บทที่ 3 ทำความรู้จัก
บทที่ 3 ทำความรู้จัก
บ้านเดี่ยวในหมู่บ้านใจกลางเมืองที่เห็นตรงหน้าเป็นบ้านโมเดิร์นสองชั้นสีเทาดำ ด้านข้างออกแบบให้มีพื้นที่เปิดซึ่งสามารถสัมผัสธรรมชาติได้มากที่สุด มีต้นไม้แทรกแผ่ร่มเงาทั่วบริเวณ
แม้รอบตัวบ้านจะมีรูปทรงกล่องกรุผนังด้วยกระจกใส แต่เพราะมีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่แทรกตัวอยู่รอบตัวบ้านจึงทำให้บ้านหลังนี้ไม่ได้ดูร้อนจนเกินไป
“เชิญเข้าบ้านก่อน”
ซีดานคันหรูจอดลงในลานจอดรถด้านหน้า สรวิชดับเครื่องยนต์และเป็นฝ่ายเดินนำเธอไป
เขาเดินไปกดปลดล็อกประตูเล็กด้านข้างที่สามารถทะลุเข้าไปในตัวบ้านโดยไม่ต้องเปิดประตูด้านหน้า
หญิงสาวยังคงยืนอยู่ตรงนั้น สายตาเธอกวาดไปทั่วบริเวณราวกับตั้งใจสังเกตบ้านหลังนี้ จนสรวิชเดินมาหยุดอยู่ข้างกายเอามือแตะข้อศอกเธอ แล้วเราก็เดินเข้าบ้านไปด้วยกัน
“คุณอยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ?” เธอเอ่ยปากถามขึ้นเมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว
หญิงสาวถามทั้งยังมองคนที่ยอบตัวลงไปวางรองเท้าสลิปเปอร์ใส่ในบ้านให้เธอสวมใส่ แววตาของเธอวาววับเพราะการกระทำของเขา
“ใช่ ทุกสามวันจะมีแม่บ้านมาทำความสะอาด ทุกหนึ่งเดือนจะมีคนสวนมาจัดการพวกต้นไม้ ส่วนวันอื่นผมอยู่คนเดียว”
เขาบอกเสียงเรียบและเดินไปวางข้าวของส่วนตัวของเธอที่เก็บมาจากโรงพยาบาล มียาถุงใหญ่ถึงสามถุง
“บ้านหลังใหญ่นะ อยู่คนเดียวไม่เหงาเหรอ?” ภายในบ้านมีเฟอร์นิเจอร์เท่าที่จำเป็นเท่านั้น และที่มีมากก็เห็นจะเป็นหนังสือ
เจ้าของบ้านชอบความเรียบง่าย โต๊ะทำงานมุมหนึ่งมีหนังสือกองเกือบท่วมศีรษะถึงสามกองด้วยกัน
“ผมชินแล้ว คุณหิวหรือเปล่า อยากกินอะไรเป็นพิเศษไหม”
สรวิชจะสั่งอาหารดิลิเวอรีมา คิดว่านั่นง่ายที่สุดเพราะมีอย่างอื่นที่จะต้องจัดการอีกมาก
“อะไรก็ได้คุณกินอะไรฉันก็กินแบบนั้นค่ะ…คุณเป็นอาจารย์ เป็นดอกเตอร์เลยเหรอ?”
เสียงของเธอยังคงเหมือนปกติอย่างเช่นที่พูดคุยกับเขา ไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนกับทุกคนที่รู้ว่าเขาเรียนจบและเป็นถึงดอกเตอร์ คงจะไม่แปลกเพราะเธอความจำเสื่อม
หญิงสาวรู้หรือไม่ว่าดอกเตอร์คืออะไร…แต่เธอยังอ่านได้นั่นทำให้เขาแปลกใจจนต้องหันไปมอง
ภาพผู้หญิงในชุดเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนพอดีตัว เธอบอกไซซ์เสื้อผ้ากับเขา สรวิชไปซื้อมาให้เธอใส่ ซื้อแม้กระทั่งเสื้อข้างในสองชิ้นของเธอ
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้โหนกแก้มของเขาร้อนผ่าว ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนเลือกแต่เพราะว่าเป็นคนบอกไซซ์กับพนักงานขาย แถมยังรู้ด้วยว่ามีสีอะไรบ้าง
“คุณอ่านได้…” ตรงนี้คนที่กำลังหยิบปริญญาในกรอบรูปขึ้นมาอ่านถึงกับชะงักไปเหมือนกัน
เธออ่านได้ทั้งไทยและอังกฤษ หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าไอส์แลนด์กลางห้องครัว
“นั่นสิ…ฉันอ่านได้เฉยเลย” เธอกะพริบตาช้า ๆ ก่อนจะหันกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ในมือ
ดร.สรวิช กาญจนา
“เกียรติบัตรคุณเยอะมาก…” เขาเป็นหัวกะทิอย่างแน่นอน
สรวิชไม่รู้จะพูดอะไรแต่รินน้ำเย็นใส่แก้วก่อนจะเอามาให้หญิงสาวที่ยังคงสนใจเกียรติบัตรที่วางอยู่บนชั้นโชว์
เธอหยิบใบนั้น อ่านใบนี้ ราวกับว่าจะหยิบมาดูให้ครบทุกใบ
“หนังสือพวกนี้คุณอ่านหมดเลยเหรอ”
หลังจากนั้นเธอเริ่มสนใจหนังสือแทน หญิงสาวใช้มือข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกจับแก้วน้ำขึ้นจิบ มือข้างที่ใส่เฝือกใช้ท่อนแขนหนีบหนังสือที่สนใจติดมือมาด้วยก่อนจะมาทิ้งตัวนั่งลงที่โซฟากลางบ้าน
สรวิชเดินตามมา ส่วนเธอยังคงสนใจหนังสือในมือ ครู่หนึ่งเขาก็หย่อนกายนั่งลงตรงข้ามกัน จนเมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมาและเลิกคิ้วขึ้นสรวิชจึงเปิดปากขึ้น
“ผมมีอะไรจะตกลงกับคุณหน่อย”
“ว่ามาสิ พูดมาได้เลย”
สรวิชไม่แปลกใจกับท่าทางเย็นชาของหญิงสาวแล้ว เธอคงเป็นคนแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งเขารู้สึกว่าเป็นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน
คนเหมือนกันจึงอยู่ด้วยกันได้
“มีอะไรพูดกันตรง ๆ ฉันโอเคทั้งหมดนั่นแหละ ฉันมาขอบ้านคุณอยู่นะ” เธอมองเห็นความไม่แน่ใจของชายหนุ่มจึงปรายตาไปทางเขาแล้วพูดประโยคนี้ขึ้น
หญิงสาววางของในมือ ใช้สองมือประสานบทหน้าตักและมองหน้าเขาอย่างรอคอยว่าเขาจะพูดอะไรออกมา
“คุณไม่ต้องคิดแบบนั้น ผมทำให้คุณบาดเจ็บ ตอนนี้คุณก็ยังจำอะไรไม่ได้ ก็อยู่ด้วยกันไปก่อนในฐานะ…” พอถึงตรงนี้สรวิชพูดไม่ออก
“คนรักปลอม ๆ งั้นเราก็มาทำความรู้จักกันเถอะ” เธอเป็นคนตัดสินใจเปิดประโยคที่เขาอยากจะพูดก่อนจะมองหน้าเขาแบบทุกครั้ง
สรวิชเลียริมฝีปากกลั้นใจพูดในสิ่งที่คิดออกไปตรง ๆ
“ข้อตกลงระหว่างที่เราจะอยู่ด้วยกัน รวมไปถึงรู้จักกันและกัน ผมหมายถึงเผื่อจะมีใครถาม” เขาไม่แน่ใจว่าหลานชายคือฉลองคุณจะมาโผล่มาที่นี่เมื่อไหร่ จึงจำเป็นต้องบอกเธอไว้
“แสดงว่าคุณไม่ได้ตัวคนเดียว…ทำไมพ่อแม่คุณดุมากเหรอ” เขาครบเครื่องขนาดนี้ครอบครัวคงจะหวงมากเป็นพิเศษ
ดูจากหน้าตาผิวพรรณ เสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ แม้จะน้อยแต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่มีฐานะ สรวิชสวมใส่นาฬิกาแค่เพียงเรือนเดียวแต่นั่นก็สนนราคาอยู่หกหลักปลาย
สรวิชมองหน้าเธอก่อนจะตั้งใจบอกเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับตัวเองให้คนตรงหน้าได้รู้
“พ่อแม่ผมเสียหมดแล้ว ผมมีพี่สาวกับพี่เขยและก็หลานชายกับหลานสาวอีกสองคน อีกหนึ่งคนที่สำคัญคือแม่นมของผมที่รักท่านเหมือนแม่ ท่านชื่อป้านวล” หญิงสาวรับฟังแล้วพยักหน้าจดจำชื่อป้านวลไว้ขึ้นใจ
รกรากของสรวิชอยู่ที่สระบุรี บ้านพี่สาวอยู่ที่นั่นมีร้านขายวัสดุก่อสร้าง หลานชายของเขามีอายุห่างกับเขาประมาณสองปี แต่เรียกเขาว่าเฮียคือพี่ชาย
“มะรืนผมต้องกลับสระบุรี” สรวิชคล้ายหนักใจมองเธอสลับกับถุงยา หญิงสาวผ่อนลมหายใจตามไป
“ฉันอยู่ที่นี่คนเดียวไม่ได้” สิ่งที่เธอบอกเขา สรวิชเองก็คิดเช่นนั้น
ชายหนุ่มคิดจะจ้างพยาบาลพิเศษหรือแม่บ้านที่มาทำความสะอาดให้มาช่วยดูเธอ แต่หญิงสาวก็ใช่ว่าจะเปิดรับทุกคน
แม้พยาบาลจะเช็ดตัวเธอยังไม่ยอมต้องให้เขาเป็นคนทำให้
“งั้นคุณก็ต้องไปกับผม แต่จะต้องเจอกับครอบครัวผม…”
ท่าทางหนักใจของเขาเธอจับสังเกตได้ตั้งแต่เริ่มบทสนทนา
“ไม่ต้องห่วงฉันรู้ว่าอะไรควรพูดอะไรไม่ควรพูด ใครควรดีด้วยหรือไม่ต้องดีด้วย ถึงจะความจำเสื่อมก็เถอะ ฉันรู้น่า” สรวิชหวังว่าทุกอย่างจะเป็นอย่างที่เธอบอกและมันจะราบรื่นทุกอย่าง
“อีกเรื่อง…ชื่อของคุณ คุณอยากชื่ออะไร” สรวิชถามเธอขณะที่เปิดถุงยาระหว่างพูดคุย
“ผมคิดว่าคุณควรมีชื่อนะ…” เธอเม้มมุมปากมองหน้าเขา
“คุณชื่ออะไร?” หญิงสาวจึงถามกลับไปทั้งที่รู้ว่าเขาชื่ออะไร
“ผมชื่อวิช แต่คนที่บ้านหมายถึงแค่ครอบครัวจะเรียกว่าเล็กที่มาจากตี๋เล็ก”
“งั้นฉันจะเรียกคุณว่าเล็ก ส่วนคุณเรียกฉันว่าลี่”
“...”
“เล็กกับลี่…เข้ากันดีนะ”
