ตอนที่ ๒ ขึ้นเขากันเถอะ
วันรุ่งขึ้น ไป๋หลันยังคงตื่นขึ้นมาแต่เช้าโดยมิต้องรอให้ท่านตาเข้ามาปลุก จะบอกว่านางตื่นเต้นก็ได้ที่เช้านี้นางและท่านตาจะพากันขึ้นเขาไปเก็บผักป่าและผลไม้ป่า ใครบ้างจะไม่ชอบชีวิตติดธรรมชาติแบบนี้ คนอื่นไม่รู้แต่ที่รู้ ๆ นางนี่แหละชอบมาก ยิ่งคิดใบหน้าก็เผยรอยยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
ไป๋หลันนั่งแกว่งขาไปมารอท่านตาอยู่ใต้ร่มไม้ใหญ่ เพียงครู่เดียวก็ปรากฏร่างของชายชรา “ท่านตา” เด็กสาวเอ่ยเรียกชายชราเสียงใส พลางลุกเดินไปหาอย่างตื่นเต้น
“หืม... หลันหลันน้อยของตาดีใจขนาดนั้นเชียวหรือ?” แม้จะรู้สึกว่าหลานสาวตัวน้อยจะดูแปลกไปบ้าง ทว่านางดูเหมือนจะสดใสร่าเริงและยิ้มเก่งขึ้น คนเป็นตาเช่นเขามีหรือจะไม่ดีใจ
“แน่นอนสิเจ้าคะ” ได้ขึ้นเขาเข้าป่าครั้งแรกของนางเชียวนะ จะไม่ให้ดีใจจนหน้าบานได้ไง หุหุหุ จะมีอะไรรอให้ขึ้นไปเก็บบ้างนะ ถึงจะไม่ได้คาดหวังขนาดนั้น แต่ก็ยังหวังอยู่นะเออ
ไป๋หย่งฉีมองหลานสาวที่กระตือรือร้น เก็บความดีใจเอาไว้ไม่อยู่จนแสดงออกมาทางสีหน้าเสียหมด ก็ได้แต่นึกขำในใจ “ทำอย่างว่ามิเคยขึ้นเขาเข้าป่าไปได้หลันหลันน้อย”
“โถ่! ท่านตา กะ... ก็ตอนนั้นข้าป่วยนี่นาเลยไม่ได้ไปนานแล้ว” เกือบไปแล้ว ดีนะไม่เผลอหลุดปากพูด ไม่งั้นจบเห่แน่นอน หึ่ม!! ถึงกับต้องลอบปาดเหงื่อทิพย์กันเลยทีเดียว
“เอาล่ะ หลันหลันน้อยพร้อมหรือยัง”
“หลันเอ๋อร์พร้อมแล้วเจ้าค่ะ” พร้อมกระชับตะกร้าบนหลังด้วยความมั่นใจ อันที่จริงจะบอกว่าพร้อมตั้งแต่เมื่อวานแล้วก็ว่าได้
“พร้อมแล้วก็ไปกันเถอะ”
สองตาหลานแบกตะกร้าขึ้นหลังมุ่งหน้าเข้าป่า ตลอดเส้นทางมักมีจะเสียงเจื้อยแจ้วของไป๋หลันอยู่ตลอด ทำให้การเดินทางเข้าป่าครั้งนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสุข เมื่อเดินเข้ามาได้ครู่หนึ่งก็เริ่มเจอกับชาวบ้านคนอื่นที่ขึ้นมาหาของป่า
“เจ้าพาหลันเอ๋อร์มาด้วยหรือตาเฒ่าไป๋ นางหายดีแล้ว?”
“อืม หายแล้วล่ะ” ไป๋หย่งฉีหันไปตอบนางซื่อหวังไม่จริงจังนัก
“ดีแล้ว ต่อไปก็อย่าได้เจ็บป่วยอีกเล่าหลันเอ๋อร์” น้ำเสียงนางซื่อหวังเจือไปด้วยความเอ็นดูอยู่หลายส่วน
“ขอบคุณท่านยายที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ ตอนนี้หลันเอ๋อร์หายดีแล้ว” พูดจบก็แจกยิ้มไปหนึ่งที
“ไปเถอะหลันหลันน้อย ประเดี๋ยวกว่าจะได้กลับออกมาคงมืดค่ำพอดี”
“หลันเอ๋อร์ไปก่อนนะเจ้าคะท่านยาย” หลังกล่าวลาเสร็จไป๋หลันก็รีบตามท่านตาออกไปทันที
ทั้งคู่ยังเดินเข้าไปในป่าโดยไม่ท่าทีว่าจะหยุดจนเกือบจะถึงป่าชั้นใน ไป๋หย่งฉีได้พาหลานสาวแวะพักข้างลำธารสายหนึ่ง รอบด้านล้วนเป็นทิวทัศน์แปลกตาสำหรับไป๋หลันมาก ยิ่งยามที่นางก้มลงมองน้ำในลำธาร พบปลาตัวใหญ่แหวกว่ายไปมาไม่มีท่าทีแตกตื่นแต่อย่างใด ไหนจะกุ้งตัวใหญ่ ๆ นั่นอีก หากถามว่าทำไมนางถึงรู้นะหรือ ง่าย ๆ เพราะน้ำในลำธารนั้นใสแจ๋วขนาดนั้นจะให้ไม่รู้ได้อย่างไรละ
“หูย ท่านตาปลาเยอะแยะไปหมดเลยเจ้าค่ะ มีกุ้งด้วยล่ะดูสิ ดูสิ!” ไป๋หลันพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทั้งยังกระโดดไปมาอย่างดีใจ
ไป๋หย่งฉีชะโงกหน้ามองลงไปในน้ำตามที่หลานสาวตัวน้อยบอกพบว่ามันเยอะอย่างที่นางกล่าวมาจริง ๆ “อืม เยอะจริงดั่งเจ้าว่ามา”
“ใช่ไหมล่ะ ใช่ไหมล่ะ! ฮี่ฮี่ฮี่” ไป๋หลันยิ้มแฉ่งหมายมั่นปั้นมือจ้องปลาน้อยใหญ่ตาเป็นประกายวาววับ วันนี้แหละนางต้องได้กินปลาเผา ถือเสียว่าเป็นการบำรุงร่างกายนี้ไปในตัว ทั้งยังบำรุงท่านตาไปด้วย
“เช็ดเสียหน่อยเถอะหลันหลันน้อย น้ำลายเจ้าไหลจนจะหมดปากแล้ว” อดจะหยอกเจ้าตัวแสบมิได้
“ท่านตา...” ก็คนมันหิวนี่นา ที่สำคัญภาพปลาย่าง ปลาเผา กุ้งเผาลอยอยู่ในหัวนางเต็มไปหมด อาหารมื้อนี้แหละจะอุดมสมบูรณ์ มีทั้งปลาทั้งกุ้ง ดีนะที่นางพกเกลือใส่กระเป๋ามาด้วย ถึงจะไม่เข้าใจตัวเองก็เถอะนะ “มาเถอะท่านตา เรามาจับปลากันดีกว่า”
“แต่ปลามันว่ายน้ำเร็วมากเลยนะหลันหลันน้อย จะจับอย่างไร?” ชายชราเลิกคิ้วถามอย่างสงสัย
“หลานมีวิธีเจ้าค่ะ” เด็กน้อยเอ่ยขึ้นตาเป็นประกาย
“หืม แล้วจับอย่างไรล่ะ”
“คืออย่างนี้นะเจ้าคะ หลันเอ๋อร์จะขุดหลุมทำกับดักให้ดู” จากนั้นไป๋หลันก็เดินมาริมลำธาร พลางอธิบายการจับปลาของนางทั้งยังลงมือทำไปด้วยเพื่อให้ท่านตาได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ด้วยการนำเสียมขนาดเล็กที่อยู่ในตะกร้าไม้ไผ่มาขุดหลุมขนาดไม่ใหญ่จนเกินไป นางนั่งขุดอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ตามที่ต้องการ ก่อนนำกิ่งไม้มาวางปิดปากหลุมจำนวนหนึ่ง ทดลองแค่หลุมเดียวไปก่อน ถ้าผลลัพธ์มันออกมาดีกว่าที่คิด ค่อยกลับไปขุดดักที่หลังบ้านแทน อย่างน้อยมันจะได้เป็นอาหารให้นางกับท่านตา อีกทั้งยังสามารถนำไปขายในเมืองได้ด้วย ยิ่งปลายังมีชีวิตอยู่แบบนี้คงได้ราคาดีไม่น้อย แค่คิดถึงเงินอีแปะเงินตำลึง นัยน์ตาก็เป็นประกายวาววับ
ไป๋หย่งฉีมองหลานสาวนั่งขุดหลุมอยู่ครู่ใหญ่ จู่ ๆ นางก็นิ่งไปแต่พอมองดูดี ๆ พบว่าเด็กน้อยกำลังทำหน้าตาแปลก ๆ ทั้งยังยิ้มกริ่ม “เพียงเท่านี้รึ? หลันหลันน้อย”
“เท่านี้แหละเจ้าค่ะ ปล่อยทิ้งไว้ก่อนหลังจากเราไปหาของป่ากันเสร็จแล้วค่อยวกกลับมาดูที”
ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลอยู่ หากนางอยากทำสิ่งใดก็ปล่อยให้นางทำไปเถอะ ถือเสียว่าเป็นความสุขของนาง “อย่างนั้นก็ไปกันเถอะ”
“เจ้าค่ะ” เสียงใสกังวานขานรับอารมณ์ดี
สองตาหลานเดินออกมาไม่ไกลจากลำธารมากนัก ก็พากันแยกย้ายหาผักป่า วางกับดัก ด้านไป๋หลันแยกตัวออกมาอีกฝั่ง ตากวาดมองไปรอบ ๆ เผื่อเจออะไรที่สามารถกินได้ มันต้องมีบ้างแหละที่เจอ
ในขณะที่ไป๋หลันกำลังตั้งหน้าตั้งตาอยู่นั้น หางตาเหลือบไปเห็นบางอย่างอยู่ตรงขอนไม้ผุ
“อะเด๊ะ! นั่นอะไรน่ะ...”
ไป๋หลันจ้องมองเบื้องหน้าตาเป็นประกายวาววับ รีบสาวเท้าเข้าไปดูอย่างตื่นเต้น ยิ่งเข้าใกล้ใจนางก็เต้นตึกตักแทบจะกระเด็นออกมาจากอก พอมาถึงเท่านั้นแหละ
“อู้วววว”