#####บทที่ 4
"ฉันเป็นแม่ของลูกคุณ ฉันต้องการให้คุณรับผิดชอบลูกของเรา"
เขายกฝ่ามือขึ้นเกาหัวแกรก ๆ "เฮ้ย!! ใครปล่อยให้คนบ้าเข้ามาในผับวะ เอาไปส่งโรงพยาบาลจิตเวชดิ้"
"ฉันไม่ได้บ้านะคะ" อีกฝ่ายรีบโต้แย้ง ก่อนที่เขาจะพาลเข้าใจผิดว่าเธอเป็นพวกสติไม่สมประกอบเข้าไปใหญ่
"ไม่มีคนบ้าที่ไหน ยอมรับว่าตัวเองบ้าหรอก"
จะให้เขาคิดเห็นเป็นอื่นไปได้อย่างไรกัน คนดี ๆ ที่ไหน จู่ ๆ จะเดินเข้ามาบอกคนแปลกหน้าว่าเป็นแม่ของลูก และต้องการให้รับผิดชอบลูกของเรา เขาไม่รู้จักเธอเสียหน่อย แล้วเขาจะไปทำเธอท้องจนมีลูกด้วยกันได้ยังไง
นอกเสียจากคนบ้าสติไม่สมประดีแล้ว เห็นทีก็คงจะไม่มีใครทำเรื่องน่าอายพวกนี้ได้ลง
หน้าตาอีกฝ่ายก็ออกจะสะสวย ผิวพรรณดี รูปร่าง สัดส่วน ไม่มีส่วนใดที่ด้อยไปกว่าผู้หญิงปกติเลยสักนิด แต่ไม่รู้ทำไมถึงได้กลายเป็นคนสติไม่ดีไปได้
เขาจินตนาการไปเองว่าคงเพราะโดนผัวทิ้งละมั้ง ทิ้งตอนที่กำลังตั้งท้องก็เลยคิดว่าผู้ชายทุกคนเป็นผัวตัวเอง แล้วก็เดินไปบอกเขาไปทั่วว่าให้ช่วยรับผิดชอบเด็ก
"ฉันไม่ได้บ้าจริง ๆ"
"นี่มันเรื่องอะไรกันครับ ผมว่าน่าจะมีอะไรเข้าใจผิดหรือเปล่า?" วาคิมเดินเข้ามายืนเคียงข้างเพื่อนสนิท เพราะดูท่าแล้วสถานการณ์นี่มันมีกลิ่นแปลก ๆ ชอบกล
"นั่นน่ะสิครับ เพื่อนพี่ไม่รู้จักน้อง แล้วจะไปทำน้องท้องได้ยังไงครับ" ต้นไม้เดินเข้ามาเสริมทัพด้วยอีกคน เขารู้จักไอ้มังกรดี ถึงแม้มันจะเป็นคนสำส่อน แต่มันก็รู้จักป้องกันตลอด และที่สำคัญมันเป็นลูกผู้ชายพอ กล้าทำ ก็กล้ารับผิด ถ้าเคยได้แล้ว ก็บอกว่าได้ ไม่คิดปิดบังเหมือนไอ้มาร์ตินที่แอบกินตับน้องสาวเขาแบบลับ ๆ มาร่วมปี ๆ หรอก
"ไม่เข้าใจผิดหรอกค่ะ เข้าใจถูกนี่แหละ ตอนนี้ฉันกำลังมีปัญหา ฉันจึงอยากจะขอเรียกร้องสิทธิ์ในฐานะแม่ของลูก ให้คุณช่วยรับผิดชอบลูกของเราหน่อย"
ผู้หญิงคนนั้นพูดจาวกวนจนฟังความไม่เข้าใจ จับใจความไม่ได้ ราวกับคนสติไม่สมประกอบจริง ๆ
"นี่เธอ บ้าไปแล้วเหรอไง! ฉันบอกว่าฉันไม่เคยรู้จักเธอ ไม่เคยเห็นแม้กระทั่งหน้า ฉันจะไปทำเธอท้องได้ยังไง!" ชายหนุ่มเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง "ใครอยู่ด้านนอก มาเอาคนบ้ากลับไปส่งโรงพยาบาลหน่อย!!" แล้วตะโกนโหวกเหวกโวยวาย ร้องเรียกหาบอดี้การ์ด
"คุณจำผู้หญิงที่คุณนอนด้วยเมื่อห้าปีที่แล้วได้ไหม!!" เธอไม่มีทางเลือก ไม่เช่นนั้นหากรอช้าไปมากกว่านี้ เธอคงได้ถูกบอดี้การ์ดจับโยนออกไปด้านนอกแน่ ๆ เช่นนั้นความหวังที่เธอจะให้พ่อของลูกรับผิดชอบชีวิตลูกของเธอ คงเหลือน้อยนิดลงเรื่อย ๆ "ผู้หญิงที่คุณพลาดมีอะไรด้วยที่ผับชลาลัย ผู้หญิงคนนั้นคือฉันเอง..."
นั่นทำให้มังกรหยุดชะงัก เพราะมันเป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นกับเขาจริง แต่มันนานมากแล้ว นานจนเขาแทบจะลืมไปด้วยซ้ำว่าครั้งหนึ่งเขาเคยมีอะไรกับผู้หญิงคนนั้น 'ผู้หญิงบริสุทธิ์คนแรก และคนเดียวในชีวิตตั้งแต่ที่เขาเคยเจอมา'
ย้อนกลับไปเมื่อห้าปีก่อน
วันนั้นเป็นวันเลี้ยงฉลอง ส่งท้ายปีการศึกษา ในวาระที่เขาและผองเพื่อนกอดคอกันโดดเรียนบ้าง เข้าเรียนบ้าง ตามแก้ ถูไถจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกได้สำเร็จ
วันนั้นเขาเมามาก ดื่มหนัก ซัดเพียว ๆ ไปหลายแก้ว เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้เดินเข้าผับแบบสง่าผ่าเผย ไม่ต้องแอบหลบซ่อนย่องเข้าหลังร้านเหมือนที่ผ่าน ๆ มา
"ไอ้มังกรอย่ายอม สู้มัน! สู้" เสียงเชียร์ของเพื่อน ๆ ต้นไม้ วาคิม มาร์ติน ดังลั่น ส่งเสียงร้องแห่ให้กำลังใจเขาที่กำลังแข่งกินเหล้าเพียว ๆ กับ 'ชาคริต' คนที่เคยมีเรื่องชกต่อย ไม่ลงรอยกันมาตลอด เพียงเพราะ 'ส้ม' ผู้หญิงที่มันชอบดันมาชอบเขา
"กูไม่ยอมอยู่แล้ว!" เขายกกระดกรวดเดียว แล้วหันไปยักคิ้วหลิ่วตาให้ชาคริตที่กำลังยืนกุมโต๊ะอยู่ฝั่งตรงข้าม
ยอมรับว่าอีกฝ่ายค่อนข้างจะคอแข็งไม่น้อย ต่อสู้ตาต่อตา ฟันต่อฟัน กันมาอย่างดุเดือดเกือบยี่สิบนาทีแล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะล้มลงเลยสักนิด
"กูก็ไม่ยอมมึงหรอก!" ทว่า เฮือกนี้ที่ชาคริตกระดกดื่ม ร่างหนาเริ่มเซถลาเล็กน้อย มือหนาต้องรีบค้ำยันโต๊ะเอาไว้เพื่อพยุงสังขารของตนเองที่ร่อแร่เต็มที
"งั้นก็อีกยก!"
"มา!"
ยกซดสลับกันไปมาจนเวลาล่วงเลยผ่านไปประมาณเกือบสี่ทุ่ม และท้ายสุดแล้วผู้ที่ชนะในการพนันครั้งนี้ก็คงเป็นใครไปไม่ได้ นอกเสียจาก "มังกร"
แม้ทั้งคู่จะเริ่มเมามาย พยุงตัวไม่อยู่ มึนศีรษะคล้ายบ้านหมุนไม่ต่างกัน ทว่าชาคริตก็เป็นฝ่ายที่ล้มลงไปก่อน ชัยชนะจึงตกเป็นของมังกร!!
"กูยอมแพ้มึงแล้ว"
"ก็แค่นั้น ให้มันรู้ซะบ้างว่าใครเป็นใครนะไอ้น้อง!" เขาเดินเข้าไปตบบ่า ยกไหล่ ยักคิ้วหลิ่วตายียวนกวนประสาทอีกฝ่ายตามประสาเด็กวัยรุ่นเลือดร้อนสมัยนั้น
"เดิมพันของมึง อยู่ในห้อง" ชาคริตพูดพร้อมกับยัดกุญแจห้องหมายเลข 206 ส่งให้เขา "หอพักพิลัยพร ข้าง ๆ ผับนี้เอง"
"อะไรของมึง??" มังกรขมวดคิ้วถาม รับกุญแจที่มีพวงกุญแจหมายเลขห้องขึ้นมาดูด้วยความฉงน "คือ คืออะไร"
"รางวัลเดิมพันของมึงไง กูเตรียมตัวแจ่ม ๆ ไว้ให้มึงละ รับรองได้เลยว่ามึงต้องชอบ และไม่มีวันลืมลงแน่นอน"
มังกรจ้องมองชาคริตด้วยความเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทั้งคู่เป็นศัตรูไม่ชอบขี้หน้า และมีเรื่องชกต่อยกันมาก่อนนับครั้งไม่ถ้วน แล้วจะให้เขามั่นใจได้อย่างไรวันนี้ไม่ใช่แผนการของอีกฝ่ายที่ทำให้เขาต้องตกหลุมพราง
"เออ ขอบจายเว้ยเพื่อน" แต่เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ที่มันทำให้สติสัมปชัญญะ และกระบวนการคิดไตร่ตรองอย่างรอบคอบ ขาดหายไป
เขาตบปากรับคำ รับกุญแจห้องหมายเลขดังกล่าว แล้วเดินออกไปขึ้นรถเพื่อมุ่งหน้าสู่หอพักพิลัยพรทันที
เมื่อมาถึงหน้าห้อง ชายหนุ่มก็ใช้กุญแจไขเข้าไปได้ใน พบว่าภายในห้องมืดสนิท เงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงใด ๆ ทั้งสิ้น ได้ยินเสียงฝีเท้าผ่อนหนักผ่อนเบาของเขาที่กำลังเดินก้าวย่างเข้าไปยังจุดหมายปลายทาง นั่นก็คือ 'เตียงนุ่ม'
เขาเอื้อมมือขึ้นเปิดโคมไฟหัวเตียงเพื่อให้แสงสีเหลืองส้มสลัว ๆ สร้างบรรยากาศบทเซ็กซ์อันเร่าร้อนให้ดุเดือดเลือดพล่าน มองเห็นคนใต้ร่างโยกย้ายไปมา
ร่างเล็กสวมใส่ชุดเสื้อเชิ้ตแขนยาวตัวบางกำลังนอนหลับอยู่บนเตียง ผิวกายขาวของเธอเนียนประหนึ่งน้ำนม กลิ่นหอมลอยฟุ้งขึ้นมาแตะปลายจมูกผสมกับฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จนทำให้เขาไม่สามารถยับยั้งอารมณ์ได้
ปล่อยให้ร่างกายแนบชิดสนิทใกล้เชยชมความหอมหวานจากกายสาวตลอดค่ำคืนจนกระทั่งถึงรุ่งสาง บทเซ็กซ์อันเร่าร้อนจึงค่อย ๆ สงบลง
มังกรตื่นขึ้นมาในยามเช้าตรู่ก็พบว่าคนข้างกายหายไปแล้ว เขาจึงพึงคิดว่าเมื่อเธอทำหน้าที่เสร็จก็คงกลับออกไปอย่างเด็กคนอื่น ๆ ที่เขาเคยเรียกมาใช้บริการ
"มึนหัวฉิบหาย!" เลื่อนฝ่ามือขึ้นใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่โป้งนวดคลึงขมับเบา ๆ เมื่อคืนเขาดื่มหนักมากจริง ๆ ทั้งแบบผสมและแบบเพรียวจนทำให้รุ่งเช้าของวันนี้มันวิงเวียนไปหมด
"ห้ะ ผู้หญิงคนนั้นซิงเหรอวะ" สายตาเดินเหลือบไปเห็นเลือดสีแดงที่หยุดอยู่บนผ้าปูที่นอนสีขาวสะอาดบ่งบอกว่าผู้หญิงที่เขามีอะไรด้วยเมื่อคืนนี้ยังบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่เคยผ่านมือใช้ใดมาก่อน
เขาเป็นคนแรกของเธอ...งี้เหรอวะ
ภายในหัวเขามันเต็มไปด้วยคำถามมากมายว่าทำไมผู้หญิงบริสุทธิ์ผุดผ่องถึงได้มาทำงานประเภทนี้ ประเภทที่ใช้รวมร่างของตนเองหากิน
"ช่างเหอะ ไอ้ชาคริตคงจ่ายหลายบาทแน่" แต่เพราะเป็นเขาตอนนั้น ตอนที่ยังเป็นเด็กวัยขบเผาะ นึกเสียว่าการได้ดื่มด่ำพรหมจรรย์ของใครสักคนคือเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ จึงไม่ได้คิดอะไรปล่อยเลยตามเลยให้วันเวลามันผ่านพ้นไป
