ไท่จือที่แสนดี
"ลูกเพียงเข้าไปยืมตำราพิชัยสงครามมาอ่านเท่านั้น ไม่เคยคิดเตะต้องฎีกาลับเลยแม้แต่น้อย...แต่ไม่รู้ว่าฎีกานั่นมาอยู่ใต้มอนได้อย่างไร"
ยามสาย ผ่านฝนเป็นแดดจ้า
แผ่นหินอ่อนหน้าะตระหนักใหญ่ร้อนระอุบาดลึกถึงกระดูก ทว่าร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางสีน้ำเงินกลับยังคงคุกเข่าตั้งตรงอยู่อย่างนั้น
เหงื่อเม็ดเล็กซึมชื้นตามกรอบหน้าเนียนใส หลี่เหวินเฉิง ยื่นมืออันสั่นเทาขึ้นดันแว่นตากรอบบางบนสันจมูก ร่างกายสั่นสะท้านจากแรงกดดันและความร้อนระอุ กระทั่งเสียงก้าวเท้าอันนุ่มนวลของแม่ทัพจางเว่ยเสวียนและบุตรสาวดังใกล้เข้ามา
พริบตานั้นเอง ราวกับเวลาจงใจหยุดนิ่ง สายลมยามเช้าพัดเอากลิ่นหอมหวานของดอกมู่หลันโชยมาเตะจมูก
องค์ชายแปดค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ ท่ามกลางฉากหลังอันกว้างใหญ่ของวังหลวง แสงแดดรำไรที่ลอดผ่านยอดไม้ตกกระทบใบหน้าเนียนใสไร้ที่ติขององค์ชายแปด เขาดูบอบบาง เปราะบาง ในขณะที่จางลีลี่ในคราบสาวน้อยอ่อนหวานกลับรู้สึกเหมือนหัวใจกระตุกวูบ ภาพของบุรุษตรงหน้า ตรึงสายตาไว้แน่นจนยากจะถอนสายตา
ชั่วขณะนั้น สายตาของคนทั้งคู่ผูกประสานกันกลางอากาศดั่งภาพฝันอันแสนสั้น ทว่ากลับตราสลักลึกลงไปในความรู้สึกอย่างประหลาด
"น้องแปด...ยังนั่งคุกเข่ารับโทษทัณฑ์อยู่อีหรือ" น้ำเสียงอบอุ่นและเปี่ยมด้วยเมตตาดังขัดจังหวะ
ไท่จือหมิงเฉิงก้าวเข้ามาหยุดอยู่ข้างกายองค์ชายแปด ใบหน้าหล่อเหลามีแววกังวลไม่น้อย เขารีบยื่นมือลงไปหมายจะประคองน้องชายต่างมารดาให้ลุกขึ้น
"ลุกขึ้นเถิด เจ้าคุกเข่าตรงนี้นานเกินไปแล้ว ร่างกายจะรับไม่ไหวเอาได้ยิ่งอ่อนแอป่วยบ่อยๆ คุกเข่านานๆ ไม่ดีแน่"
เหวินเฉิงชะงักช้อนสายตาที่แฝงความหวาดกลัวมองหมิงเฉิง ก่อนจะรีบหดมือกลับ หลุบตาลงต่ำเอ่ยเสียงเบาน่าสงสาร
"ขอบพระทัยเสด็จพี่ไท่จือ...แต่ข้า...ข้าไม่กล้าขัดบัญชาเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ หากข้าขัดบัญชาเสด็จพ่อยิ่งพิโรธ..."
"เจ้าลำบากมากพอแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่คุกเข่าตรงนี้"
“เมื่อคืน”
ไท่จือถอนหายใจยาว ตบไหล่น้องชายเบาๆ เขาหันไปยิ้มให้แม่ทัพและจางลีลี่ด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ
"เรื่องฎีกาลับที่ส่งมาถึงราชสำนักนั่น ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจถึงมันจะเห็นชัดๆ ว่าอยู่ที่ใต้หมอนเจ้าก็เถอะ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปทูลขอความเมตตาจากเสด็จพ่อให้ทรงลดโทษและละเว้นโทษกับเจ้าเอง อย่าได้กังวลเลย"
จางลีลี่ย่อกายทำความเคารพองค์ชายแปดตามธรรมเนียม ทว่าสายตายังคงแอบจับจ้องใบหน้าเนียนใสใต้แว่นตาที่กำลังสั่นระริกนั้น
“เสด็จพ่อรอนานแล้ว ท่านแม่ทัพเรารีบเข้าไปกันเถอะ”
เหวินเฉิงมองตามแผ่นหลังของคนทั้งสาม ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ
"คนอย่างข้า... ไม่คู่ควรรับรู้เรื่องราวของเสด็จพ่อและเสด็จพี่ไท่จือหรอก กลับไปคัดตำราแพทย์ต่อจะดีที่สุด"
ขันทีเสี่ยวจื่อเห็นดังนั้นจึงรีบถลันเข้ามาประคองแขน
"องค์ชาย ท่านลุกขึ้นยืนแบบนี้ หากฝ่าบาททรงทราบเข้าจะยิ่งทรงกริ้วนะพ่ะย่ะค่ะ"
"เสด็จพี่ไท่จือเอ่ยอนุญาตให้ข้าลุกขึ้นได้แล้วนี่นา" เหวินเฉิงดันแว่นตาขึ้นบนสันจมูก ตอบกลับด้วยน้ำเสียงซื่อๆ ไร้เดียงสา
ขันทีคนสนิทได้ฟังก็ส่ายหน้าถอนหายใจยาวด้วยความอ่อนใจ
"ท่านนี่ช่างเจ็บแล้วไม่รู้จักจำเลยจริงๆ ไท่จือแค่เสแสร้งทำเป็นเมตตาท่านต่อหน้าคนอื่นเท่านั้น มิเห็นหรือว่าเขามีแขกคนสำคัญมาด้วย เขาแค่เอ่ยเพื่อให้ตนเองดูเป็นคนดีในสายตาผู้อื่น ทว่าพอคนพวกนั้นกลับไปแล้ว ไท่จือก็ต้องลงมือจัดการท่านพร้อมกับฝ่าบาทเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมาอยู่ดี"
คำพูดเจ็บปวดนั้นทำให้เหวินเฉิงชะงักกึก นัยน์ตาใสซื่อหลังเลนส์แก้วฉายแววหมองเศร้าลงทันตา เขาถอนหายใจยาวออกมาอีกครั้งอย่างยอมรับชะตากรรม ก่อนจะค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าบนพื้นหินแข็งกระด้าง ณ จุดเดิมโดยไม่เอ่ยสิ่งใดอีกเลย
"เสด็จพ่อ..." หมิงเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มสั่นเครือเล็กน้อย
"ลูกมาวันนี้ เพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่น้องแปดเหวินเฉิงพ่ะย่ะค่ะ"
“อ่อ ยังมีเรื่องสำคัญกว่าการสู่ขอไท่จือเฟยอีกหรือ” ฮ่องเต้ฉีเฉิงเอ่ยเบาๆ
“เสด็จพ่อลูกจะทนเห็นน้องลำบากอยู่ข้างนอกนั่นแล้วห่วงแค่ความสุขของตัวเองได้อย่างไรและลูกก็คิดว่าคนที่จะมาเป็นไท่จือเฟยของลูกก็คงคิดเช่นนั้นเหมือนกัน”
ลีลี่กลืนน้ำลายลงคอยากเย็น พูดได้ดี
