ละคร
ทว่าพริบตาต่อมา เมื่อเห็นสายตาเบิ่งกว้างของหมิงเฉิง ลีลี่ก็ตั้งสติได้ทันควัน รีบทิ้งกายลงไปนอนกองกับพื้นดิน ยกแขนขึ้นกุมเข่าแล้วส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด
"โอ๊ย... เจ็บจัง ขาข้าจะหักไหม" ใบหน้าหวานหยดฉายแววทรมาน น้ำตาคลอเบ้า
"คุณหนูเจ้าขา แย่แล้ว เจ้าหัวขโมยบังอาจชนคุณหนูจนบาดเจ็บ"
เซียวหลิงรีบเข้ามาประคองร่างเจ้านายด้วยความตื่นตระหนก พลางบ่นด่าคนชนคุณหนูผู้บอบบางของนาง
"คุณหนูเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ไปร้านหมอข้างหน้านี้ก่อนเถิดเจ้าค่ะ"
หมิงเฉิงรีบขยับเข้ามาช่วยประคอง สีหน้าฉายแววห่วงใยสุดหัวใจ เขาหันไปหาหัวขโมยที่คุกเข่าสั่นเทาอยู่บนพื้น แต่ไม่วายยื่นถุงเงินก้อนหนึ่งให้พร้อมเอ่ยเสียงนุ่มนวลก้องกังวาน
"รับเงินนี้ไปเสีย... ข้าไม่เอาความที่เจ้าทำให้ว่าที่ไท่จือเฟยของข้าต้องบาดเจ็บ แต่วันหน้าอย่าได้เที่ยวขโมยของใครอีกเลยนะ เงินนี่สำหรับทำทุน"
“เขาขโมยไท่จือยังมีเมตตา โถ่จิตใจช่างสูงส่งจริงๆ”
การกระทำอันเปี่ยมด้วยคุณธรรมทำให้ชาวบ้านรอบข้างต่างพากันก้มหัวสรรเสริญในความเมตตาของหมิงเฉิงไม่ขาดสาย หัวขโมยซาบซึ้งจนโขกหัวกับพื้นไม่หยุด
หมิงเฉิงยิ้มบางๆ หันไปหาองครักษ์คนสนิท เฉินเฟิงอ่อนโยน
"เฉินเฟิงเขาบาดเจ็บ... พากลับไปส่งที่บ้านเขา ส่งเขาดีๆ ด้วยเล่า"
ทว่าในยามที่เซียวหลิงหันหลังเดินประคองลีลี่มุ่งหน้าไปยังร้านหมอนั้น นัยน์ตาอ่อนโยนกลับแปรเปลี่ยนเป็นความเหี้ยมโหดอำมหิต เขาขยับริมฝีปากส่งสัญญาณเสียงเบาแผ่วให้เฉินเฟิงที่เดินตามหลัง
"จัดการฆ่ามันเสีย... บังอาจนักที่มาทำตัวเกะกะ ไม่รู้นำโรคติดต่อมาติดข้าหรือเปล่า"
มุมหนึ่งของตลาดอันแสนครึกครื้น เถ้าแก่ร้านหนังสือรีบยื่นถุงเงินถุงเล็กให้องค์ชายแปดเหวินเฉิงด้วยรอยยิ้มกว้างขวาง สายตาจดจ้องกองคัมภีร์การแพทย์ที่คัดด้วยลายมืออันเป็นระเบียบเรียบร้อย
"ขายดีเหลือเกินองค์ชาย ตำราแพทย์ของท่านอ่านง่ายและแม่นยำยิ่งนัก วันหน้าคัดมาอีกเยอะๆ เลยนะขอรับ ข้าจะช่วยดันราคาให้เป็นพิเศษ"
เหวินเฉิงยิ้มตาหยี นัยน์ตาใต้กรอบแว่นฉายประกายความหวัง เขากระชับถุงเงินในมือไว้แน่น
"ขอบคุณมากครับเถ้าแก่ ถ้านั้นข้าจะรีบกลับไปคัดมาให้อีกนะครับ"ยิ้มตาหยีภายใต้กรอบแว่นยิ่งกว้างกว่ากว้าง
“ได้ไม่น้อยเลยขอรับองค์ชาย แบบนี้ต่อไปก็ทำเงินได้อีกไม่น้อย” เสี่ยวจื่อพูดยิ้มๆ
“นั่นสิ ข้าจะคัดทั้งวันทั้งคืนจะๆ ได้มีมาขายมากหน่อย”
เสี่ยวจื่อยิ้มบางๆ
“แต่ก็ต้องดูแลสุขภาพด้วยขอรับ”
“นั่นสิ รีบกลับไปคัดมาใหม่ดีกว่า คืนนี้ข้าจะได้ไม่ต้องนอนดึก”
ก้าวเท้าออกจากร้านหนังสือมุ่งหน้าลงตรอกเปลี่ยวลึก สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับคนสองคนตรงมุมมืด เฉินเฟิงองครักษ์ฝีมือดีของไท่จือ กำลังชักกระบี่เงาวับออกมา ชายหัวขโมยคนเมื่อครู่นั่งคุกเข่าตัวสั่นงันงกอยู่บนพื้นหิน
“อ่าใต้เท้าข้าทำผิดใดกัน ได้โปรด ไว้ชีวิตข้าด้วยไหนไท่จือสั่งท่านให้ไปส่งข้าแล้วทำไมจะฆ่าข้ากันเล่า หรือว่าท่านอยากจะได้เงิน หากท่านอยากได้เงินนี่ข้ายินดียกให้” วางแล้วก็ล้วงถุงเิงนออกมาวางกับพื้น แต่เฉินเฟิงกับยิ้มหยัน
เหวินเฉิงมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกว่าไม่ถูกต้องนัก
"นั่นเฉินเฟิงนี่... เขากำลังจะฆ่าคน" เหวินเฉิงพึมพำ ใบหน้าตื่นตระหนก
"องค์ชาย อย่าหาเรื่องใส่ตัวเลยขอรับ เราเดินหลบไปเสียอีกทางเถอะขอรับ" เสี่ยวจื่อรีบคว้าแขนเจ้านายไว้ทันควัน น้ำเสียงสั่นระรัว
“ไม่ได้ จะฆ่ากันง่ายๆ ได้อย่างไร นั่นชีวิตคนคนหนึ่งเลยนะ”
"องค์ชาย หากเฉินเฟิงเห็นหน้าท่าน มีหวังไท่จือเอาเรื่องเราถึงตายแน่"
เหวินเฉิงไม่ฟังคำทัดทาน เขารีบดึงผ้าคาดเอวผืนยาวขึ้นมาพันรอบๆ แล้วผูกปิดบังใบหน้าไว้แน่นหนา ไม่ลืมถอดแว่นสายตาส่งให้เสี่ยวจื่อ ก่อนจะกระโจนออกไปทันที
“ระวังตัวด้วยขอรับ”
เสี่ยวจื่อทำได้เพียงลอบซุ่มดูอยู่หลังผนังหินด้วยความหัวใจที่หล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม หากปรากฏตัวพร้อมกันสองคน คงไม่อาจรอดพ้นสายตาขององครักษ์อย่างเฉินเฟิงไปได้
กระบี่ถูกเงื้อขึ้นสุดแรง
“เคร้ง”
คมกระบี่ของเฉินเฟิงถูกท่อนไม้หนาในมือเหวินเฉิงฟาดจนเบี่ยงทิศทางอย่างทันท่วงทีก่อนที่จะบั่นคอหัวขโมยคนนั้น
เหวินเฉิงแม้ภายนอกจะดูอ่อนแอทว่ากลับมีไหวพริบและการหลบหลีกที่ว่องไวเกินคาด เขาใช้จังหวะที่อีกฝ่ายชะงัก รวบรวมกำลังถีบเข้าที่อกของเฉินเฟิงจนถอยร่นไปหลายก้าว
