอที่มีอีกหนึ่งชีวิตเติบโตอยู่ในร่างกาย
“คุณหมอบอกให้พาคุณไปตรวจเลือดด้วยค่ะ”
“ฉันไม่ว่าง” เขาไม่เงยหน้าขึ้นด้วยซ้ำ
“แต่ว่า...”
“เธอท้องก็ดูแลตัวเองไป รับกรรมที่ทำไว้ให้ได้” เขาพูดตัดบทน้ำเสียงเย็นชา
“ทิชาไม่ได้ทำแบบนั้น” ปลายนิ้วของหญิงสาวจิกเข้าหากันแน่น
“โกหกเธอมันเลวเหมือนพี่ชายเธอนั่นแหละ” เขาเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาคมเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
คำพูดนั้นทำให้ลมหายใจเธอสะดุด ความเจ็บแล่นขึ้นมาถึงดวงตา แต่เธอกลืนมันลงไป
“ทิชาท้องลูกสาวค่ะ” เธอเปลี่ยนเรื่องทันที เสียงเบาเหมือนกำลังบอกความลับที่ล้ำค่าที่สุดในชีวิต
วินาทีนั้นเธอเผลอมีความหวังว่าอย่างน้อย จะทำให้เขาอ่อนลงบ้าง แต่ชายหนุ่มยังคงนิ่งสายตาเขากลับไปที่เอกสารตรงหน้าเหมือนเดิม
“จะชายหญิงก็ไม่เกี่ยวกับฉัน อยากตั้งชื่ออะไรก็ตั้งไป” เขาพูดเรียบๆ โดยไม่แม้แต่จะมองหน้าเธอ “แต่ฉันไม่อนุญาตให้ใช้นามสกุลของฉัน”
“ค่ะ” เหมือนบางอย่างในอกเธอแตกออกเป็นเสี่ยงๆ มีเพียงคำตอบสั้นๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปาก
มิณทร์ทิชาหันหลังเดินออกจากห้องทำงานช้าๆ ทุกก้าวหนักอึ้งเหมือนแบกอะไรบางอย่างไว้เต็มหัวใจ พอประตูปิดลงเท่านั้น น้ำตาที่กลั้นไว้ก็ไหลออกมาเงียบๆ มือบางเลื่อนไปลูบหน้าท้องตัวเอง
เช้าวันนั้นบ้านทั้งหลังเงียบเหมือนทุกวัน มิณทร์ทิชานั่งอยู่ที่โซฟา มือหนึ่งลูบหน้าท้องที่โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อีกมือกำลังถือแก้วนมอุ่น โทรทัศน์ถูกเปิดไว้เป็นเพื่อนคลายความเหงา ทั้งที่เธอไม่ได้ตั้งใจจะดูจริงๆ จนกระทั่งภาพข่าวบันเทิงปรากฏขึ้น
‘หนุ่มนักธุรกิจสุดหล่อ ควงนางแบบสาวตัวย่อ น. แถวไนต์คลับหวานฉ่ำ ตัวจริงหรือเปล่านะ’
ภาพตัดไปเป็นช็อตที่เขาก้มลงพูดอะไรบางอย่างข้างหูเธอใกล้ชิดสนิทสนม ในแบบที่เขาไม่เคยมีให้กับภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย
“โอ๊ย…!”
มิณทร์ทิชาทรุดลงทันที มือบางกุมหน้าท้องแน่น ความเจ็บแล่นขึ้นมาจนลมหายใจสะดุด เหงื่อผุดเต็มไรผม ใบหน้าซีดเผือดในพริบตา
“คุณผู้หญิงเป็นอะไรคะ!” ป้าอ้อยที่อยู่ไม่ไกลรีบวิ่งเข้ามาประคอง
“ทิชาปวดท้องมากเลยค่ะ” เสียงเธอสั่นเทาน้ำตาไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บบีบรัดเหมือนมีอะไรกระชากอยู่ข้างในจนเธอตัวงอ
“เพิ่งจะท้องไม่กี่เดือนทำไมปวดท้องแล้วล่ะ ใจเย็นๆ นะคะ เดี๋ยวป้าเรียกคนขับรถ!” ป้าอ้อยหน้าตาตื่น
โรงพยาบาล
ไฟสีขาวสว่างจ้าเหนือเตียงฉุกเฉิน พยาบาลเข็นเธอเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
“สามีคนไข้มาด้วยไหมคะ”
“เอ่อ คุณดฤณติดงานอยู่ค่ะ” คำถามนั้นทำให้ป้าอ้อยชะงัก
หญิงสาวที่นอนอยู่บนเตียงได้ยินชัดเจน แต่เธอเพียงหลับตาลงเหมือนเคยชินกับการต้องอยู่คนเดียว
เกือบหนึ่งชั่วโมงต่อมาร่างบางถูกเข็นออกมาที่ห้องพักฟื้น น้ำเกลือถูกเสียบไว้ที่หลังมือ ใบหน้ายังคงซีดแต่ความเจ็บเริ่มทุเลา
“คนไข้มีภาวะเครียดและพักผ่อนไม่เพียงพอ มีภาวะแท้งคุกคาม”
คำนั้นทำให้หัวใจของหญิงสาวหล่นวูบ น้ำตาไหลออกมาช้าๆ มือบางยกขึ้นลูบหน้าท้องตัวเองเบาๆ อย่างสั่นเทา
ห้องประชุมชั้นบนสุดของบริษัทเงียบกริบ ทุกสายตาจับจ้องมาที่ดิวากรซึ่งกำลังอธิบายแผนงานบนจอโปรเจคเตอร์อย่างเฉียบขาด
เสียงโทรศัพท์ที่สั่นอยู่บนโต๊ะดังซ้ำแล้วซ้ำเล่าคิ้วเข้มขมวดแน่นด้วยความรำคาญ ก่อนที่เขาจะหยิบมันขึ้นมากดปิดเครื่องทันที
“ประชุมต่อครับ” เขาพูดเรียบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง ประตูห้องประชุมถูกเปิดออกเบาๆ วาคิมเดินเข้ามาสีหน้าลังเลเหมือนไม่กล้าพูด ชายหนุ่มเหลือบมองอย่างไม่พอใจ
“มีอะไร”
“ท่านประธานครับ ทางบ้านแจ้งมาว่าคุณทิชาอยู่โรงพยาบาล”
“เป็นอะไร รู้ไหมว่าฉันประชุมเรื่องสำคัญอยู่” ปลายปากกาที่เขาถืออยู่หยุดชะงักไปเสี้ยววินาที
“คุณทิชาเกิดภาวะแท้งคุกคามครับ” วาคิมกลืนน้ำลายก่อนตอบเสียงเบา
มือหนาที่ถือปากกานิ่งค้างอยู่กลางอากาศ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เขาก็วางมันลงอย่างเป็นปกติ สีหน้ากลับมาเย็นชาเหมือนเดิม
“ให้ผมเลื่อนงานคืนนี้ไหมครับ” วาคิมถามอย่างระวัง
“ไม่อยู่กับหมอแล้ว ถึงฉันไปก็ไม่ใช่หมอ” เสียงเขายังนิ่งเหมือนเดิมเหมือนไม่มีอะไรสะเทือนใจได้
การประชุมดำเนินต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ตลอดเวลาที่เหลือ สายตาเขาไม่ได้โฟกัสที่ตัวเลขบนจออีกเลย
แสงไฟนีออนหลากสีของไนต์คลับสะท้อนลงบนพื้นหินอ่อนเป็นประกายระยิบระยับ เสียงดนตรีจังหวะหนักแน่นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งฮอลล์ กลิ่นแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำหอมราคาแพงลอยอวลอยู่ในอากาศ
ดิวากรนั่งอยู่โซนวีไอพีหลังจากปิดดีลกับลูกค้าต่างชาติเรียบร้อย สีหน้าของเขาเรียบนิ่งตามแบบฉบับ มือหนายกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบเพียงเล็กน้อย
“คุณดฤณมากับใครเหรอคะ” เสียงหวานเอ่ยทัก นีน่าอยู่ในเดรสสั้นสีแดงเข้ารูป ผมยาวสลวยทิ้งตัวลงมาบนบ่าอย่างตั้งใจให้ดูโดดเด่น
“ผมมาคุยงาน” เขาตอบสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบแทบไม่มีความรู้สึกใดเจือปน
“เรื่องข่าวนีน่าจะออกมาสัมภาษณ์ว่าเราแค่เพื่อนกันนะคะ จะได้ไม่กระทบภาพลักษณ์ของคุณ” หญิงสาวยิ้ม แต่แววตากลับมีบางอย่างซ่อนอยู่
“ความจริงคุณไม่ต้องทำแบบนั้นก็ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นอะไรกันอยู่แล้ว” เขาวางแก้วลงบนโต๊ะกระจกเบาๆ ดวงตาคมมองเธอตรงๆ
คำพูดตรงไปตรงมาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าสวยชะงักไปชั่วขณะ เหมือนคนที่ถูกตบกลางใจโดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า
“แต่นีน่าเสียหายนะคะ ข่าวมันออกไปไกลแล้ว” เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้ปกติ แม้มือที่จับคลัตช์จะบีบแน่นขึ้น
“ก็จัดการตามที่คุณเห็นสมควร ผมไม่มีอะไรต้องชี้แจง” เขาตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก สายตาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือราวกับเวลาของเขามีค่ามากกว่าการยืนอยู่ตรงนี้
ซ่า
แก้วคริสตัลในมือดิวากรยังไม่ทันยกขึ้นจิบ ความเย็นจัดที่สาดเข้าปะทะใบหน้าอย่างแรง น้ำแข็งกระทบผิวจนเขาสะดุ้ง ดวงตาคมที่เคยเรียบนิ่งเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวในเสี้ยววินาที หยดน้ำไหลลงตามกรอบหน้าและปลายคางเสื้อเชิ้ตสีเข้มเปียกชื้นเป็นวงกว้าง
“คุณดฤณ!” นีน่าร้องด้วยความตกใจ รีบถอยออกไปด้านหลัง
เมธัสยืนอยู่ตรงหน้าเขาหายใจแรง แววตาเดือดพล่านเหมือนจะลุกเป็นไฟ
“น้องสาวกูนอนอยู่โรงพยาบาล มึงยังมีหน้ามานั่งกับผู้หญิงคนอื่นมึงยังเป็นคนอยู่ไหม!” เมธัสคำรามเสียงดังกลบเสียงเพลงรอบตัว
“น้องสาวมึงก็ยังไม่ตายนี่หว่า” เขายกมือขึ้นเช็ดน้ำออกจากหน้าอย่างช้าๆ ท่าทางนิ่งผิดกับสถานการณ์
คำตอบเย็นชาราวกับไม่มีอะไรสำคัญ ทำให้หมัดของเมธัสกำแน่นจนเส้นเลือดปูด
“ไอ้ดฤณ มึงจะโกรธกูก็ได้แต่ไม่ใช่ไปลงที่ทิชา!” เมธัสคว้าคอเสื้ออีกฝ่ายกระชากเข้าหา กลิ่นแอลกอฮอล์กับความโกรธปะทะกันในระยะประชิด
ดิวากรไม่ขัดขืน เขาเพียงมองตอบด้วยสายตาว่างเปล่า ความเงียบนั้นกลับยิ่งทำให้เมธัสเดือดดาล
“ผู้ชายที่ผู้หญิงชอบ สันดานแม่งไม่ต่างจากหมา!”
“ปล่อยกู อย่ามายุ่งกับกูรักน้องสาวมึงมากก็ไปเอากลับสิ” เขาพูดเสียงต่ำ
“เมื่อไหร่มึงจะตาสว่างพิมารินไม่ได้ดีอย่างที่มึงเห็น”
“มึงก็ไม่ใช่เพื่อนที่ดีสำหรับกู” เขาเจ็บใจที่เพื่อนรักของเขาหักหลัง ไม่ได้เจ็บที่อดีตคนรักมีคนอื่น
“ถึงวันนั้นกูสัญญามึงจะไม่มีวันได้เจอหน้าทิชา” เมธัสผลักเขาออกอย่างแรงก่อนชี้หน้า
ประโยคนั้นทำให้ดิวากรชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น แต่ในแววตาที่เคยด้านชามีบางอย่างไหววูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เขาหยิบกระดาษทิชชูหน้าขึ้นมาซับน้ำที่ยังเกาะตามใบหน้า จัดปกเสื้อให้เข้าที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก่อนจะเดินสวนเมธัสออกไปโดยไม่หันกลับมา
