ตอนที่ 9 ไม่ได้ขออนุญาต
ช่วงบ่าย
พราวฟ้านั่งแปลงานนิยายต่างประเทศอยู่ในห้องทำงานส่วนตัวที่กวินธรจัดเตรียมไว้ให้ สักพักเธอก็ได้ยินเสียงขุดเจาะปนกับเสียงกะเทาะพื้นทำให้ไม่มีสมาธิจึงลุกเดินไปดูตามต้นเสียงเห็นคนงานหลายคนกำลังเกลี่ยปูเหล็กดัดและรถปูนเตรียมเทบริเวณสวนทั้งหมด
“เสียงดังหน่อยนะคะคุณพราว คุณวินจ้างช่างมาเยอะคาดว่าวันพรุ่งนี้ก็เสร็จแล้วค่ะ” แม่บ้านพรถือถาดขนมและชามาเสิร์ฟให้กับคุณผู้หญิงของบ้าน
“ทำไมอยู่ ๆ ถึงเอาปูนมาเทแทนสนามหญ้าคะ”
“ทราบว่าเมื่อเช้าคุณวินเจองูค่ะ ปกติก็เจองูบ้างนะคะแต่คราวนี้คุณวินสั่งให้ปูพื้นกระเบื้องเซรามิกกันลื่นทั้งหมดเลย คงจะเบื่อที่งูเข้ามาใกล้บริเวณบ้านบ่อย ๆ ค่ะ” แม่บ้านพรค่อย ๆ รินน้ำชาลงแก้วทีละนิด พราวฟ้าจึงเข้าใจว่าเขาตั้งใจเปลี่ยนพื้นรอบบ้านมานาน ช่างน่าเสียดายที่เธอจะไม่มีสนามเขียวชอุ่มไว้ให้มองอีก.....
กวินธรนั่งทำงานอยู่ในห้องของออฟฟิศเหนือห้องสรรพสินค้า ระหว่างคลิกเข้าตรวจสอบงานในโน้ตบุ๊คสายด่วนจากคุณหญิงแม่ก็ติดต่อเข้ามา
“ครับคุณแม่”
“แม่พึ่งรู้ว่าวินให้คนงานเข้ามาปูพื้นใหม่รอบบ้านแทนสนามหญ้า?”
“ครับ”
“วินชอบมองต้นไม้กับสนามหญ้าสีเขียวไม่ใช่เหรอลูก ถ้าอยากเพิ่มพื้นที่ทำไมไม่บอกแม่จะได้ถมพื้นที่หลังบ้านต่อรั้วออกไปให้” จรัสดาวเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ผมเจองูในสนามหญ้าบ่อย ๆ เลยอยากให้บ้านโล่งพื้นเซรามิกสีเรียบจะทำให้เราเห็นได้ทั่วถึงว่ามีอะไรซ่อนอยู่ตรงไหน” เสียงทุ้มเรียบนุ่มลึกไปพร้อม ๆ กับนั่งตรวจงานในโน้ตบุ๊คไปด้วย
“ปูพื้นใหม่ทั้งสนามเพราะงูตัวเดียว ไหนคนสวนบอกว่าเป็นแค่งูแสงอาทิตย์ไม่มีพิษไง”
“ผมไม่แน่ใจว่าจะมีสายพันธุ์เดียว ถ้าวันไหนผมไม่อยู่บ้าน พราวโดนงูฉกใครจะช่วยทัน”
“ห่วงลูกเจ๊กนั่นว่างั้น” จรัสดาวเสียงเหวี่ยงเมื่อรู้สาเหตุมาจากความห่วงใยภรรยาของลูกชาย
“แค่ทำตามหน้าที่ครับ ตอนนี้เธออยู่ในปกครองของครอบครัวเราก็ต้องดูแลลูกสาวเขาให้ดีจะได้ไม่มีใครมาว่าได้”
“งั้นก็ตามใจบริเวณบ้านหลังนั้นเป็นของลูกอยู่แล้วอยากจะทำอะไรก็ทำถ้าหย่ากันจะกลับมาทำสนามหญ้าใหม่ก็ย่อมได้” จรัสดาวยังไม่วายค่อนแคะไปถึงลูกสะใภ้คนรองเข้ามาอยู่บ้านแค่สองวันก็เกิดการเปลี่ยนแปลง.....
หนึ่งอาทิตย์หลังจากเข้ามาอยู่ในเรือนหอ
พราวฟ้ารู้สึกคุ้นชินกับความเงียบสงบเธอจะหลงใหลอยู่กับการทำงานของตัวเองเป็นวัน ๆ ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมพบปะใคร ความสัมพันธ์ของสามีภรรยาเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ได้เจอหน้ากันตอนรับประทานอาหารเช้าและเย็นจากนั้นก็แยกย้ายกันอยู่ในพื้นที่ส่วนตัว
ช่วงเย็นหลังเลิกงาน
กวินธรถือกล่องช็อกโกแลต,ช็อกโกเลตแบรนด์โปรดของภรรยามากล่องใหญ่เข้ามาในตัวบ้านเห็นพราวฟ้ายืนรอส่งยิ้มหวานให้กับเขา
“ยิ้มแบบนี้จะเอาอะไร?”
“แค่ยิ้มก็รู้เลยเหรอคะ” หน้าสวยยิ้มกว้างสดใสเกินพอดี
“ก็มันแปลก” คิ้วเข้มเลิกขึ้นเดินเลี่ยงหนีอาการผิดปกติ พราวฟ้าเดินย่องตามไปไม่ห่าง
“คืออย่างนี้ค่ะ แจมเพื่อนพราวมีงานล่ามมาเสนอให้จะบินไปเป็นล่ามให้นักธุรกิจที่เกาหลีห้าวัน”
“แล้ว...”
“อยากไปค่ะ ได้ค่าจ้างประมาณแปดหมื่นและก็ได้เที่ยวฟรีกินฟรีด้วย”
“ไม่ต้องไป เงินแค่นี้พี่ก็ให้ได้” เขาหันขวับดึงหน้าตึงก่อนจะหยิบสมาร์ตโฟนออกมาจากกระเป๋ากางเกง
“ทำงานหาเงินเองกับขอสามีมันไม่เหมือนกันนะคะ” หน้าสวยง้ำงอถูกคำสั่งห้ามทั้งที่เธอเคยไปทำงานงานล่ามที่ต่างประเทศมาแล้ว
“ติ้ง!” เสียงข้อความเข้าสมาร์ตโฟนของพราวฟ้า เธอเห็นเขามองสมาร์ตโฟนในมือเธอเลยยกขึ้นมาเปิดดูมีรายการโอนเงินเข้าบัญชีสามแสน
“พอมั้ย ค่าจ้างที่ไม่ต้องไป”
“แต่พราวอยากไปเที่ยว” พราวฟ้าห่อไหล่หน้าเซ็ง
“พราวอยากไปเที่ยวที่ไหนพี่ก็พาไปได้”
“เมื่อไหร่ที่พี่จะมีเวลาให้พราวคะ วัน ๆ ก็ทำงานหนักตลอดกว่าเราจะได้เที่ยวด้วยกันคงใกล้ครบกำหนดเลิกพอดี” เสียงหวานกระเง้ากระงอดตัดพ้อรู้ว่าเขาไม่ค่อยมีเวลาเลยอยากไปเที่ยวด้วยตัวเองไม่ต้องเซ้าซี้เขา
“พี่ไม่อยากให้ไป” เสียงทุ้มอ่อนลงไม่ได้อยากบังคับแต่เป็นห่วงหากเธอต้องเดินทางไปอยู่ที่อื่นหลายวันไกลจากสายตาเขา
“พราวแค่มาบอกพี่ไม่ได้ขออนุญาต อีกอย่างพราวรับปากทางนั้นแล้วว่าจะไป” พราวฟ้าหน้างอหันหลังเดินโมโหที่ถูกสามีควบคุมหารู้ไม่ว่าเขาห่วงใย กวินธรถอนหายใจก้มมองถุงช็อกโกแลตตั้งใจซื้อมาฝากเพื่อปรับความเข้าใจลดช่องว่างระหว่างเธอกับเขาแต่ดูเหมือนว่ามันจะหมดประโยชน์..........
