แม่ดอกบัวขาว
ยังไม่ทันที่จางลีลี่จะทันได้ตั้งตัวหรือเอ่ยปากถามสิ่งใดเซียวหลิงก็หมุนตัววิ่งพรวดพราดกลับไปที่หน้าประตูห้อง นางผลักบานประตูออกกว้างแล้วส่งเสียงตะโกนแจ้งข่าวออกไปนอกเรือนด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นสุดขีด
"คุณหนูฟื้นแล้วววววววว ท่านแม่ทัพเจ้าขา คุณหนูฟื้นแล้วเจ้าค่ะ"
เสียงร้องตะโกนดังก้องไปทั่วทั้งเรือนหลังใหญ่ เสียงฝีเท้าเร่งรีบของผู้คนภายนอกที่เริ่มดังมุ่งตรงมายังห้องนอนแห่งนี้
ตำหนักบูรพา
กลิ่นคาวเลือดเจือกลิ่นกำยานอบอวลวิปลาสไปทั่วห้องลับใต้ดิน แสงเทียนวูบวาบสะท้อนเงาร่างสูงโปร่งที่กำลังโหมกระหน่ำความรุนแรงลงบนร่างบางของนางในอีกคน เรือนร่างบอบบางถูกพันธนาการแขนขาไว้กับแท่นนอนอย่างแน่นหนา เสียงร้องไห้โฮดั่งใจจะขาดถูกกลืนหายไปในลำคอด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส ยามที่ไท่จือหมิงเฉิงกระแทกกระทั้นกายอย่างป่าเถื่อนไร้ความเมตตา
ดวงตาคมกริบของไท่จือทอประกายโหดเหี้ยมและพึงพอใจกับการได้เหยียบย่ำเหยื่อในกำมือ กระทั่งบทรักอันทารุณดำเนินมาถึงจุดสิ้นสุด เขาจึงส่งเสียงหอบต่ำในลำคอและเสร็จสมอารมณ์หมายบนเรือนร่างที่นิ่งสะอื้นนั้น
ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ก้าวลงจากแท่นนอน เสียงเคาะแผ่นหินลับด้านนอกก็ดังขึ้นเบาๆ เป็นรหัส พร้อมน้ำเสียงนอบน้อมทว่าแฝงความเร่งร้อนของขันทีตัวเค่อคนสนิท
"ข้าน้อยขอพระราชทานอภัยโทษ...ไท่จือคนของเราจากตระกูลจางส่งข่าวมาว่า คุณหนูจางที่นอนไม่ได้สติมาหลายวัน บัดนี้ฟื้นคืนสติแล้วพ่ะย่ะค่ะ ท่านแม่ทัพยินดีเป็นอย่างยิ่ง เห็นทีไท่จือควรเสด็จไปเยือนตระกูลจางสักหน่อย เพื่อแสดงความห่วงใยพ่ะย่ะค่ะ"
ไท่จือหมิงเฉิงชะงักกึก นัยน์ตาอำมหิตฉายแววครุ่นคิดก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเรียบเฉยอย่างรวดเร็ว
เขาผุดลุกขึ้นยืนพลวดพราด ละทิ้งร่างที่สั่นเทาบนเตียงอย่างไม่ไยดี คว้าผ้าไหมนุ่มขึ้นมาเช็ดคราบคาวตามตัวอย่างหมดจด
"ฟื้นแล้วงั้นหรือ..ดีจังข้าอยากพบนาง"
ริมฝีปากเผยรอยยิ้มพราย ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวกลับคืนสู่ความนุ่มนวลสุภาพบุรุษดั่งเดิมในพริบตา เขาสวมชุดคลุมเนื้อดี ปรับกิริยาให้ดูเป็นองค์ชายผู้แสนดีและห่วงใยคู่หมั้นก่อนจะเอ่ยเสียงนุ่ม
"เตรียมรถม้า...ข้าจะไปเยี่ยมว่าที่ไท่จือเฟยของข้าเสียหน่อย"
ขบวนรถม้าหรูหราของตำหนักบูรพาเคลื่อนมาจอดลงที่หน้าจวนแม่ทัพอย่างสง่างาม
ไท่จือหมิงเฉิงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าสูงส่ง ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนเปี่ยมเมตตา โดยมีเหล่าองครักษ์ฝีมือดีและขันทีคนสนิทคอยก้าวเท้าตามหลังมาติดๆ ไม่ห่างกาย
ในเวลาเดียวกัน ณ สวนโบตั๋นอันร่มรื่นภายในจวน จางลีลี่กำลังก้าวเดินอย่างเชื่องช้า โดยมีเซียวหลิงสาวใช้ประจำตัวผู้มีใบหน้างดงามหมดจด คอยประคองแขนบางไว้อย่างระมัดระวัง
"คุณหนูเดินไหวจริงหรือเจ้าคะ ร่างกายเพิ่งฟื้นไข้ หากลมอุ่นปะทะจะชวนให้หน้ามืดเอาได้" เซียวหลิงเอ่ยพลางเอียงตัวบังลมให้ด้วยความห่วงใย
จางลีลี่หลุบตานิ่ง มองฝีเท้าตนเองที่ก้าวเดินอย่างอ่อนช้อย นึกถึงคำบอกเล่าที่นางเพิ่งเลียบเคียงถามเซียวหลิงมาเมื่อครู่…
คุณหนูจางลีลี่ น่ารักน่าเอ็นดู อ่อนหวานราวน้ำผึ้ง พูดจาแผ่วเบาแทบไม่พ้นริมฝีปากและมีกิริยางดงามเรียบร้อยที่สุด
อ่อนหวานราวน้ำผึ้งงั้นหรือ... สวมบทบาทสาวน้อยใสซื่อโง่งม คงไม่ยากเกินไปนักหรอก ลีลี่คิดในใจพลางปรับลมหายใจให้เบาบางลง เพื่อไม่ให้ใครจับพิรุธได้ว่าวิญญาณข้างในคือยอดนักสู้
"ลีลี่ ลีลี่ลูกพ่อ" เสียงตะโกนกังวานแฝงความตื่นเต้นดังขึ้น
พร้อมกับร่างหนาบึกบึนของแม่ทัพจางเว่ยเสวียนที่รีบก้าวเท้ายาวๆ ตรงเข้ามาหา ใบหน้าดุดันสมกับเป็นยอดรบกลางสนามรบยามนี้กลับเต็มไปด้วยรอยยิ้มกว้างและความห่วงใยจนออกนอกหน้า เขาถลาเข้ามาจับไหล่บุตรสาว สำรวจเรือนร่างอย่างละเอียด
“ฮึบ” ลีลี่ขืนตัวไว้โดยสัญชาตญาณ แต่กลับคิดได้ รีบผ่อนแรง
"ไหนให้พ่อดูเจ้าสิ โถ่ลูกพ่อ หัวใจของพ่อแทบจะขาดรอนๆ ยามที่เจ้านอนป่วยไข้ไม่ยอมตื่น เจ้าฟื้นขึ้นมาเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องมงคลยิ่งนัก พ่อจะต้องจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ เอาให้ครึกครื้นไปทั่วทั้งเมืองหลวงเลย"
กิริยาท่าทางเห่อลูกสาวจนเกินงามของแม่ทัพผู้เกรียงไกร มองข้ามท่าทีแข็งขืนไปเสีย ทำให้จางลีลี่แอบอึ้งไปเล็กน้อยแต่ก็รีบปรับสีหน้าหลุบตาลงต่ำยิ้มละมุนละไม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบานุ่มนวลราวกับสายลมพัดผ่าน
