แบกรับชื่อเสียงด่างพร้อย 1.1
บทที่ 4 แบกรับชื่อเสียงด่างพร้อย
หลายวันมานี้ในเมืองหลวง ข่าวลือเรื่องของไป๋หนิงเฟิ่งดังสะท้อนไปทั่วเมืองอีกครั้ง ไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าคุณหนูใหญ่จากตระกูลไป๋ผู้นี้ ถูกถอนหมั้นโดยมีราชโองการยืนยันจากฮ่องเต้ อีกทั้งยังให้บุตรสาวจากตระกูลไป๋สายรอง แต่งไปเป็นอนุให้กับต้วนอ๋อง
เช่นนี้แล้วไม่เท่ากับว่าตระกูลไป๋ถูกตบหน้าหรอกหรือ
จากคุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋แต่งเข้าเป็นพระชายาเอก กลายเป็นบุตรสาวสายรองได้แต่งเข้าไปแทน แต่ในฐานะอนุเท่านั้น
“บ้าไปแล้วแน่ ๆ แบบนี้คุณหนูไป๋จะเอาหน้าตาไปไว้ที่ใดกัน”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ต่อไปคุณหนูใหญ่ไป๋ผู้นี้ จะมีใครกล้ามาขอแต่งงาน”
“นั่นน่ะสิ ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวลือบอกว่านางปฏิเสธการแต่งงานด้วยตนเอง นี่คงทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย จึงได้ออกราชโองการมาเช่นนี้”
เสียงซุบซิบดังไปทุกตรอกซอกซอย ทั้งยังลามเข้ามาในราชสำนัก ขุนนางบางส่วนหัวเราะเยาะตระกูลไป๋ แต่บางส่วนกลับเริ่มสงสัยว่า เหตุใดจึงได้มีราชโองการเช่นนี้ออกมา
“ตอนนี้ไม่รู้ว่าราชครูไป๋เอาหน้าไปไว้ที่ใดแล้ว แทนที่บุตรสาวจะได้เป็นพระชายาเอก กลับถูกถอนหมั้น ไม่นับว่าสร้างความไม่ปลอดภัยให้กับตระกูลรึ”
“ขุนนางอี้ อย่าลืมสิว่าในราชโองการของฝ่าบาท ให้สายรองแต่งบุตรสาวเข้าไปเป็นอนุของท่านอ๋อง เหตุใดตระกูลไป๋จะไม่ปลอดภัยเล่า”
ขณะที่เหล่าขุนนางกำลังสนทนาในเรื่องนี้กันอยู่ กลับมีเสียงทุ้มต่ำของใครบางคนดังขึ้น บ่งบอกว่ามีความไม่พอใจในเรื่องนี้ไม่น้อย
“พวกท่านไม่มีเรื่องจะสนทนากันแล้วหรอกหรือ จึงได้เอาเรื่องนี้มานินทากันในราชสำนัก”
และนี่ไม่ใช่เสียงใครที่ไหน แต่เป็นเสียงขององค์ชายรอง เซียวเฟยหลง
“คารวะ องค์ชายรอง”
เซียวเฟยหลงปรายตามองทุกคนอย่างเย็นชา พร้อมกับส่ายศีรษะเล็กน้อยก่อนจะเดินออกมา แล้วตรงไปยังตำหนักของฮ่องเต้ เนื่องจากครั้งนี้เขาถูกเรียกตัวมานั่นเอง
บุรุษร่างสูงสง่างามก้าวเดินเข้ามาอย่างมั่นคง ก่อนที่กงกงหน้าประตูจะเอ่ยเสียงดัง เพื่อให้ภายในตำหนักรับรู้ว่าผู้ใดมาแล้ว
“องค์ชายรองเซียวเฟยหลงเสด็จ”
ไม่นานร่างของหวางกงกงก็มาต้อนรับ แล้วนำองค์ชายรองผู้นี้เข้าไปในตำหนักพร้อมกัน
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอให้มีอายุยืนหมื่นปีหมื่นหมื่นปี” เมื่อเข้ามาในตำหนัก ชายหนุ่มรีบคุกเข่าลงและทำความเคารพฮ่องเต้เหมือนขุนนางทั่วไป
“เจ้าอย่ามากพิธีเลย รีบลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้รีบกล่าวขึ้น ไม่เข้าใจว่าบุตรชายคนรองของเขา จะมีพิธีรีตองอะไรมากมายนัก ทำอย่างกับเป็นขุนนาง และไม่ใช่โอรสของเขา เมื่ออีกฝ่ายลุกขึ้น จึงเอ่ยเรื่องสำคัญ “เจ้าคงได้รับข่าวแล้วใช่หรือไม่ เรื่องที่คุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋ ปฏิเสธการแต่งงานกับต้วนอ๋อง”
“กระหม่อมได้ข่าวแล้วพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่เข้าใจว่าเหตุใดข่าวลือถึงออกไปเยี่ยงนั้น นี่ไม่เท่ากับทำลายชื่อเสียงของนางหรอกหรือ” คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อยในตอนที่เอ่ยถาม ไม่เข้าใจว่าเหตุใดข่าวลือกับความเป็นจริง ถึงได้ต่างกันราวกับพลิกฝ่ามือ
“นางยอมรับและยอมแบกชื่อเสียงที่เสียหายด้วยตนเอง ท่านราชครูก็เช่นกัน หากไม่คิดว่านางชื่อเสียงเสียหายไปแล้ว ข้าก็อยากจะมอบสมรสให้นางกับบุตรของข้าสักคน ถึงแม้ว่านางจะมีความดื้อดึง แต่ครั้งนี้ข้ามองเห็นแววตาของนางไม่เหมือนคนอื่น แววตานั้นราวกับผ่านชีวิตมามากมาย” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมกับถอนหายใจด้วยความเสียดาย
เซียวเฟยหลงหรี่ตาเล็กน้อย แววตาของเขามีประกายบางอย่างวาบขึ้นมา “ช่างน่าสนใจ” เขากล่าวเบา ๆ
แม้เขาจะกล่าวเสียงเบา แต่ฮ่องเต้และกงกงคนสนิทกลับได้ยินอย่างชัดเจน
“เจ้าสนใจนางเช่นนั้นหรือ”
ฮ่องเต้เลิกคิ้วถาม ก่อนจะตรัสประโยคต่อมา “เจ้าอย่าลืมนะว่าต้วนอ๋องมีกำลังทหารในมือนับแสน หากข้าบอกไปว่า คุณหนูใหญ่ตระกูลไป๋เป็นคนมาขอยกเลิกงานแต่งในครั้งนี้ เพื่อมาแต่งกับเจ้า ต้วนอ๋องจะเอาหน้าไว้ที่ใด เขาอาจจะไม่พอใจจนทำสิ่งที่เราไม่คาดคิด” น้ำเสียงนั้นมีความกังวลไม่น้อย
“ก็เอาไว้ที่เดิมนั่นแหละพ่ะย่ะค่ะ ถึงแม้ต้วนอ๋องจะมีความดีความชอบและมีกำลังทหารมากมาย แต่เรื่องหัวใจมันก็บังคับกันไม่ได้ อีกอย่างเท่าที่กระหม่อมได้ยินข่าวมา ตัวเขาเองก็มีคนรักอยู่แล้วไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ”
เรื่องคนรักของต้วนโม่หยางเขารับรู้ได้ด้วยความบังเอิญ แต่ก็ไม่คิดจะเปิดเผยเรื่องนี้ เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของตนเอง แต่ในครั้งนี้แตกต่างออกไป
“เฟยหลง เจ้ารับรู้เรื่องนี้นานแล้วหรือ เหตุใดไม่บอกเรา”
“แล้วเหตุใดกระหม่อมต้องบอกด้วยพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของพวกเขา ไม่เกี่ยวกับกระหม่อมเสียหน่อย” เขาตอบเสียงเย็นชา
ฮ่องเต้ถอนหายใจ เขาไม่เข้าใจบุตรชายคนนี้ และไม่เคยรู้นิสัยที่แท้จริงเลย นอกจากจะเก่งเรื่องทหารแล้ว เรื่องอื่นล้วนไม่อาจเดาได้
“เฮ้อ...ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าไม่เคยสนใจสตรีนางใด อายุขนาดนี้แล้วยังไม่คิดจะแต่งงาน ข้าจะออกราชโองการให้เจ้าก็ไม่ได้ เพราะเจ้ามีราชโองการเรื่องที่เลือกคู่ครองเองได้ จากอดีตฮ่องเต้ที่เป็นปู่ของเจ้าไว้แล้ว” ฮ่องเต้กล่าวอย่างหนักใจ แม้ว่าเขาเป็นฮ่องเต้ แต่ก็ไม่อาจทำสิ่งที่ขัดกับราชโองการของอดีตฮ่องเต้ที่เป็นพระบิดาได้ อดีตฮ่องเต้ได้มีราชโองการให้บุตรคนนี้ได้สิทธิ์ในการเลือกคู่ครองด้วยตนเอง
“ฝ่าบาทมีสิ่งใดจะสั่งกระหม่อมอีกหรือไม่ หากไม่มีกระหม่อมขอตัว กระหม่อมยังมีราชกิจที่ต้องทำ” เขาเอ่ยอย่างเย็นชา โดยไม่สนใจว่าจะแสดงกิริยาไม่เหมาะสมต่อหน้าฮ่องเต้หรือไม่
“เช่นนั้นเจ้าไปเถิด ข้าเองจะพักผ่อนสักหน่อย” ฮ่องเต้กล่าวออกมาพร้อมกับโบกมือไล่
จากนั้นก็นั่งนึกทบทวนถึงชายาผู้ล่วงลับ ชายาที่เป็นมารดาของบุตรชายคนนี้ นางตายโดยไร้สาเหตุ แต่เพราะต้องการให้บัลลังก์มั่นคง เขาจึงไม่ได้ตรวจสอบสิ่งใด นี่จึงทำให้พ่อกับลูกบาดหมางกันตั้งแต่นั้นมาจนถึงตอนนี้
