บทที่ 2 จำตัวเองไม่ได้
บทที่ 2 จำตัวเองไม่ได้
“ผมรู้…แต่คุณยังไม่หายดี”
เธอดูดน้ำจนเกือบจะหมดแก้ว ในขณะที่ปากปล่อยหลอดเสร็จ กระดาษทิชชูก็ซับมาบริเวณมุมปากราวกับรอให้เธอดื่มน้ำเสร็จอยู่ หยดน้ำที่ไหลซึมตรงขอบปากถูกเช็ดได้ทันท่วงที
“รักษาตัวให้ดีขึ้นก่อน จะกลับก็กลับได้เลย” หญิงสาวจ้องมองปลายจมูกของคนพูด กวาดสายตาเร็ว ๆ มองผิวหน้าของเขาในใจเกิดความรู้สึกอิจฉา
ผู้ชายตรงหน้าผิวขาวสะอาดสะอ้าน กลิ่นกายของเขาคล้ายกลิ่นเมนทอล กลิ่นมินต์มันหอมเย็น ๆ ลอยกรุ่นอยู่ตรงปลายจมูก สดชื่นแปลก ๆ
ราบเรียบแต่ก็มีความน่าสนใจ เหมือนว่าเขาเชิญชวนให้คนมอง
เขาช่างเลือกน้ำหอมได้เข้ากับบุคลิกอาจารย์ของเขาจริง ๆ
เธอรู้ว่าเขาเป็นอาจารย์ เพราะได้ยินอาจารย์หมอที่รักษาเธอเรียกเขาว่าอาจารย์วิชและถามถึงงานที่มหาวิทยาลัย
“ฉันไม่เป็นไรแล้ว อยากกลับไปพักที่บ้านมากกว่า”
หญิงสาวตอบออกไปก่อนจะเอนกายพิงเตียงที่ถูกปรับด้วยฝีมือเขา เธอยังคงมองเขาอยู่
“บ้าน? คุณจำบ้านตัวเองได้เหรอ” เหมือนจะรับรู้ได้ถึงความปีติยินดีในกระแสเสียงของชายหนุ่ม มุมปากของหญิงสาวยกขึ้นเล็กน้อย แต่สรวิชไม่ทันเห็นมัน
“ไม่ใช่บ้านฉัน…แต่เป็นบ้านคุณ”
คำตอบของเธอทำเอาดอกเตอร์หนุ่มชะงักไป มือข้างที่กำลังจับผ้าห่มมาคลุมให้หญิงสาวค้างเติ่งอยู่แบบนั้น
“หรือคุณไม่เต็มใจ จะทิ้งกันว่างั้น?”
ทิ้ง? เขานี่นะทิ้งเธอ สรวิชเม้มปากบ่อยครั้ง เขาไม่ใช่คนที่ถือสาหรือมากเรื่องอะไร แต่เพราะหลาย ๆ คำพูดของผู้หญิงตรงหน้าทำให้เขารู้สึกไม่ดี เขาเป็นคนรักษาคำพูดและไม่ใช่คนที่ไม่มีความรับผิดชอบ
“ผมไม่ได้ทิ้งคุณ ผมบอกว่ารับผิดชอบคือรับผิดชอบ คุณไม่ต้องกังวลรักษาตัวให้หาย ขอแค่คุณหายดีผมจะสบายใจมาก ๆ”
ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดของผู้ชายที่เก็บเธอมาจากข้างถนน ทำให้หญิงสาวรู้สึกว่ากลางอกมันร้อนผ่าว
“แต่คุณจะทิ้งฉันไว้ที่โรงบาล ฉันไม่ชอบที่นี่ ถ้าเรื่องนี้ถึงตำรวจฉันคงต้องไปอยู่ที่ไหนสักที่เช่นบ้านพักคนยากไร้ ไม่มีญาติไม่มีที่พึ่ง…” หญิงสาวยังพูดไม่ทันจบด้วยซ้ำ เขาก็มองหน้าเธอแล้วส่ายหน้า
“ไม่ถึงขนาดนั้น…” เธอเอนกายเอียงตัวมองไปทางผู้ชายที่กำลังเดินหายไปในห้องน้ำ ก่อนจะออกมาพร้อมกับผ้าขนหนูและกะละมัง
เขาวางกะละมังลงบนโต๊ะข้างเตียง เอาผ้าขนหนูจุ่มน้ำบิดหมาด ๆ ก่อนจะซับลงมาที่หน้าผากเธอ เขาเช็ดเบา ๆ ลากผ้านุ่มมาเช็ดบริเวณแก้ม ลำคอ ก่อนจะแบมือมาตรงหน้า
“ผมจะเช็ดตัวให้ เมื่อกี้คุณไม่ยอมให้พยาบาลทำ” หญิงสาวชั่งใจอยู่นานสุดท้ายก็ยอมวางมือลงไปบนมือหนา เธอมองเขาที่บรรจงเช็ดตัวให้เธออย่างแผ่วเบาราวกับว่ากลัวว่าผิวกายของเธอจะถลอกมากกว่าเดิม
คนที่อยู่กับความเย็นชาหยาบกระด้างมาทั้งชีวิต รู้สึกได้ถึงความอุ่นชื้นของอุณหภูมิโดยรอบรวมไปถึงหัวใจที่เต้นแรงผิดจังหวะของตัวเองด้วย
“ไม่ถึงขนาดนั้นแล้วมันขนาดไหน” เธอไม่ยอมจบ สรวิชมองเธอแล้วเผยยิ้มบาง ๆ ก่อนจะหันไปบิดหมาดผ้าอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่หญิงสาวจับจ้องเขาอยู่นาน มันนานแบบที่รู้ว่าบนผิวหน้าของผู้ชายคนนี้มีรูขุมขนที่ละเอียดมาก
“งั้นคุณก็อยู่กับผมไปก่อน อยู่จนกว่าความจำคุณจะกลับมา”
สรวิชพูดจบก็แอบถอนหายใจแผ่วเบา คนที่จับจ้องเขาอยู่รับรู้ได้ก็ส่ายหน้ามองเขาอย่างเอ็นดู
ผู้ชายคนนี้...ไม่มีพิษมีภัยเลยสักนิด
ในเมื่อสรวิชตัดสินใจแล้วก็ตามนั้น ไม่ใช่ว่ากลัวตัวเองเดือดร้อน ถ้ามันจะมีปัญหามันก็ต้องมี และมีปัญหาแล้วมันก็ต้องแก้ไข
แต่เพราะเขาเห็นเธอแล้วรู้สึกทิ้งไม่ลง ทำแบบนั้นไม่ได้ มันไม่ใช่นิสัยของเขา
“อยู่กับคุณ...จะให้อยู่กับคุณในฐานะอะไร?” คำถามของเธอทำเอาเขาชะงักไปอีกครั้ง
เรื่องนี้สรวิชไม่ได้คิดว่าจะให้ผู้หญิงตรงหน้าอยู่ในบ้านเขาในฐานะอะไร
เขาแค่คิดว่าบ้านสองชั้นที่อยู่คนเดียวเพิ่มคนอยู่เข้าไปอีกคนก็ไม่ได้หนักหนา จนกว่าเธอจะหายดีความจำกลับมาก็ค่อยว่ากัน
ส่วนฐานะ...มันจำเป็นต้องมีด้วยเหรอ? เขาคิดว่าไม่ต้องแต่เมื่อสบตากับเธอแล้ว ฐานะก็คงต้องมีละมั้ง...
“เพื่อนก็ได้ เพื่อนจากต่างประเทศ ก็น่าจะได้อยู่” เขาหมายถึงหากมีใครถามว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับเขา เหตุผลนี้ก็คงจะจบทุกความสงสัย
“ถึงฉันจะความจำเสื่อม แต่ก็รู้ว่าไม่มีเพื่อนผู้หญิงกับผู้ชายที่ไหนอยู่บ้านเดียวกัน” สรวิชไม่รู้ว่าตัวเองจะอึ้งได้สักกี่ครั้งในวันเดียว เขามองหน้าเธอและพูดไม่ออก
“ไม่ใช่ว่าเรื่องมาก แต่คุณต้องให้สถานะฉันในการที่จะพาฉันย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านคุณ” หญิงสาวสบตาเขาแล้วพูดอย่างจริงจัง เธอก้มลงบิดข้อมือข้างที่ใส่เฝือกก่อนจะสูดปากเบา ๆ
สรวิชเหมือนคนจมน้ำ ฐานะ สถานะ…มันยังไงกันนะ
“ถ้าเป็นเพื่อน เขาก็ต้องถามว่าเพื่อนจากประเทศไหน ฉันต้องมานั่งนึกคำตอบเหรอ จากที่ฉันดู…คุณไม่ใช่คนที่จะเปิดกับทุกคนขนาดนั้น คุณคงไม่อยากให้ใครมาเซ้าซี้คุณเรื่องนี้หรอกมั้ง”
เธอหมายถึงเขาอาจจะคบคนยาก แต่คนฟังหน้าตึงไปแล้ว
“ผมไม่ใช่คนไม่มีเพื่อน…แต่เป็นคนเพื่อนน้อย และผมไม่ใช่คนขี้รำคาญ” เธอมองคนที่ตั้งใจจะปฏิเสธบอกว่าตัวเองไม่ใช่คนอย่างที่เธอคิดเองเออเอง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาดังเดิม
“ฉันจะอยู่กับคุณในฐานะคนรัก จะมาจากประเทศไหนฉันให้คุณไปคิด คิดเสร็จแล้วก็มาบอกฉัน บอกคนอื่นว่าเราจะอยู่ด้วยกันสักพักหนึ่ง ฉันอยากใช้เวลากับคุณเพราะเราไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน”
“...”
“แบบนี้น่าจะได้ ทำไมทำหน้าแบบนั้นหรือว่าไม่ได้? คุณมีแฟนแล้ว? มีภรรยาแล้ว?”
“ไม่…ผมยังไม่แต่งงาน”
“งั้นก็ดี ฉันจะได้สบายใจหน่อย”
สรวิชสบเข้ากับนัยน์ตาหงส์คู่ตรงหน้า ในอกของเขาคล้ายมีเสียงดังสนั่นของอะไรสักอย่างที่ระเบิดคล้ายพลุ
วิธีการแยบยลที่ใช้ในการหลอกถาม สรวิชคิดว่านี่อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญ อาจจะมีบางส่วนในความคิดของเธอที่ไม่ได้ถูกลืมไปเป็นความเคยชิน หรืออาจจะเป็นสารในสมองทำให้โต้ตอบกับเขาได้แบบนี้
หากนี่คือการหลอกถาม เขาไม่อยากจะเชื่อว่ามันมาจากคนที่ความจำเสื่อม ทุกอย่างคงเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
เธออยากจะรู้ว่าเขามีครอบครัวแล้วหรือยัง จึงตั้งคำถามล้อมคำตอบเอาไว้ และสุดท้ายเขาก็ตอบมันออกไป
หากไม่เจอเธอในสภาพใกล้ตายเขาอดคิดไม่ได้ว่านี่…คงมีใครสักคนวางแผนเรื่องทั้งหมดนี่ขึ้นมา
ชายหนุ่มหลุบสายตา คว้ากะละมังเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ
หญิงสาวเจ้าของนัยน์ตาเฉยชามองตามไป มุมปากของเธอยกขึ้นก่อนเมินมองออกไปนอกหน้าต่างของโรงพยาบาลแห่งนี้
ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอคนหน้าตาดี แต่ไม่เคยเจอใครที่ดูเป็นคนดี เป็นคนที่ดีแบบที่สัมผัสจากเนื้อนอกและเนื้อใน
แม้จะไม่ได้อยากตัดสินคนแค่เพียงเวลารวดเร็ว แต่ครึ่งใจก็เชื่อไปแล้วว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่คนที่คิดร้ายกับใคร
หากเทียบกับเธอแล้ว สรวิชคนนี้…เป็นคนที่ดีมากเกินไปจริง ๆ
