บท
ตั้งค่า

2.1 | สถานะเมียชาวไร่

รถเอสยูวีสีดำทะมึนพุ่งทะยานฝ่าความมืดมาบนถนนกรวดเส้นเล็กที่สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ไม่มีเสาไฟฟ้า มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถส่องนำทางทำให้บรรยากาศโดยรอบดูเปล่าเปลี่ยวน่ากลัว อีกทั้งความขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อของถนนก็ทำให้หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราวที่นั่งมาในรถตัวโยกจนหัวสั่นหัวคลอน

“ทางเข้าไร่คุณกันดารขนาดนี้เลยเหรอ” หญิงสาวถามเสียงเบาพลางเหลือบตามองซ้ายทีขวาทีอย่างหวาดระแวง เธอไม่ได้กลัวความลำบากหรือกลัวผีแต่พวกโจรผู้ร้ายที่อาจจะซุ่มดักอยู่ข้างทางมากกว่า

“เปลี่ยนใจตอนนี้ผมก็ไม่พากลับวังแล้วนะ คุณหญิงต้องอยู่ที่นี่ เป็นเมียไอ้ดินชาวไร่คนนี้”

“ไม่ต้องเรียกฉันว่าคุณหญิงแล้ว”

“ทำไม” ภูริดลหันหน้ามามองหญิงสาวข้างกายผ่านความมืดด้วยความสงสัย ปกติชนชั้นสูงมักจะเจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบให้คนเรียกแบบให้เกียรติเต็มยศ แปลกที่ผู้หญิงคนนี้ไม่ชอบ

“ตอนนี้ฉันไม่ใช่หม่อมราชวงศ์ฟ้าพราว ดุษฎีรังสรรค์แล้ว แต่เป็นนางฟ้าพราว พสุนธราไพศาล” สถานะของเธอเปลี่ยนไปตั้งแต่จรดปากกาเซ็นชื่อในทะเบียนสมรสกับเขาแล้ว ถึงแม้ว่าตามกฎหมาย หม่อมราชวงศ์ฝ่ายหญิงเมื่อแต่งงานกับสามัญชนไม่จำเป็นต้องลาออกจากฐานันดรศักดิ์ก็ตาม แต่สำหรับฟ้าพราวทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ในเมื่อเธอแต่งงานกับหนุ่มชาวไร่แล้วเธอก็อยากทำตัวให้กลมกลืนกับ ‘สามี’ และคนงานในไร่

“ถ้าไม่ให้เรียกว่าคุณหญิงแล้วจะให้เรียกว่าอะไร”

“แล้วแต่คุณ”

“งั้นเรียก ‘เมียจ๋า’ ก็แล้วกัน” เขาแกล้งกวนประสาท

“ไม่เอา”

“ไหนบอกว่าแล้วแต่ผมไง”

“เรียกแบบนี้ ใครได้ยินเข้าฉันอายเขาตายเลย”

“เป็นเมียผมมันน่าอายตรงไหน” ชายหนุ่มถามเสียงขุ่น แผลเก่าในใจถูกสะกิดจนเลือดซิบ

“ฉันไม่ได้อายที่เป็นภรรยาคุณ...”

“เมีย!” หนุ่มชาวไร่พูดแทรกเสียงแข็ง “ไม่ต้องมาใช้คำว่า ‘สามี-ภรรยา’ กับผม พูดคำว่า ‘ผัว-เมีย’ แบบชาวบ้านทั่วไป ผื่นคงไม่ขึ้นปากหรอกมั้ง”

“คนเถื่อน” ความจริงเธออยากด่าเขาว่า ‘คนถ่อย’ ด้วยซ้ำ แต่ก็กระดากปากเพราะปกติเธอไม่พูดคำหยาบ “ฉันไม่เถียงกับคุณแล้ว ฉันเหนื่อย” ฟ้าพราวยกมือยอมแพ้ เธอเถียงกับเขามาตลอดทางตั้งแต่ออกจากกรุงเทพ จนถึงทางเข้าไร่บนดอยที่เชียงรายนี่ แต่เมื่อแอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าของสามีแล้วเห็นว่าเขายังทำหน้าบึ้งตึงเหมือนไม่พอใจอยู่จึงต้องอธิบายเพิ่มเติมให้เขาเข้าใจ “ฉันไม่ได้อายที่เป็นภรรยาของคุณจริงๆ นะ แต่ฉันอายถ้าคุณจะเรียกฉันแบบนั้นต่อหน้าอื่น”

“ทำไมต้องอาย”

“เวลาคุณพูดคำนี้ ไม่รู้สึกขนลุกบ้างเหรอ” ฟ้าพราวย้อนถามพลางยกมือขึ้นลูบสองแขนของตัวเองราวกับขนลุกขึ้นมาจริงๆ

“ถ้าอยู่กันสองคนก็เรียกได้...?”

“แล้วแต่คุณสิ”

คำตอบของฟ้าพราวทำให้ใบหน้าบึ้งตึงของภูริดลคลายลงเล็กน้อย

“ชื่อฟ้าใช่มั้ย”

“ใช่”

“ฟ้า...ดิน” เขาพึมพำกับตัวเองแผ่วเบาแล้วแค่นหัวเราะคล้ายเยาะหยันตัวเอง “ไม่อยากเชื่อว่าชาวไร่ชั้นต่ำอย่างผมจะได้ดอกฟ้าอย่างคุณหญิงมาเป็นเมีย”

ฟ้าพราวจับความรู้สึกเจ็บปวดกับอะไรบางอย่างในน้ำเสียงของเขาได้ เธอมองเสี้ยวหน้าคมคร้ามผ่านความมืดสลัวอย่างครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลราวกับต้องการปลอบประโลม “คุณรู้อะไรมั้ย”

“รู้อะไร”

“ไม่มีใครกดเราให้ต่ำได้ ถ้าเราไม่กดตัวเองลง”

ภูริดลนิ่งเงียบ กำพวงมาลัยรถแน่นจนแทบจะแหลกคามือ ความทรงจำในวัยเด็กที่มีแต่คนตราหน้าเขาว่าเป็นคนชั้นต่ำวิ่งวนอยู่ในหัว มันคือฝันร้ายที่เขาอยากลืมทว่ามันกลับฝังแน่นอยู่ในใจจนยากที่จะลบเลือน

“ผู้ดีอย่างคุณหญิงก็พูดได้สิ” เขาแค่นเสียงในลำคอ และยังคงเรียกเธอว่า ‘คุณหญิง’ ตามเดิมด้วยความชินปาก

“ฉันไม่รู้ว่าคุณเคยผ่านเรื่องเลวร้ายอะไรมา แต่ต่อไปอย่าดูถูกตัวเองแบบนี้อีกนะ คนเราจะสูงหรือต่ำ ขึ้นอยู่กับการกระทำ ไม่ใช่ชาติกำเนิด ฐานะหรืออาชีพ”

“สั่งสอนเก่ง” เขาประชด “จะมาเป็นเมียหรือเป็นแม่กันแน่”

“ถ้าเลือกได้ฉันก็ไม่อยากเป็นทั้งสองอย่าง”

“แต่ผมอยากเป็นผัวคุณหญิงจนตัวสั่นไปหมดแล้วเนี่ย” หนุ่มชาวไร่สลัดโหมดเศร้าทิ้งไปแล้วสวมบทคนเถื่อนตามเดิมเพื่อกลบเกลื่อนรอยแผลในใจ

“หยาบคายอีกแล้วนะ” ว่าแล้วก็ยื่นมือไปหยิกที่หลังมือของคนที่กำพวงมาลัยรถอยู่อย่างแรง

“โอ้ย!” คนถูกหยิกแกล้งร้องเสียงดัง ทั้งที่ความจริงแล้วเจ็บน้อยกว่ามดกัดอีก “แค่นี้ถึงกับต้องทำร้ายร่างกายผัวเลยเหรอ”

ฟ้าพราวกลอกตามองบนกับคำว่า ‘ผัว’ ที่ได้ยินเกินร้อยครั้งตั้งแต่นั่งรถออกจากกรุงเทพฯ มาด้วยกันจนกระทั่งถึงเชียงราย ไม่รู้จะย้ำอะไรนักหนา “เมื่อไหร่จะถึงสักที ฉันเมื่อยไปหมดแล้วนะ ง่วงด้วย”

“ใกล้ถึงแล้ว” ตอบพลางเหลือบมองเวลาที่คอนโซลหน้ารถเห็นว่าเป็นเวลาเกือบตีสองแล้ว ไม่แปลกที่ภรรยาป้ายแดงของเขาจะง่วง แต่อย่าคิดว่าถึงบ้านแล้วจะได้นอน คืนนี้เป็นคืนเข้าหอ เขาไม่ปล่อยให้เจ้าสาวของเขาหลับง่ายๆ แน่นอน

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel