ตอนที่ 3 พลิกฟื้นจากเถ้าถ่าน
หลินซวงซวงยืนอยู่หน้าแผนกบัญชี มือเรียวส่งเงินสดจำนวนปึกใหญ่ให้พนักงานบัญชีที่มือสั่นด้วยความตื่นเต้น
“จ่ายค่าจ้างที่ค้างทั้งหมดให้คนงานทุกคนภายในวันนี้ ห้ามขาดแม้แต่หยวนเดียว” เสียงของหลินซวงซวงเฉียบขาด
“จากนั้นสรุปยอดหนี้คงค้างทั้งหมด ฉันจะเขียนเช็คเงินสดจ่ายให้พวกเขา บัญชีหนี้สินของโรงงานจินสุ่ยต้องกลายเป็นศูนย์ภายในวันนี้”
“ค่ะเถ้าแก่เนี้ย” พนักงานบัญชีเรียกเธอด้วยสรรพนามที่ทำให้หญิงสาวรู้สึกภาคภูมิ
“คุณหนูครับ นี่มันปาฏิหาริย์ชัดๆ” เฉินตั่วจิ้งอุทานพลางปาดน้ำตา
“ไม่ใช่ปาฏิหาริย์หรอกค่ะลุงเฉิน อ้อ... และในเมื่อเราล้างหนี้เก่าหมดแล้ว ฉันขอสั่งระงับการสั่งซื้อวัตถุดิบทุกชนิดในรอบเดือนหน้าเอาไว้ก่อนนะคะ” หลินซวงซวงกล่าวด้วย แววตาที่ดูจริงจัง
พนักงานในห้องบัญชีต่างพากันชะงัก “ระงับหรือคะ”
“ฉันตรวจดูรายการสั่งวัสดุต่างๆ แล้ว บางรายการราคาดูเกินจริงไปบ้าง ตอนที่ฉันตรวจสอบบัญชีย้อนหลัง พบว่าราคาด้ายที่เราซื้อจากคู่ค้าเดิมสูงกว่าท้องตลาด ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันจะลงพื้นที่ตรวจสอบราคาและคุณภาพจากเจ้าใหม่ๆ ด้วยตัวเอง เราจะไม่ซื้อของแพงเกินจริงอีกต่อไป” หลินซวงซวงก้าวไปที่โต๊ะกลางห้องพร้อมพูดในสิ่งที่ทำให้พนักงานบางคนถึงกับหน้าถอดสี
“ที่ผ่านมาฉันไม่ได้ดูแลโรงงานจึงไม่รู้อะไร แต่ตอนนี้ฉันคือเจ้าของจินสุ่ย ฉันจะตรวจสอบทุกอย่างอย่างละเอียด ใครที่เคยเดินทางผิดฉันจะไม่เอาผิดย้อนหลัง แต่จะให้โอกาสได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์ แต่ถ้ามีครั้งที่สอง นอกจากจะไล่ออกแล้วฉันยังจะดำเนินคดี ทั้งคดีเก่าใหม่ย้อนหลังอีกด้วย” หญิงสาวกล่าวเสียงเรียบ การเป็นผู้นำในวัยเพียงเท่านี้เธอจะพูดจาอ่อนหวานหรือทำตัวอ่อนแอไม่ได้
“ลุงเฉิน เตรียมรายชื่อร้านค้าขายผ้าดิบ ด้าย สีย้อม และวัสดุที่เราใช้ ภายในปักกิ่งและในมณฑลใกล้เคียงให้ฉันที ฉันจะจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง” เธอหันไปสั่งเฉินตั่วจิ้ง
“ครับคุณหนู”
หลังจากจัดการเรื่องตัวเลขที่น่าปวดหัว หลินซวงซวงเดินตรงไปยังแผนกออกแบบ
“สวัสดีค่ะทุกคน” หลินซวงซวงเอ่ยทักทายพร้อมกับวางแฟ้มงานที่เธอเตรียมมาจากมหาวิทยาลัยลงบนโต๊ะ พนักงานในแผนกที่มีอยู่สองคนวางมือจากการทำงานแล้วลุกยืนต้อนรับเธอทันที
“เถ้าแก่เนี้ย” ทุกคนเอ่ยทักทายอย่างนอบน้อม หลังจากได้ข่าวว่าเงินเดือนทุกคนจะจ่ายภายในวันนี้บรรยากาศในโรงงานก็ดีขึ้นมาก
หญิงสาวมองไปยังจักรเย็บผ้า พวกเขากำลังออกแบบลายผ้า ซึ่งก็ไม่พ้นดอกโบตั๋น ต้นไผ่มงคล ดอกเหมย ลายเมฆมงคล และลวดลายแบบดั้งเดิม
“จากนี้ไปฉันจะเข้ามาคุมแผนกออกแบบเป็นหลัก”
ช่างออกแบบคนหนึ่งเงยหน้ามองเธอด้วยสายตาไม่เชื่อถือ “งานออกแบบมันไม่ใช่แค่เรื่องวาดรูปสวยๆ นะครับ มันต้องรู้เรื่องโครงสร้างผ้า เรื่องตลาด...”
“ฉันจบด้านการออกแบบและนวัตกรรมสิ่งทอจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งค่ะ” หลินซวงซวงแทรกขึ้นทันควันด้วยน้ำเสียงเรียบ
“และฉันเห็นงานของพวกคุณในโกดังแล้ว มันคือดีไซน์ของเมื่อสิบปีที่แล้ว ถ้าเรายังทำผ้าลายเดิม สีเดิม เราก็แค่รอวันเจ๊งรอบสอง” เธอพูดพลางกางภาพร่างฝีมือตัวเองลงบนโต๊ะ มันคือลายผ้าแบบใหม่ที่ผสมผสานความเป็นจีนกับตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างลงตัว เป็นสไตล์ที่กำลังจะเริ่มเป็นที่นิยมในเขตเศรษฐกิจพิเศษ
“โลกข้างนอกกำลังเปลี่ยนไป ยุค80 คือยุคของความทันสมัย คนเริ่มกล้าใส่สีสันและทรงที่เน้นรูปร่างมากขึ้น” หลินซวงซวงกวาดสายตามองช่างออกแบบทุกคนขณะที่พูดไปด้วย
“ฉันจะจัดการอบรมพัฒนาทักษะแบบใหม่ให้พวกคุณทุกเย็นวันศุกร์ ใครที่อยากก้าวไปข้างหน้ากับฉันให้อยู่ต่อ แต่ถ้าใครคิดจะทำแบบเดิมๆ เชิญรับเงินชดเชยแล้วออกไปได้เลย”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทำงาน ช่างออกแบบเหล่านั้นมองหน้ากัน ก่อนจะหันมามองเถ้าแก่เนี้ยสาววัยยี่สิบสองปีที่ดูจริงจังและสุขุมเกินวัย
“ฉันไม่ได้มาเพื่อใช้อำนาจเจ้าของโรงงาน แต่ฉันมาเพื่อพาโรงงานนี้ให้อยู่รอด เราจะผลิตผ้าที่มีคุณภาพที่สุด ในราคาที่จับต้องได้ และดีไซน์ที่ไม่มีใครเลียนแบบได้” เธอพูดย้ำโดยใช้คำศัพท์ตะวันตกมาพูดผสมด้วยความเคยชินตามที่ได้เรียนมา แต่ทุกคนก็เข้าใจดี เพราะยุคนี้คนเริ่มใช้ภาษาต่างประเทศทับศัพท์มากขึ้น
ตลอดทั้งวันหลินซวงซวงทำงานหนักจนลืมเวลา เธอเดินเข้าออกแผนกย้อมสี ตรวจสอบเส้นด้าย และแก้แบบเสื้อผ้าด้วยตัวเอง เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นตามไรผม ใบหน้าของเธอจริงจังจนไม่มีใครกล้าเข้าไปขัด
จนกระทั่งในเวลาพลบค่ำ หยางเฟยก้าวลงจากรถพร้อมกับชุดสูทที่ยังดูเนี้ยบ เขาเดินเข้ามาในโรงงานที่ยังเปิดไฟสว่างโร่
เขาหยุดยืนอยู่ที่ประตูแผนกออกแบบ เห็นภรรยากำลังยืนทำงานด้วยสีหน้าจริงจัง เสื้อเชิ้ตของเธอถูกพับขึ้นถึงศอก ใบหน้ามีเศษด้ายติดเล็กน้อย แต่กลับดูมีเสน่ห์อย่างประหลาด
“ดูเหมือนคุณทำงานจนลืมเวลาไปแล้วนะ” เสียงทุ้มของหยางเฟยดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ
หลินซวงซวงหันขวับมามองเขา เธอใช้หลังมือปาดเหงื่อที่หน้าผากโดยไม่อาย “รอเดี๋ยวค่ะประธานหยาง งานฉันยังไม่เสร็จ”
หยางเฟยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “ทุ่มครึ่งแล้วซวงซวง ถ้าคุณไม่เดินออกมาตอนนี้ ผมจะเข้าไปอุ้มคุณออกมาเอง”
สายตาของเขาที่จ้องมองมานั้นดุดันและจริงจัง จนคนงานรอบข้างที่ทำงานล่วงเวลากับเธอเริ่มก้มหน้าหลบตา ยังไม่เข้าใจถึงสถานะของทั้งคู่
หลินซวงซวงเม้มปาก ถอนหายใจยาว ก่อนจะวางตัวอย่างผ้าลง “ก็ได้ค่ะ กลับก็กลับ”
เธอรอจนคนงานคนสุดท้ายออกจากโรงงานหลังจากปิดไฟและตรวจสอบความเรียบร้อยเสร็จ หญิงสาวมองดูคนงานคล้องประตูล็อกโรงงานแล้วรับกุญแจมาถือไว้ ก่อนจะเดินไปยังอาคารที่พักหลังโรงงาน
“จะไปไหน”
“ไปเก็บของไงคะ ฉันยังไม่ได้เก็บเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่เลยนะคะ”
“ไม่ต้องลำบากขนาดนั้นหรอก ผมส่งคนไปจัดการเก็บของสำคัญของคุณไปไว้ที่บ้านของเราหมดแล้ว”
“อะไรนะ!” หลินซวงซวงหันขวับ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความโกรธ
“คุณถือสิทธิ์อะไรบุกเข้าไปในที่พักของฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต นั่นมันของส่วนตัวของฉันนะ”
หยางเฟยเปิดประตูรถยนต์ให้ แล้วค่อยๆ หันมาสบตาเธอ แววตาของเขาเรียบนิ่งทว่าแฝงไปด้วยอำนาจ
“สิทธิ์ของสามีไงล่ะ ในเมื่อเราจดทะเบียนกันแล้ว บ้านของผมก็คือบ้านของคุณ บ้านคุณก็คือบ้านผม ข้าวของของภรรยา ทำไมผมจะไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่ง”
คำว่าสามีที่หลุดออกมาจากปากเขาทำเอาหญิงสาวใบ้กินไปชั่วขณะ เธอเม้มริมฝีปากแน่น ความโกรธยังคงคุกรุ่น แต่คำพูดของเขามันคือความจริงทางกฎหมายที่เธอเถียงไม่ออก เธอจึงเลือกที่จะเงียบและก้าวขึ้นรถด้วยท่าทีปั้นปึ่งใส่เขา แต่ประธานหนุ่มกลับมองว่าน่ารักเสียอย่างนั้น
********************