บท
ตั้งค่า

เจ้ายินดีไหม

แม่ทัพจางวางจอกชาลงบนโต๊ะ ก่อนจะเอื้อมมือมาแตะหลังมือบางของลีลี่อย่างเบามือ สายตาที่มองมาเปี่ยมไปด้วยความรักอันไร้เงื่อนไข

"พ่อเคารพในการตัดสินใจของเจ้าเสมอ ถึงแม้ฮ่องเต้จะทรงปรารถนาให้ตระกูลเราดองกับวังหลวง แต่หากเจ้าไม่ยินดี พ่อคนนี้ก็พร้อมจะทูลทัดทานสุดกำลัง... เจ้าจะแต่งกับไท่จือไหมลูกรัก พ่อเอาความสมัครใจของเจ้าเป็นสำคัญ เพราะด้วยตอนนี้อำนาจทางทหารและการเป็นผู้บัญชาการแปดกองธง ฝ่าบาทเองก็เกรงใจพ่ออยู่ไม่น้อย เจ้ายินดีหรือไม่บอกพ่อมาเถอะ"

คำถามอันซาบซึ้งใจทำให้ลีลี่ต้องรีบดึงสติกลับมาอยู่ในบทบาทของสาวน้อยผู้บริสุทธิ์และอ่อนหวาน

เริ่มจากยิ้มอ่อนหวานห้ามเห็นฟัน หลุบตานิ่งต่ำลงมองพื้นกระเบื้อง ปล่อยให้เรียวปากยกยิ้มเอียงอายอย่างเนียนสนิท อาการเขินเขาทำกันแบบไหนนะ ต้องฝืนใจนิดหน่อย พยายามคิดถึงเรื่องน่าอายสองแก้มเนียนนุ่มขึ้นสีระเรื่อราวดอกท้อปะทะลมฤดูใบไม้ผลิ ก่อนจะเอ่ยตอบเสียงแผ่วเบาละมุนละไม

"ท่านพ่อ... ไท่จือทรงดีต่อลูกถึงเพียงนี้ หากเป็นความต้องการของท่านพ่อและหากไท่จือเมตตา... ลูกก็ยินดีเจ้าค่ะ"

แม่ทัพจางเว่ยเสวียนได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะร่าด้วยความดีใจ ตบโต๊ะไม้ดังปังใหญ่จนจอกชาสะเทือน

"ดี ดีมากๆ ในเมื่อลูกรักของพ่อเต็มใจเช่นนี้ งานแต่งงานครั้งนี้จะต้องยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดินเลยทีเดียวพ่อจะเข้าวังกราบทูลเรื่องนี้หาหารือเรื่องการจัดงานกับฝ่าบาทแบบจริงจังเสียที"

จางลีลี่ยิ้มรับรอยยิ้มของบิดา

โคมไฟสีแดงฉานห้อยระย้าตลอดแนวยาวของโถงหอนางโลมอันโอ่อ่า กลิ่นแป้งร่ำและน้ำหอมตลบอบอวลผสมผสานไปกับเสียงดนตรีบรรเลงหวานหูและเสียงหัวเราะต่อกระซิบของเหล่าคณิกา

ณ ห้องหรี่แสงไฟชั้นบน เฉินเฟิงองครักษ์คนสนิทของไท่จือ นั่งเอกคะเนกอยู่บนตั่งไม้แกะสลักอย่างสบายอารมณ์ ในมือถือจอกสุรารสเลิศพลางรินดื่มอย่างรื่นรมย์ สองข้างกายมีสตรีโฉมงามคอยเอาอกเอาใจ ทั้งปอกผลไม้และบีบนวดไหล่ให้ไม่ห่าง

บนโต๊ะข้างตัวมีถุงเงินปักดิ้นทองถุงเดิมที่เขาฉวยมาจากหัวขโมยกลางตรอกมืด ถุงเงินใบหนาอันเปี่ยมด้วยเหรียญทองและตั๋วเงินก้อนโตของไท่จือ บัดนี้กลายเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ที่ช่วยปรนเปรอความสุขให้แก่เขาในคืนนี้

เฉินเฟิงยกจอกสุราขึ้นจิบ รอยยิ้มกระหยิ่มปรากฏตรงมุมปาก เขาไม่ได้คิดจะรายงานความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ในตรอกมืดให้ไท่จือหมิงเฉิงรับรู้แม้แต่น้อย... เรื่องที่มีจอมยุทธ์ปริศนาสวมผ้าปิดหน้าพุ่งเข้ามาขัดขวาง และเรื่องที่เขาพลาดพลั้งปลิดชีพหัวขโมยผู้นั้นไม่สำเร็จ ถูกกลบฝังไว้ในความเงียบอย่างมิดชิด

สำหรับเขาแล้ว การกลับไปรายงานว่า จัดการเรียบร้อยแล้ว ย่อมง่ายดายและปลอดภัยกว่าเป็นไหนๆ เพราะหากไท่จือรู้ว่างานเล็กน้อยเพียงเท่านี้ยังทำไม่สำเร็จมีหวังหัวของเขาคงได้หลุดออกจากบ่าเป็นแน่

"ท่านองครักษ์เจ้าคะ... ดื่มอีกสักจอกสิเจ้าคะ" นางโลมโฉมงามยิ้มยั่วยวนพร้อมยื่นจอกสุรามาจ่อชิดริมฝีปาก

เฉินเฟิงหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ คว้าถุงเงินหนักอึ้งขึ้นมากระแทกลงบนโต๊ะเสียงดังปัง ก่อนจะดึงตัวนางงามเข้ามาแนบชิด โดยไร้ซึ่งความกังวลใจใดๆ ว่าความผิดพลาดที่เขามกเม็ดไว้ในคืนนี้ จะกลายเป็นรอยรั่วสำคัญที่ย้อนกลับมาสะเทือนถึงตำหนักบูรพาในวันข้างหน้าหรือไม่ไม่เกี่ยวกับเขา

ภายในตำหนักร้างอันเงียบสงบ กลิ่นยาต้มที่เสี่ยวจื่อเพิ่งยกเข้ามาให้ เหวินเฉิงนั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้เก่า ถอดแว่นตาสายตาออกเช็ดรอยเปื้อนอย่างเบามือ ใบหน้ายามไร้แว่นตานั้นดูคมคายและอ่อนเยาว์ ทว่าดวงตาฉายแววกังวลอย่างเห็นได้ชัด

เสี่ยวจื่อวางถ้วยยาลงด้วยมือที่ยังคงสั่นน้อยๆ ก่อนจะหันไปล๊อกบานประตูไม้ให้แน่นหนา แล้วรีบขยับเข้ามาใกล้เหวินเฉิง พลางกระซิบเบาๆ

"องค์ชายขอรับ... เรื่องเมื่อตอนบ่ายที่ตรอกมืดนั่น ข้าคิดแล้วหัวใจยังตกไปอยู่ที่ตาตุ่มไม่หาย ถึงท่านจะผูกผ้าปิดบังใบหน้าไว้ แต่เฉินเฟิงผู้นั้นเป็นถึงองครักษ์ฝีมือดีของไท่จือ สายตาคมกริบประดุจพญาอินทรี หากเขาสังเกตเห็นแววตา หรือแวบหนึ่งที่จดจำเค้าโครงและท่วงท่าการหลบหลีกของท่านได้... มีหวังความแตกแน่ขอรับ"

“นั่นสิถึงข้าจะถอดแว่นสายตาออกแล้วก็เถอะ”

เหวินเฉิงสวมแว่นตากลับคืนบนใบหน้า นัยน์ตาใต้เลนส์แก้วฉายกังวล เขายกมือขึ้นแตะริมฝีปากเป็นสัญญาณให้ขันทีคนสนิทเบาเสียงลง

"ข้าเองก็กังวลเรื่องนี้อยู่เช่นกัน..." เหวินเฉิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงความหนักอก "แม้จังหวะนั้นข้าจะลงมือเร็วและพรางหน้าไว้มิดชิด แต่เฉินเฟิงเข้าออกตำหนักบูรพาอยู่ทุกวัน การปะทะฝีมือกันระยะประชิดเช่นนั้นอาจทำให้เขาสงสัยขึ้นมาได้"

"เช่นนั้นพวกเราจะทำอย่างไรกันดีขอรับ"

เสี่ยวจื่อกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่น

"หากไท่จือรู้ว่าท่านเข้าไปขัดขวางการสังหารคนที่ไท่จือคิดว่าสมควรตาย ไท่จือต้องไม่ละเว้นพวกเราแน่ๆ"

"ช่วงนี้พวกเราต้องระวังตัวให้มากที่สุด"

เหวินเฉิงทอดสายตามองไปทางประตูตำหนัก แววตาแสดงออกต่อหน้าผู้คนว่าเป็นคนซื่อสัตย์ ไร้พิษภัย ถูกแทนที่ด้วยความเด็ดเดี่ยว

"อยู่ในตำหนักนี้ไปก่อน หากไม่มีเหตุจำเป็นจริงๆ ห้ามไปปรากฏตัวให้คนจากตำหนักบูรพาหรือคนของไท่จือเห็นหน้าเป็นอันขาด หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับเฉินเฟิงโดยตรงสักระยะ รอให้เรื่องหัวขโมยนี้เงียบหายไปเสียก่อน"

เสี่ยวจื่อพยักหน้ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน รู้ดีว่ายามนี้พวกตนเปรียบเสมือนลูกแกะที่ต้องซ่อนตัวจากฝูงหมาป่าในม่านหมอกของวังหลวงแห่งนี้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel