ซ่อน2
“ไม่ไหวก็ตายไปเสีย ใจเสาะเสียจริง”
ไท่จือเพียงปัดเรือนผมที่เปียกโชกของตนเองออกไปด้านหลัง มองเรือนร่างที่ไม่เคลื่อนไหวเบื้องล่างด้วยสายตาเรียบเฉยและไร้ความรู้สึก ดั่งสิ่งของไร้ค่าชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ตำหนัก เหินห่าว
แสงเทียนริบหรี่สาดส่องความมืดมิดภายในตำหนักเก่าทรุดโทรม องค์ชายแปดเหวินเฉิงนั่งกอดเข่าอยู่บนแท่นนอนเล็ก ร่างกายสั่นเทาด้วยพิษไข้และความหนาวเหน็บหลังจากถูกบังคับให้คุกเข่ากลางสายฝนข้ามวันข้ามคืน ขันทีเสี่ยวจื่อผู้เป็นบ่าวรับใช้คนสนิทนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง มือเล็กสั่นเทาขณะเปิดตลับขี้ผึ้งสมุนไพรสีเขียวเข้ม ก่อนจะละเลงนวดลงบนหัวเข่าบวมช้ำที่กลายเป็นรอยเขียวม่วงของเจ้านายอย่างเบามือที่สุด
"อดทนหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย.... เอ่อ องค์ชายอดทนหน่อยนะขอรับ” เสี่ยวจื่อรีบเปลี่ยนคำพูดเมื่อเห็นสายตาห้ามปรามของเหวินเฉิง
“ข้าเคี่ยวยาตามใบสั่งยาขององค์ชายแล้วสักครู่จึงจะได้ที่" ในขณะนั้นเอง สตรีร่างผอมบางในชุดอาภรณ์เก่าคร่ำคร่า นางสนมผู้ถูกลืมเลือนมารดาบังเกิดเกล้าของเหวินเฉิงก้าวเข้ามาใกล้ยื่นมืออันซีดขาวสั่นเทา ขึ้นลูบไล้เรือนผมที่ยังชื้นแฉะของบุตรชายอย่างแผ่วเบา หยาดน้ำตาเอ่อ
"ลำบากเจ้าแล้ว... ลูกแม่" น้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือเต็มไปด้วยความเจ็บปวดระคนสงสาร
"เพราะแม่ไร้ความสามารถไม่เป็นที่โปรดปราน เจ้าถึงต้องมารับเคราะห์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
เหวินเฉิงเงยหน้าขึ้น รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าหล่อเหลาที่สวมแว่นตากรอบใส ภายใต้เลนส์แว่นนั้นไม่มีแม้แต่แววตาแห่งความท้อแท้ มีเพียงประกายความเด็ดเดี่ยวที่ซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เขาเอื้อมมือไปกุมมืออันเย็นเฉียบของมารดาไว้แน่น
"ท่านแม่ไม่ต้องร้องไห้ ข้าไม่เป็นไรจริงๆ เห็นไหมหายแล้วทายาดื่มยาสักพักก็จะดีขึ้น" เหวินเฉิงเอ่ยเสียงนุ่มนวล
เขากวาดสายตามองซ้ายขวาด้วยความระแวดระวัง ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูมารดา
"ข้าไม่ได้คิดจะยอมจำนนและรอความตายอยู่ที่นี่หรอก ข้าเตรียมทางหนีเอาไว้หมดแล้ว"
มารดาชะงักงัน ดวงเบิกกว้างด้วยความตกใจ
"เจ้าว่าอย่างไรนะ...จะหนีไปไหน หากฝ่าบาททรงรู้เรื่องนี้"
"เราหนีจะสนใจคนอื่นทำไม ข้าแอบเก็บเงินจากการคัดตำราแพทย์และขายตำราสมุนไพรมาหลายปีแล้วหากพอทำทุนวันไหนข้าจะพาท่านแม่หนีไปเสีย"
เหวินเฉิงยิ้มบางๆ แววตาสดใสขึ้นมา
"อดใจรออีกหน่อยนะขอรับท่านแม่ ข้าจะแอบพาท่านแม่หนีออกไปจากวังหลวง ไปใช้ชีวิตเรียบง่ายในต่างแคว้น ที่ที่ไม่มีการแย่งชิง ไม่มีฮองเฮา ไม่มีไท่จือ และไม่มีใครหน้าไหนมาทำร้ายพวกเราได้อีก"
มารดาสือหนิงถอนหายใจยาวไม่อาจขัดเจตนาแม้จะรู้ว่าการหนีออกจากวังหลวงมันยากเย็นแทบจะเป็นไปไม่ได้เพียงใดก็ตาม
เช้าสดใส
ด้านในจวนแม่ทัพที่วิ่งวุ่นต้อนรับไท่จื่อหมิงเฉิงที่เสด็จมาเยือนจวนแม่ทัพแต่เช้าใบหน้าเต็มไปด้วยด้วยรอยยิ้มบางเบา เซียวหลิงรีบพยุงลี่ลี่ออกมารับ พอเห็นลีลี่เข้ารีบเดินข้ามาทันที อย่างให้ความสำคัญเกินใคร ลีลี่ย่อกายลงช้าๆ อีกคนรีบเอื้อมมือมาจับไหล่บาง พยุงให้ลุกขึ้น
“ไม่ต้องมากพิธีกับข้าข้าไม่อยากเห็นเจ้าลำบาก ข้าตั้งใจมาชวนเจ้าไปเดินตลาดด้วยกัน ก็เท่านั้นวันนี้เรือสินค้าจากตะวันตกเทียบท่า” ลีลี่ยิ้มอ่อนโยน
“เพคะ หากเป็นความประสงค์” ยิ้มอ่อนหวานที่สุด งดงามที่สุด รอยยิ้มของหมิงเฉิงเองก็อ่อนโยนมองสบายตา
บรรยากาศกลางตลาดคึกคักไปด้วยผู้คน
“ไท่จือทรงพระเจริญโอ้เป็นบุญที่ไท่จือเสด็จมา”
หมิงเฉิงส่งสัญญาณให้ขันทีตัวเค่อ หยิบเหรีญเงินและเหรียญทองออกมาให้เขาเพื่อโปรยไปด้านหน้า ชาวบ้านรีบเข้ามาแย่งกันเก็บปากก็สรรเสริญไม่หยุด ลีลี่มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกหลากหลาย
“ต่อไปเจ้าจะต้องทำเรื่องนี้แทนข้า หากแต่งเข้าตำหนักบูรพา ชาวบ้านเหล่านี้ลำบากยิ่งแล้ว พวกเขาหาเช้ากินค่ำ และยังเกิดโรคระบาดจึงน่าห่วง เงินทองนี่เป็นเบี้ยหวัดในตำแหน่งไท่จือของข้าที่ตั้งใจแบ่งให้พวกเขา ลำพังจะรอให้ทางการดูแลอย่างเดียว พวกเขาจะอดตายเสียก่อน”
“ไท่จือทรงมีพระเมตตายิ่งแล้ว” ลีลี่กล่าวชม
"ช่วยด้วย ขโมย จับขโมยที ใครก็ได้จับขโมยที"
ชายร่างผอมเกร็งวิ่งสับเท้าหนีการไล่ล่ามาทางที่ทั้งสองยืนอยู่ ด้วยสัญชาตญาณยอดนักสู้ที่ติดตัวมา จางลีลี่ขยับกายรวดเร็วอัตโนมัติ ตวัดปลายเท้ากวาดไปด้านข้างเตะสกัดขาขโมยผู้นั้นเข้าอย่างจัง จนร่างของเขาลอยหวือม้วนหนึ่งตลบล้มกลิ้งลงกับพื้น
“ลีลี่ระวัง” หมิงเฉิงคว้าข้มือไว้แต่ไม่ทัน
