บท
ตั้งค่า

2 : ความจริง

“รีบอาบน้ำอาบท่าได้แล้ว” ปู่ย้ำ

“คร้าบบบบ”

“คร้าบแล้วก็เร็วๆ สิ”

โธ่... ปู่นะปู่...

ผมย่นจมูกด้วยความขัดใจแต่ก็รีบลุกถอดกางเกงนอนเหลือแต่บ็อกเซอร์ตัวเดียวแล้วหยิบผ้าเช็ดตัวที่พาดย่นยู่บนราวแขวนหน้าประตูมาพันเอวแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเช็คข้อความก่อนจะถือติดมือออกมาด้วยความเคยชิน ปู่ส่ายหน้าและส่งแววตาระอามายังผมอีกตามเคย

“จะไปอาบน้ำยังเอามือถือเข้าไปอีก ระวังมันตกน้ำแล้วจะมาบ่นอีกล่ะ”

“ฮะ” ผมตอบสั้นๆ รีบเข้าห้องน้ำลงกลอนประตูแล้วมานั่งเช็คยอดวิวยูทูปที่ผมลงคลิปใหม่เมื่อคืน

ว้าว! ว้าว! ว้าว!

วันนี้ยอดวิวโคตรดีเลยแฮะ…

ผมอารมณ์ดีขึ้นมาทันตา รีบเลื่อนอ่านคอมเมนต์ดูว่าผลจากที่ลงคลิปไว้เป็นไงบ้าง กระทั่งมาเห็นคอมเมนต์หนึ่งที่คุ้นเคย

...หนูชอบเพลงนี้มากเลยค่ะ เพลงของพี่ฮีลใจหนูสุดๆ หนูไม่อาละวาดเหมือนทุกที พ่อก็ไม่ดุ หนูอยากเล่นเพลงนี้เป็นจัง พี่ลงคลิปสอนเล่นเพลงนี้ด้วยนะคะ...

ฮารุ...

เธอจะเป็นเด็กแบบไหนกันนะที่ชอบฟังเพลงของผม คอมเมนต์ของเธอทำให้ผมอิ่มเอมใจได้โดยที่ยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยด้วยซ้ำ เธอมักจะมาคอมเมนต์ใต้คลิปทุกครั้งและมันทำให้ผมฝันอยากเป็นครูสอนเปียโน

แต่...

ผมเหลียวมองรอบห้องน้ำแล้วได้แต่คอตก อ่างล้างหน้าเก่าๆ ที่ก๊อกพังน้ำไม่ไหล ฝักบัวที่เจ๊งไปตั้งเป็นเดือนแต่ผมก็ยังไม่ได้ซ่อมจนน้ำหยดติ๋งๆ น่ารำคาญ ถังน้ำสีเขียวไข่กาเต็มไปด้วยคราบไคล พื้นห้องน้ำเต็มไปด้วยรอยร้าวของกระเบื้องที่ผุกร่อน

ดูสภาพผมตอนนี้สิ...

นี่แหละ สาเหตุที่ผมอยากทำงานเก็บเงินให้ได้เยอะๆ เพื่อจะทำให้ปู่กับผมมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผมอยู่กับปู่สองคนในตึกแถวเล็กๆ อายุกว่าสี่สิบปีที่ทั้งเก่าซอมซ่อและโบราณกว่าตึกแถวอื่นที่อยู่ล้อมรอบตลาด หากเปรียบไปแล้วตึกหลังนี้ก็คือความล้าหลังทางด้านทัศนียภาพท่ามกลางความเจริญที่รายล้อมเข้าประชิดโดยไม่ทันตั้งตัว ไม่ทันไรก็รู้สึกเหมือนถูกทิ้งไว้ข้างหลังยังไงยังงั้น

แล้วร้านของปู่ชื่อ ‘ร้านทันสมัย’ ในตึกแถวล้าสมัยก็กำลังรอวันที่จะปิดตัวลงเพราะภาวะเศรษฐกิจเต็มที ผมฝันว่าสักวันจะพาปู่ออกไปจากท้ายตลาดแห่งนี้แล้วเริ่มต้นชีวิตดีๆ ด้วยกันสองคนกับปู่ แต่มันจะมีวันนั้นไหมนะ

ถ้าผมไม่ไปงานเลี้ยงคืนนั้น ไม่ต้องเจอพวกนั้น ชีวิตผมคงจะดีกว่านี้ เหมือนหนีเสือปะจระเข้แท้ๆ

ป่านนี้หมอนั่น ไอ้นักบุญใจบาปคนที่ทำให้ผมรู้สึกแย่คนนั้นมันไปอยู่ที่ไหน

ช่างเถอะ!

ผมจะลืมให้สิ้น...

เขาเป็นใครผมยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เรื่องของผมกับเขามันเกิดขึ้นรวดเร็วเสียจนไม่ทันตั้งตัว ผมได้แต่หวังว่าเราคงไม่ต้องโคจรมาเจอกันอีก

แต่ดูเหมือนทฤษฎีโลกกลมยังใช้ได้ เพราะวันหนึ่งผมก็ได้เจอกับเขา...

ผมชื่อ “คีตา” หรือที่ใครต่อใครเรียกกันสั้นๆ ว่า “คี” ผมอายุ สิบเก้าปี ตอนนี้ทำงานอยู่ที่ร้านสูททันสมัยของปู่

ผมยังไม่ได้เรียนต่อหลังจบ ม.6 ไม่ใช่เพราะผมไม่รักเรียน แต่ถึงอยากเรียนผมก็ต้องประมาณตนเองก่อน ผมไม่อยากเป็นภาระของปู่อีก ปู่ของผมอายุตั้งเจ็ดสิบสี่ปีแล้ว ผมไม่อยากให้ปู่ต้องมาลำบากเพราะผม และผมเองก็ไม่เดือดร้อน

ผมทำงานที่ร้านสูท เวลาว่างๆ ก็รับจ้างเข็นของให้พ่อค้าแม่ขาย เรียกง่ายๆ ว่าเป็นเจเนอรัลเบ๊ประจำตลาด ใครใคร่ใช้ก็เรียกหา ผมทำงานแลกกับเงินเพื่อเก็บเป็นทุนไว้เรียนต่อโดยไม่ต้องพึ่งพาปู ผมมีเวลาให้เสมอกับทุกงานที่ได้เงิน

ผมทำงานทุกชนิดเพราะหวังว่าจะมีเงินเก็บสักก้อนเพื่อเรียนต่อในสาขาวิชาดนตรีที่ผมชอบ แต่ปู่ไม่สนับสนุน ปู่ไม่อยากให้ผมเป็นเหมือนพ่อ

แต่ผมชอบเปียโน...

ชอบที่สุด...

ชอบเพราะชอบ ชอบแบบไม่มีเหตุผล ผมชอบความรู้สึกเวลาที่ปลายนิ้วกรีดลงไปในแต่ละช่องเสียงของตัวโน้ต มันทำให้เลือดในกายผมสูบฉีดเหมือนได้เปิดประตูห้องที่ปิดตายทีละห้องด้วยความตื่นเต้น หัวใจผมไหวระริกด้วยความรู้สึกเปี่ยมไปด้วยความสดชื่นราวกับปลากระดี่ได้น้ำ แต่ถึงผมจะชอบมันมากและอยากทำเป็นอาชีพ แต่ปู่ของผมก็ไม่ชอบมันอยู่ดี ผมยังจำคำที่ปู่ถามผมในวันหนึ่งได้เสมอ

“เออ วันนี้ปู่เจอครูสันติมา ได้ยินว่าแกไม่ไปเรียนภาษาจีนกับเขาแล้ว“

“ไม่เรียนแล้ว”

“ทำไมล่ะ”

จะบอกได้ไงว่าลูกครูสันติชอบมาวอแว ผมเกลียดมัน ถึงผมจะเคารพครูสันติ แต่ลูกครูเป็นข้อยกเว้น เพราะมันทำให้ผมต้องเจอเรื่องคืนนั้น

“ผมไม่ชอบน่ะปู่”

“ครูอุตส่าห์เจียดเวลามาสอนให้ฟรีแล้วยังจะเรื่องมากอีก”

“แล้วไม่ดีเหรอ ผมจะได้ช่วยงานปู่ได้เต็มที่ไง”

“ปู่ไม่มีเงินมากก็จริง แต่ก็พอจะมีปัญญาส่งแกได้นา” ปู่บ่นไปก็ถอนใจแต่จ้องผมเขม็ง “ได้ยินปู่ไหมเจ้าคี”

“ได้ยินฮะ” ผมลากเสียงไม่สบอารมณ์ จะให้อารมณ์ดีคงไม่ใช่ ก็ผมจะให้ปู่ส่งเสียผมเรียนได้ไงก่อน...

“อย่างน้อยถ้าปู่ตายไปจะได้หมดห่วง”

“ไม่นะปู่! ปู่ห้ามตาย!”

“งั้นแกก็ต้องรีบเรียนให้ปู่ชื่นใจ ไปสมัครเรียนซะ”

ปู่กล่อมผมอีกแล้ว คิดว่าเข้ามหาวิทยาลัยแค่สมัครแล้วจะเข้าเรียนได้เหรอ

“ฟังอยู่รึเปล่า ถ้าแกไม่มั่นใจก็ให้เจ้าชัยติวให้สิ เห็นสนิทกันอยู่นี่”

เหอะ!

สนิทเหรอ!

ผมได้แต่ส่ายหน้าหวือ สายตาจับจ้องอยู่กับเทศกาลดนตรีที่ยูทูปเบอร์ชื่อดังกำลังไลฟ์สด จะให้ผมบอกปู่ได้ไงล่ะว่าที่ไม่เรียนต่อเพราะผมเกลียดไอ้ชัยลูกครู เพราะมันที่ทำให้ผมซวยเจอผู้ชายร้ายๆ เพื่อนมันคราวนั้น

“แกอย่าทิ้งนาน ทิ้งนานจะไม่ได้เรียน”

“รู้แล้วฮะ เอาไว้ผมหาลงเรียนภาคค่ำเอา”

“รู้แล้วก็รีบหาเวลาสมัครเรียนซะ แกจะเรียนอะไรก็ได้ ขอแค่อย่างเดียวอย่าเรียนดนตรี”

“ทำไมล่ะปู่”

“ดนตรีคลาสสิคแบบที่แกชอบน่ะ มันไม่ใช่ที่แบบคนอย่างแกหรอกเจ้าคี”

แล้วคนอย่างผมมันยังไงกัน ผมฟังคำขอของปู่แล้วใจฝ่อเลยแฮะ ปู่บอกว่าดนตรีไร้สาระ นักดนตรีก็ไม่มีอนาคต ปู่ไม่อยากให้ผมข้องแวะกับมัน แต่ลองผมได้ชอบอะไรแล้วมันห้ามยาก ผมจึงต้องแอบไปเรียนเปียโนกับพี่จุลตอนค่ำที่บ้านใหญ่ถัดจากตลาดไปสองซอยบ่อยๆ

พี่จุล หรือ “จุลภาค” เป็นผู้ชายรูปร่างสูงร้อยแปดสิบหกเซ็นต์ หุ่มผอมเพรียว ผิวขาวราวกับมีออร่าเปล่งประกาย ยามที่พี่จุลยิ้ม โลกทั้งใบก็สว่างไสว ผมชอบรอยยิ้มใจดีของพี่จุลเวลามองมายังผมด้วยความเอ็นดูเป็นอย่างมาก

ผมชอบเขา...

ไม่ใช่สิ!

ผมชอบเขาไม่ได้!

พี่จุลมีแฟนแล้วชื่อพี่ฟ้า เธอเป็นสาวหน้าใส อยู่มหา’ลัยเดียวกันกับพี่จุล แต่ผมไม่เคยเห็นเธอเลย ได้ยินแต่เขาเล่าว่าเธอสวยยังงั้นยังงี้ เรียนเก่งระดับท็อป บ้านก็รวยล้นฟ้า พวกเขาสองคนช่างสมกัน แต่ผมขออนุญาตไม่เชื่อได้ไหม ผมขอแค่แอบชอบ แอบมองพี่จุลอยู่ตรงนี้ ตรงพื้นที่เล็กๆ ของผม

แต่...

เพราะการมาของเขาคนนั้น เขาคือคนใจร้ายที่ได้สบตากับผมและมีประสบกามร่วมกันในค่ำคืนหนึ่งซึ่งทำให้ชีวิตของผมเปลี่ยนไปตลอดกาล...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel