ตอนที่ 4 อย่าท้าทายระบบ
หลังจากจิบชายามบ่าย สองสามีภรรยาจึงได้กลับมาบ้านสไตล์โมเดิร์นหลังใหญ่ที่เป็นดั่งเรือนหอของทั้งคู่
พราวฟ้าลงจากรถแม่บ้านกำลังช่วยยกกระเป๋าสัมภาระเข้าไปในตัวบ้าน เธอมองบรรยากาศรอบ ๆ รายล้อมไปด้วยสนามหญ้าต้นไม้ประดับร่มรื่นมีสระว่ายน้ำผสมผสานกับตัวบ้านซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นกระจกบานกว้างเห็นภายนอกได้ชัดเจน
“เล่นมุกเดิมตลอด” กวินธรสอดมือล้วงกระเป๋ากางเกงยีนมองเธอนิ่ง ๆ พราวฟ้าหันมองงงไม่เข้าใจที่เขาพูด
“คะ”
“ก็พราวชอบเอาความสดใสมาหลอกคนรอบข้างให้หลงเชื่อว่าแสนดี”
“พึ่งรู้นะคะว่าความจริงใจของพราวถูกมองในแง่ลบ” คิ้วเรียวเลิกขึ้นขำตรรกะแปลก ๆ ของสามี
“พี่ดูออกว่าพราวกำลังประเลาะคุณหญิงแม่”
“พราวต้องอยู่ที่นี่อีกเป็นปีเลยอยากปรับตัวให้เข้ากับคนในครอบครัวของพี่ได้ในฐานะสะใภ้คนหนึ่ง”
“ไม่ต้องลำบากทำความรู้จักสนิทสนมกับครอบครัวพี่ พราวแค่อดทนอยู่ให้โปรเจคความร่วมมือของสองบริษัทที่จะสำเร็จภายในเวลาสองปีก็พอ มันไม่ได้นานเกินไปพี่หวังว่าพราวจะทนไหวไม่แอบย่องไปเจอดาราคนนั้นตอนที่เรายังเป็นสามีภรรยากัน”
“ทำไมพราวต้องทนคนเดียวด้วยคะ ทีพี่วินยังไปหาผู้หญิงคนอื่นได้พราวก็ทำได้เหมือนกัน”
“อย่าท้าทายระบบพี่” ใบหน้าหล่อเคร่งขรึมจ้องเธอด้วยสายตาน่าเกรงขาม
“พี่วินไม่ได้มีระบบเป็นคนเดียวหรอกค่ะ” พราวฟ้าหน้างอสะบัดหน้าเดินหนีเขาไปเฉย ๆ กวินธรนิ่วหน้าคิ้วขมวดไม่คิดว่าเธอที่มีความอดทนฟังให้แม่เขาถากถางได้จะกล้ามาต่อกรกับเขา......
ช่วงเวลาอาหารเย็นเวลาหกโมงตรง
ทุกคนในครอบสกุลดิลกพิทักษ์มาร่วมรับประทานอาหารกันพร้อมหน้าพร้อมตาคุณพ่อประศักดิ์ คุณหญิงจรัสดาว หัสวีร์และภรรยาลัดดาวรรณกับลูกชายน้องพลวัยห้าขวบ กวินธรกับพราวฟ้าและเปรมพิชาน้องสาวคนเล็กพึ่งเรียนจบจากต่างประเทศและเดินทางกลับมาไทยในวันแต่งงานของกวินธร
อาหารฝีมือคุณหญิงจรัสดาวถูกจัดเตรียมไว้หลากหลายเมนู ทุกคนต่างชื่นชมฝีมือการทำอาหารของคุณหญิงแม่ไม่เว้นแม้แต่พราวฟ้านอกจากคำชมแล้วยังรับประทานอาหารเยอะและรับข้าวเปล่าเพิ่มถึงสองจาน ทำเอาคนปรุงอาหารนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เอ็นดูลูกสะใภ้คนใหม่
หลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จสิ้น
สามพี่น้องและคนในครอบครัวนั่งบนโซฟาในห้องรับรองขนาดใหญ่ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่ขึ้นไปอาบน้ำสวดมนต์กันแล้ว
“เราจะทำงานเลยไหมพี่จะได้ดูตำแหน่งงานให้?” หัสวีร์เอ่ยถามน้องสาวในระหว่างที่เล่นของเล่นกับลูกชาย
“ยังค่ะ พิชาอยากเรียนภาษาจีนต่อ”
“พราวน่าจะสอนได้นะ” กวินธรมองไปทางภรรยาที่มีความสามารถพูดได้หลายภาษาอีกทั้งยังเป็นล่ามและรับแปลทั้งงานเขียนและนิยายต่างประเทศ
“อย่าเลยค่ะ พิชาอยากไปเรียนที่ถิ่นจีนจะได้ไปกรี๊ดไปตีตี้ด้วย” เปรมพิชายิ้มเขินบิดตัวไปมาทำให้พี่ ๆ สงสัยแต่กวินธรหน้าบึ้งตาขวางมองไปทางภรรยาทันทีที่ได้ยินชื่อ
“ใครกันตีตี้?” ลัดดาวรรณยิ้มกว้างเอียงคอถามน้องสามี
“เป็นซูเปอร์สตาร์ไทยไปดังที่จีนค่ะ ชื่ออชิระ หรืออชิ แฟนคลับตั้งชื่อน่ารัก ๆ ว่าตีตี้”
“ดูจากท่าทางของพิชาแล้วคงหล่อมาก” หัสดินแกล้งแซวน้องสาวบิดจนตัวจะงอ
“คนนี้เจ้าของฉายาลูกรักพระเจ้าเลยค่ะ นี่ไงคนอะไรก็ไม่รู้หล่อยันนิ้วมือเลย” เปรมพิชารีบเปิดหน้าจอสมาร์ตโฟนให้ลัดดาวรรณดู
“โห หล่อมากจริงด้วยไม่น่าล่ะพิชาถึงได้เคลิ้ม” ลัดดาวรรณเห็นด้วยในความหล่อเหลาจึงยื่นหน้าจอส่งให้สามี
“พี่ว่าหน้าตาหล่อคล้ายวินเลยนะแต่เขาผิวขาวสว่างกว่า” หัสวีร์พิจารณาโครงหน้ายาวสันกรามชัดคิ้วเข้มดวงตาโตจมูกโด่งริมฝีปากเล็กแล้วเหลือบมองใบหน้าของกวินธรที่ทั้งหล่อคมละมุนในคนคนเดียว
“พี่วินก็หล่อค่ะแต่ตีตี้มีอร่ามากกว่าอย่างกับกินแสงเข้าไปทุกวัน” เปรมพิชายังนั่งชื่นชมยกย่องสุดฤทธิ์ไม่ได้ทันสังเกตหน้าพี่ชายคนรองที่จ้องมองภรรยาตาไม่กะพริบ พราวฟ้าก้มหน้างุดไม่อยากสบตาสามี
“อ้อ พี่พราวตอนคุณแม่ดูโปรไฟล์พี่พราวก่อนแต่งงานน้องจำได้ว่าพี่พราวเคยเรียนโรงเรียนเดียวกันกับตีตี้ด้วย ตอนนี้พี่พราวอายุยี่สิบห้าเท่ากับตีตี้เลยแสดงว่าเคยเรียนชั้นเดียวกันใช่ไหม”
“เป็นเพื่อนร่วมรุ่นค่ะ เคยเจอกันบ้าง” พราวฟ้าตอบอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่เต็มเสียง
“ตอนเรียนหล่อมากมั้ยคะ?”
“ก็ค่ะ หน้าตาดีโดดเด่นตั้งแต่ตอนเรียน”
“หูย....น่าอิจฉาจังได้เรียนที่เดียวกันด้วย ว่าแต่พี่พราวเคยไปมีทแอนด์กรีทตีตี้บ้างไหมคะ”
“ไม่ค่อย...ไม่ใช่แนวพี่สักเท่าไหร่” หน้าสวยชะงักมองไปทางสามีอย่างประหม่าก่อนจะสะดุ้งเพราะเสียงแก้วกระทบจานรอง
“เกร๊ง!” แก้วน้ำชาถูกวางกระแทกเสียงดังและแตกร้าวน้ำไหลนองจานรองที่ร้าวจากการกระทบ ทุกคนหันขวับมองด้วยความตกใจ
“ขอโทษที วางแรงไปหน่อย” กวินธรเสียงเรียบนิ่งแม้ในใจขุ่นเคืองโมโหที่ตัวเองถูกเอาไปเปรียบเทียบกับคนรักเก่าของภรรยา พราวฟ้าถอนหายใจยาวกลืนน้ำลายหนืดอึดอัดเมื่อไหร่ที่มีเรื่องของอชิระเข้ามาจะทำให้กวินธรเปลี่ยนโหมดดุกับเธอเสมอและไม่รู้ว่าหลังจากกลับบ้านเธอจะต้องเจอกับอะไร.........
