บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 เรื่องที่อยากเล่า

จานขนมพร้อมเครื่องดื่มที่มาริสาซื้อกลับมาฝากสามีได้วางอยู่บนโต๊ะกลางหน้าทีวีในห้องรับแขกเรียบร้อย ขณะที่เธอพาตัวเองเดินมานั่งลงข้างๆณภัทร์บนโซฟา เธอนั่งอยู่เงียบๆรอให้เขาเลิกสนใจโทรศัพท์ในมือไม่กล้าเอ่ยพูดอะไรขึ้นมาเพราะกลัวจะไปทำลายสมาธิของเขา

หลายครั้งที่มาริสาเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในโทรศัพท์ของเขามีอะไรให้น่าสนใจมากขนาดนั้นเลยเหรอเขาถึงไม่ยอมห่างจากมันเลย มันเป็นความคิดแบบคนน้อยใจทั้งที่ก็พยายามเข้าใจ มองว่าที่เขาต้องติดโทรศัพท์บ่อยขนาดนี้คงเป็นเพราะเรื่องงาน ในสมัยนี้โลกของเทคโนโลยีมันก้าวไปไกลมาก การทำงานติดต่อสื่อสารก็สะดวกมากขึ้น โทรศัพท์มือถือก็เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เกิดมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้

ยิ่งณภัทร์เป็นนักธุรกิจด้วยแล้ว เขาจึงมีเหตุจำเป็นที่จะต้องตามงานและตามสถานการณ์ในแวดวงธุรกิจให้ทัน

มาริสาเข้าใจในเหตุผลข้อนี้ เพียงแต่มันก็คงไม่ถึงขนาดที่เขาจะต้องไม่สนใจคนที่เป็นเมียอย่างเธอเลย เธอไม่ได้อยากเรียกร้องความสนใจจากเขาขนาดนั้น ขอแค่เขามองเห็นเธอบ้างใส่ใจเธอเหมือนก่อนแต่งงานบ้างก็เท่านั้น

“ขนม?” ดูเหมือนว่าณภัทร์จะพึ่งรู้สึกตัวว่าภรรยาของเขานั่งอยู่ข้างๆ และเธอกำลังส่งรอยยิ้มมาให้เขาอยู่ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เขาจะทำตัวเฉยชากับเธอมากแค่ไหน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่ณภัทร์จะไม่เห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของมาริสา และคงเพราะเห็นอยู่ทุกวันละมั้งมันเลยทำให้เขาไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไร ก็แค่รอยยิ้ม

“ค่ะ ขนมปังสังขยาร้านนี้อร่อยมากเลยค่ะคุณภัทร์ ริสาชิมแล้วคิดว่าคุณภัทร์น่าจะชอบก็เลยซื้อมาฝากค่ะ คุณภัทร์ลองชิมหน่อยนะคะ” มาริสาพูดอย่างกระตือรือร้น ขนมอร่อยมากจริงๆและเธออยากให้สามีลองชิมดู เธอเป็นแบบนี้ตลอดเวลาออกไปไหนแล้วเจอของอร่อยก็อยากให้สามีได้กินด้วย เขาทำงานหนักเธอก็อยากช่วยดูแลเขาให้ดีที่สุดในหน้าที่ของภรรยาคนหนึ่งจะทำได้

“อร่อยไหมคะ” ใช้ส้อมจิ้มชิ้นขนมปังขนาดพอดีคำแล้วจุ่มลงไปในถ้วยสังขยาให้พอติดชิ้นขนมปังขึ้นมาแล้วป้อนเข้าปากของสามี ณภัทร์ใช้เวลาเคี้ยวไม่นานเขากลืนขนมปังลงคอก่อนจะหันมายิ้มให้มาริสา

“อร่อยครับ” รสชาติดีอย่างที่ภรรยาบอกไว้จริงๆ เรื่องหาของอร่อยณภัทร์เชื่อใจมาริสาอยู่แล้ว และทุกอย่างที่เธอซื้อมาให้เขาก็เป็นของอร่อยๆทั้งนั้น อยู่แค่ว่าเขาจะชอบหรือไม่ชอบก็เท่านั้นเอง

“ไปทานข้าวกับที่บ้านเป็นยังไงบ้างครับ” หลังจากนั่งกินขนมปังสังขยามาได้สักพักณภัทร์เหมือนพึ่งนึกได้ว่าวันนี้ภรรยาของเขาไปทานมื้อเที่ยงกับที่บ้านมาเลยนึกถามขึ้น

“ก็ดีค่ะ แต่วันนี้พิเศษกว่าครั้งก่อนๆด้วยนะคะ” มาริสาพูดด้วยน้ำเสียงดีใจอย่างไม่ปิดบัง เธอนั่งอยู่ข้างๆเขามาสักพัก นั่งมองเขากินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เงียบๆ มีเรื่องราวในวันนี้มากมายที่เธออยากเล่าให้สามีฟังแต่ก็ไม่กล้า กลัวว่าหากอ้าปากพูดอะไรออกไปแล้วจะทำให้เขารำคาญ แต่พอณภัทร์เอ่ยถามเหมือนจะชวนคุยมาริสาเลยเก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่

“พิเศษกว่ายังไงเหรอครับ” เอนหลังพิงโซฟาพร้อมขยับตัวหันมาทางมาริสาเล็กน้อย พอเธอพูดว่ามีเรื่องพิเศษณภัทร์ก็รู้สึกอยากรู้ขึ้นมาแล้วสิว่ามีอะไรพิเศษเกิดขึ้นในวันนี้อย่างนั้นเหรอ เขายังคงรู้สึกไม่อยากไปวันครอบครัวที่บ้านของภรรยาแต่ก็ไม่ต้องการตกข่าวสารอะไรเช่นเดียวกัน เพราะถึงอย่างไรเขาก็คือลูกเขยของโรเซนต์เบิร์ก เขาก็ควรจะรู้ข้อมูลอัปเดตจากครอบครัวของฝั่งภรรยาไว้บ้าง เวลาออกงานหรือมีคนถามเขาจะได้มีเรื่องให้ได้คุย

การได้เป็นลูกเขยของบ้านนี้ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในแวดวงธุรกิจมากขึ้น นักลงทุนหลายคนก็สนใจอยากมาร่วมลงทุนอยากเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทของเขามากขึ้นด้วย ตั้งแต่เขาคบกับมาริสาอย่างเปิดเผยจนถึงแต่งงาน ชื่อเสียงของตระกูลโรเซนต์เบิร์กเรียกรายได้เข้าบริษัทของเขาได้มากขึ้นได้เท่าตัวเลยทีเดียว กำไรงอกงามติดต่อกันมาหลายไตรมาส คิดแล้วก็ยิ้มกริ่มอยู่ในใจเพราะเขาคิดไม่ผิดเลยที่ลงทุนหว่านเสน่ห์ใส่มาริสาจนทำให้เธอหลงรักเขาอย่างยอมพลีกายถวายใจให้

มาริสารักเขามากเรื่องนี้ณภัทร์รู้ดี เพราะขนาดเขาทำตัวเฉยชาใส่เธอก็ยังทน แบบนี้ก็ดีเพราะเขาเริ่มขี้เกียจใส่ใจแล้ว

“วันนี้เอ็มเจพาพี่เกลมาวันครอบครัวด้วยค่ะ คุณแม่นั่งยิ้มไม่หุบเลยเพราะดีใจมากๆที่ครั้งนี้เอ็มเจเป็นคนไปรับพี่เกลมาด้วยตัวเอง ปกติเอ็มเจไม่ทำแบบนี้หรอกนะคะ” วันนี้พี่ชายคนกลางของเธอผิดปกติไปเยอะมากจริงๆทั้งที่เคยบอกว่า ถ้าอยากให้ว่าที่คู่หมั้นของเขามาวันครอบครัวก็ให้มาเองก็แล้วกัน แต่ครั้งนี้ตัวเองไปรับเขามาแล้วยังมีเสียอาการหวงอย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย ปากบอกไม่รักไม่สนใจแต่สิ่งที่พี่ชายของเธอทำมันตรงกันข้ามมาก

“คุณเอ็มเจกับคุณเอบีเกลจะต้องหมั้นกันปีหน้าใช่ไหมครับถ้าผมจำไม่ผิด”

ณภัทร์รู้สึกเสียดายขึ้นมาหน่อยๆเสียแล้วสิที่เขาไม่ได้ไปทานมื้อเที่ยงวันนี้ด้วย นั่นก็เพราะครอบครัวของเอบีเกลก็เป็นครอบครัวนักธุรกิจที่มีชื่อเสียงตีคู่กันมากับโรเซนต์เบิร์ก เขาควรจะทำความสนิทกับว่าที่พี่สะใภ้ไว้บ้างเพื่อขยายฐานความมั่นคงให้บริษัทของตัวเอง

ตอนนี้บริษัทของเขาถือว่ายืนได้ด้วยตัวเองแล้วแต่ณภัทร์ก็อยากให้มันมั่งคงมากขึ้นกว่านี้อีกสักหน่อยเขาถึงจะรู้สึกสบายใจและทำงานให้น้อยลงบ้างหรือไม่หาคิดหาลงทุนสร้างธุรกิจเพิ่ม

“ใช่ค่ะ ทั้งสองคนจะหมั้นกันปีหน้า ริสาอยากเห็นทั้งสองคนหมั้นแล้วแต่งงานกันเร็วๆ ริสาอยากเห็นเอ็มเจมีครอบครัวและมีลูก ริสาอยากอุ้มหลาน...”

พอพูดมาถึงตรงนี้มาริสาก็รู้สึกหน้าร้อนๆขึ้นมาเสียอย่างนั้น เธอคิดถึงคำพูดของมารดาเรื่องที่อยากให้เธอกับณภัทร์มีลูกเร็วๆ เพราะคุณแม่ของเธออยากอุ้มหลานแล้ว แต่จะทำไงดีล่ะเพราะถ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาสามีของเธอต้องไม่พอใจแน่ๆ แต่ว่าตัวเธอเองก็อยากมีลูกกับเขาเหมือนกัน ก็ไม่แน่นะถ้าเราสองคนมีลูกที่เป็นโซ่ทองครองใจสักคน เขาก็อาจจะให้ความรักกับเธอเหมือนเมื่อก่อนก็ได้ พอคิดแบบนี้แล้วมาริสาจะขอลองเสี่ยงพูดเรื่องลูกกับเขาอีกสักครั้ง

“คุณแม่ฝากความคิดถึงมาให้คุณภัทร์ด้วยนะคะ ท่านอยากเจอลูกเขยมากๆเลยค่ะ” มาริสายังไม่กล้าพูดเข้าประเด็นตรงๆ เธอจึงเลือกพูดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อน

“ครับ” เขาพูดแค่นั้นแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกแล้ว เหมือนเป็นการส่งสัญญาณกลายๆว่าเขาไม่ได้ต้องการจะพูดคุยอะไรกับเธออีก แต่ครั้งนี้มาริสาจะขอเสี่ยงพูดต่อ

“เดือนหน้า...คุณภัทร์ไปวันครอบครัวกับริสานะคะ ไปให้คุณแม่ท่านหายคิดถึงสักหน่อย”

“ขอผมดูก่อนก็แล้วกันครับ ผมยังไม่อยากรับปากอะไรตอนนี้” เขาพูดตอบเธอแต่สายตากับมือก็ยังคงจับจ้องที่โทรศัพท์ คำพูดก็เหมือนพูดออกไปงั้นๆ ไม่ได้ให้ความสำคัญอะไร ณภัทร์รู้ตัวเองดีว่าถึงยังไงเขาก็ไม่ไป แต่จะให้พูดปฏิเสธไปเลยมันก็ดูจะน่าเกลียด เดี๋ยวภรรยาของเขาจะจับได้ว่าเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับวันครอบครัวอะไรของบ้านเธอเลย ‘เสียเวลา’

“ค่ะ...” เอายังไงต่อดีล่ะ มาริสาเริ่มคิดไม่ตกว่าเธอควรจะยกเรื่องอื่นมาคุยก่อนหรือพูดเข้าเรื่องลูกเลยดี แต่ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว นานๆทีเธอจะรวบรวมความกล้าได้วันนี้ต้องได้พูด เป็นไงเป็นกัน

“วันนี้คุณแม่พูดเรื่องหลานด้วยนะคะ ท่านอยากอุ้มหลานมากๆเลยค่ะ” สองมือที่วางอยู่บนหน้าขาเผลอบีบเข้าหากันอย่างไม่รู้ตัว การพูดเรื่องลูกกับสามีจัดว่าเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับผู้หญิงอย่างมาริสา เพราะเธอไม่รู้เลยว่าจะได้รับคำตอบและอารมณ์แบบไหนกลับมาจากเขา

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel