ซ่อน
ฮ่องเต้เหลือบตามองท่านแม่ทัพกับลีลี่ นัยน์ตาฉายแววประหลาดใจ คิดว่าหมิงเฉิงจะเห็นเรื่องส่วนตัวสำคัญกว่าสิ่งใด แต่กลับเห็นแก่ความสัมพันธ์พี่น้องที่น่าชื่นชม
"เหวินเฉิงคนนั้น…เจ้าเด็กเนรคุณที่ขโมยฎีกาสำคัญของแผ่นดิน หมิงเฉิงเจ้าเชื่อในสิ่งที่เหวินเฉิงแสแสร้งหรือไร เหตุใดจึงยังกล้ามาขอร้องแทนมันอีก"
หมิงเฉิงประสานมือตรงหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองบิดาด้วยสายตาอันเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนและบริสุทธิ์
"เป็นลูกที่สั่งสอนน้องไม่ดี น้องแปดอายุยังน้อย ทั้งยังเป็นคนซื่อสัตย์ ไร้พรรคพวกในวังหลวง ยามนี้ต้องคุกเข่าตากฝน ตากแดดจนเจ็บป่วยทรมาน น้องยิ่งร่างกายอ่อนแอ ลูกเป็นพี่ชายคนโต เห็นน้องชายต้องรับโทษหนักเช่นนี้แล้วหัวใจแทบแตกสลายพ่ะย่ะค่ะ... แม้เหวินเฉิงจะทำความผิดจริง แต่ลูกเชื่อว่าเขาอาจจะเพียงทำไปเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้โปรด เสด็จพ่อทรงเมตตา ผ่อนหนักเป็นเบา ลบล้างโทษให้เขาสักครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ"
คำพูดอันสละสลวยและเปี่ยมด้วยน้ำใจพี่น้อง ทำให้นัยน์ตาของฮ่องเต้ค่อยๆ อ่อนแสงลง ความโกรธขึ้งที่มีต่อเจ้าแปดถูกแทนที่ด้วยความภาคภูมิใจในตัวบุตรชายคนโตตรงหน้า ฮ่องเต้ทอดสายตามองไท่จือด้วยรอยยิ้มพึงพอใจและซาบซึ้งใจยิ่งนัก
"หมิงเฉิงเอ๊ย...หมิงเฉิง เจ้าช่างมีจิตใจที่กว้างขวางและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมยิ่งนัก ทั้งที่เจ้าแปดคนนั้นนั่นก่อเรื่องน่าอดสูไว้ แต่เจ้ากลับไม่ถือโทษ ซ้ำยังมาคุกเข่าอ้อนวอนแทนลูกเนรคุณคนนั้นอีก" ท่านแม่ทัพเว่ยเสวียนพยักหน้าขึ้นลง
ฮ่องเต้ทรงถอนใจยาว ทว่าน้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความเอ็นดู
"การมีผู้นำที่รู้จักให้อภัยและห่วงใยผู้อื่นเช่นเจ้า... แผ่นดินนี้ช่างโชคดียิ่งนัก สมแล้วที่เป็นไท่จือที่ข้าไว้ใจ และเหมาะกับตำแหน่งผู้ปกครองแผ่นดินในวันข้างหน้าที่สุด"
"ขอบพระทัยเสด็จพ่อที่ทรงเมตตาพ่ะย่ะค่ะ" หมิงเฉิงก้มหน้าลงนอบน้อม กิริยาอ่อนน้อมดั่งเทพบุตร
ทว่าในมุมมืดที่ไม่มีใครเห็น... ริมฝีปากหยักของไท่จือหมิงเฉิงกลับกระตุกยกยิ้มเย็นชา นัยน์ตาทอประกายเหี้ยมเกี้ยมวาววับ
การสวมหน้ากากเป็นพี่ชายผู้แสนดี ทำให้เหวินเฉิงกลายเป็นคนติดค้างติดหนี้บุญคุณเขาจนดิ้นไม่หลุด... และทั้งแม่ทัพและจางลีลี่ยังมองเขาในด้านดีได้อีก ได้ประโยชน์ถึงสองทาง ช่างเป็นละครฉากใหญ่ที่คุ้มค่าเสียจริง
“บัญชาออกไป ให้องค์ชายแปดไม่ต้องคุกเข่าอีกต่อไปแล้ว และให้เขาหาโอกาสมาขอบคุณ ไท่จือด้วยที่ขออภัยโทษให้ด้วย”
ท่านแม่ทัพยิ้มพึงพอใจกลับทั้งอุปนิสัยของไท่จือหมิงเฉิงและความโปรดปรานที่ฮ่องเต้ฉีเฉิงมีให้ไท่จือ
ตำหนักบูรพา
บานประตูหินหนาหนักย้อนปิดลงพร้อมเสียงกลไกกระทบกันแน่นสนิท ตัดขาดเสียงครึกครื้นภายนอกวังบูรพาออกไปโดยสิ้นเชิง
แสงเทียนในห้องลับใต้ดินริบหรี่วูบวาบ ปรากฏร่างสูงโปร่งของไท่จือหมิงเฉิงที่ถอดรอยยิ้มอบอุ่นนุ่มนวลทิ้งไปจนหมดสิ้น ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความเหี้ยมโหด ดวงตาคมกริบฉายแววอาฆาตและวิปลาสอย่างไม่คิดซ่อนเร้น มือหนาคว้าจับด้ามแส้หนังเส้นใหญ่ขึ้นมากำไว้แน่น
ควับ เพี๊ยะ
"กรี๊ดดดด ไท่จือ... ได้โปรดเมตตาด้วย"
เสียงแส้ฟาดฉาดใหญ่กรีดลงบนแผ่นหลังบางของนางในผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกพันธนาการแขนขาไว้กับแท่นนอนอย่างป่าเถื่อน เสียงร้องไห้โฮและคำอ้อนวอนขอชีวิตโหยหวนดังระงมทั่วห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ทว่ายิ่งนางดิ้นรนและหลั่งน้ำตา สายตาของบุรุษเบื้องหน้ากลับยิ่งวาววับไปด้วยความตื่นเต้นสะใจ
"ร้องอีกสิ... อ้อนวอนข้าอีก"
ไท่จือโถมกายเข้าหากายบางที่สั่นเทาอย่างโหดเหี้ยม แรงกระแทกกระทั้นอันรุนแรงและไร้ซึ่งความละมุนละม่อมโถมทับลงมาดั่งคลื่นลูกใหญ่ ความปวดร้าวเสียดแทงผ่านเรือนร่างจนร่างเบื้องล่างแทบสิ้นสติ เขาโถมตัวลงไปชิดใบหูที่เปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา ก่อนจะกระซิบด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันถากถางอันเย็นเยือก
"เจ้ารู้หรือไม่... ข้ากำลังจะได้ ของเล่นชิ้นใหม่ แล้ว"
เขาแค่นหัวเราะแผ่วเบาในลำคอ เสียงนั้นฟังดูน่าขนลุกจนถึงขั้วหัวใจ ยามที่เขาลงแรงหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่แยแสบาดแผลและคราบเลือดที่เริ่มไหลซึม
"จางลีลี่ผู้นั้น... สตรีผู้แสนอ่อนหวานไร้เดียงสาดั่งน้ำผึ้ง ข้าอยากจะรู้นักว่ายามที่นางถูกแส้เส้นนี้ฟาดลงบนผิวเนียนๆ เสียงร้องโอดโอยของนางจะหวานหูและน่าฟังเพียงใด"
"ฮึกๆๆๆ .. ได้โปรด... หม่อมฉันไม่ไหวแล้ว..." นางอ้อนวอนเสียงแผ่ว พยายามสะบัดหน้าหนีด้วยความทรมานแสนสาหัส
ทว่าคำขอร้องกลับยิ่งกระตุ้นความดิบป่าเถื่อนในตัวเขา ไท่จือหมิงเฉิงกระหน่ำบทรักอันวิปลาสและรุนแรงเข้าใส่ร่างน้อยอย่างไม่หยุดหย่อน ความทารุณโหดร้ายไม่แปรเปลี่ยนท่ามกลางเสียงหอบหนักและเสียงร้องไห้โฮที่ค่อยๆ แผ่วเบาลง... จนกระทั่งร่างบนแท่นนอนทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว กระตุกเกร็งและแน่นิ่งไปในที่สุด
