ตอนที่ 2 การตัดสินใจ
ในห้องทำงานของโรงงานทอผ้า เสียงตะโกนจากลานด้านล่างดังแทรกเข้ามาเป็นระยะ หลินซวงซวงนั่งกอดอกมองสมุดบัญชีที่กางค้างไว้ด้วยใบหน้าซีดเซียว
เฉินตั่วจิ้งเดินเข้ามาในห้อง เหงื่อไหลท่วมใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอย “คุณหนูครับ พวกหัวหน้าคนงานคุมไม่อยู่แล้วครับ เขาบอกว่าถ้าเที่ยงนี้ไม่ได้เงินค่าจ้างที่ค้างมาสองเดือน เขาจะล็อกเครื่องจักร แล้วขนผ้าดิบกับจักรเย็บผ้าและวัสดุต่างๆ ออกไปขายแลกเงินเอง”
“ไหนบอกว่าอาทิตย์หน้าไม่ใช่เหรอคะ ทำไมพากันประท้วงกันแล้ว”
“ไม่ทราบครับ ทุกคนคงรู้ว่าคุณกู้เงินไม่ได้ เลยกลัวว่าจะทำงานฟรี” ผู้จัดการวัยห้าสิบกล่าวเสียงเครียด
หลินซวงซวงลุกขึ้นยืนช้าๆ เดินไปที่หน้าต่าง มองดูคนงานนับร้อยที่ยืนออกันอยู่ข้างล่าง
“เรามีคำสั่งซื้อที่ต้องส่งออกภายในสิบวันใช่ไหมลุงเฉิน”
“ใช่ครับคุณหนู ถ้าส่งไม่ทันตามสัญญา เราต้องจ่ายค่าปรับเพิ่มอีกสามเท่าของมูลค่าสินค้า ถึงตอนนั้น ต่อให้ขายโรงงานทิ้งก็ยังใช้หนี้ไม่หมดแน่ๆ” ลุงเฉินเสียงสั่น ก่อนจะตัดพ้อถึงอดีตเจ้านายที่ทิ้งภาระให้ลูกสาว
“นายท่านไม่น่าทำแบบนี้เลยจริงๆ”
หลินซวงซวงหลับตาลง ภาพใบหน้าของพ่อและแม่ที่ยิ้มระรื่นขณะขึ้นเครื่องบินไปหาพี่ชายที่สร้างครอบครัวอยู่ที่อเมริกาผุดขึ้นมาในหัว ความเจ็บปวดที่ถูกทอดทิ้งกลายเป็นความเย็นชาที่เกาะกุมหัวใจ
เธอหยิบกระเป๋าถือใบเก่งขึ้นมา ตรวจดูสมุดทะเบียนบ้านที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืน
“ลุงเฉิน ไปบอกคนงานทุกคน ก่อนบ่ายสามโมงวันนี้ ฉันจะมีเงินมาจ่ายค่าจ้างทั้งหมด แต่มีข้อแม้ว่าทุกคนต้องกลับเข้าประจำที่และเดินเครื่องจักรทันทีที่ได้รับเงิน”
“คุณหนู จะไปหาเงินมาจากไหนครับ”
“จากสินสอดน่ะ” หลินซวงซวงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งจนน่าใจหาย เธอเดินผ่านผู้จัดการโรงงานเฉินออกไปโดยไม่หันหลังกลับ
ที่หอเฟิงหยาง หยางเฟยกำลังนั่งจิบน้ำชาพลางอ่านหนังสือพิมพ์ดูข่าวเศรษฐกิจอย่างสบายอารมณ์ เมื่อพนักงานเดินเข้ามาแจ้งว่าคุณหนูหลินมาขอพบ เขาก็เพียงแต่ยกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ
หลินซวงซวงเดินเข้ามาในห้องทำงานของเขาด้วยฝีเท้าที่มั่นคงกว่าเมื่อวาน เธอวางสมุดทะเบียนบ้านลงบนโต๊ะไม้ สายตามองเขาอย่างคนที่หมดหนทางแต่ยังวางตัวนิ่ง
“ฉันตกลงแต่งงานกับคุณ เงินสามแสนหยวนต้องได้รับภายในบ่ายสองโมงวันนี้ และฉันต้องการสัญญาระบุชัดเจนว่าคุณจะไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายการตัดสินใจบริหารโรงงานของฉัน” เธอจ้องตาเขาเขม็ง
ชายหนุ่มละสายตาจากหนังสือพิมพ์ มองสำรวจใบหน้าของหญิงสาวตรงหน้า วันนี้เธอไม่มีท่าทีลังเลหรือโกรธขึ้งเหมือนเมื่อวาน มีเพียงความเด็ดเดี่ยวที่ฉายชัดในแววตา
“ใจร้อนดีนี่” เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ก้าวยาวๆ มาหยุดตรงหน้าเธอ ปลายนิ้วหนาเชยคางเธอขึ้นเบาๆ หญิงสาวไม่หลบสายตา เธอจ้องเขากลับด้วยสายตาว่างเปล่า
“ไม่ต้องห่วงเรื่องการบริหาร ผมสนใจแค่สถานะของคุณเท่านั้น แต่ในฐานะสามีภรรยาตามกฎหมาย คุณต้องย้ายมาอยู่ที่บ้านของผม และออกงานสังคมกับผมเมื่อจำเป็น อ้อ... แล้วก็เรื่องหน้าที่บนเตียง เราแต่งงานกันแล้วมันเป็นเรื่องปกติ หวังว่าคุณจะเข้าใจ”
หลินซวงซวงเม้มริมฝีปากแน่นเพียงชั่วครู่ก่อนจะคลายออก “ฉันจะทำหน้าที่ตามความเหมาะสม”
“งั้นไปที่สำนักงานพลเรือนกันเดี๋ยวนี้เลย” เขายื่นมือออกมาเพื่อให้เธอคล้องแขน
หญิงสาวมองมือนั้นครู่หนึ่งก่อนจะวางมือของเธอลงไปอย่างไม่เต็มใจนัก สัมผัสจากฝ่ามือหนาที่อบอุ่นทำให้เธอรู้สึกวูบไหวเพียงครู่เดียว ก่อนที่ความจริงเรื่องหนี้สินจะดึงเธอกลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ที่สำนักงานพลเรือน เจ้าหน้าที่วัยกลางคนสวมแว่นหนาเตอะมองหน้าชายหนุ่มหญิงสาวคู่ตรงข้ามสลับกับเอกสารในมืออย่างพิจารณา
“คุณหยางเฟยกับคุณหลินซวงซวง แน่ใจนะว่าสมัครใจจดทะเบียนกัน ไม่ได้ถูกบังคับ” เจ้าหน้าที่เอ่ยถามเสียงเนิบนาบตามระเบียบขั้นตอน
หยางเฟยไม่ได้ตอบเป็นคำพูด แต่เขาเลื่อนมือไปกุมมือของหลินซวงซวงที่วางอยู่บนตักขึ้นมาวางบนโต๊ะ นิ้วหัวแม่มือของเขาคลึงหลังมือเธอเบาๆ เป็นเชิงแสดงความเป็นเจ้าของ หญิงสาวพยายามไม่ชักมือกลับ แม้จะรู้สึกอึดอัดจนอยากจะสะบัดออกก็ตาม
“ครับ เราตกลงกันเรียบร้อยแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มกังวาน ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มสุภาพที่ดูสมบูรณ์แบบจนแยกไม่ออกว่าคือการแสดงหรือเรื่องจริง
“ค่ะ ฉันสมัครใจ” หลินซวงซวงสูดลมหายใจเข้าลึก พยักหน้ายืนยัน ตามด้วยเสียงประทับตราสีแดงฉานลงบนกระดาษสองฉบับ
“เรียบร้อยครับ ยินดีด้วยกับคุณทั้งคู่” เจ้าหน้าที่ยื่นสมุดสมรสให้ หยางเฟยหยิบขึ้นมาดูด้วยสายตาพึงพอใจ ก่อนจะส่งต่อให้หลินซวงซวง
“เก็บไว้ให้ดีล่ะที่รัก”
เขาลุกขึ้นยืนแล้วโอบไหล่เธอให้เดินออกไปพร้อมกัน หลินซวงซวงเดินตามแรงนั้น จนกระทั่งมาถึงรถยนต์ที่จอดรออยู่ด้านหน้า หยางเฟยเปิดประตูให้เธออย่างให้เกียรติ แต่สายตาของเขากลับสำรวจใบหน้าของเธอย่างจาบจ้วง
“เชิญครับคุณนายหยาง วันนี้เรามีเรื่องต้องจัดการอีกเยอะ ทั้งเรื่องย้ายของ และเรื่องส่วนตัวของเรา”
หลินซวงซวงนั่งลงบนเบาะด้านหลัง พลางกอดกระเป๋าใบเดิมไว้แน่น “ฉันจะไปจัดการเรื่องเงินเดือนคนงานให้เรียบร้อยก่อน”
หยางเฟยขยับเข้าไปนั่งข้างๆ เธอ พยักหน้าให้คนขับที่มองผ่านกระจกหลังเพื่อเป็นสัญญาณให้ออกรถ
“เลิกขอบคุณผมเถอะ เราเป็นสามีภรรยากันแล้วนี่”
“...” เธอไม่ตอบโต้ มองตรงไปข้างหน้า ไม่ยอมสบตาเขา
หยางเฟยเลิกคิ้วมองท่าทางที่ดูเย็นชาของเธอ เขาเคยเจอผู้หญิงมามากมายที่พุ่งตรงเข้ามาหาเขาเพื่อผลประโยชน์ ทุกคนยอมก้มหัวให้ เธอก็ต้องการผลประโยชน์จากเขาแต่กลับไม่ยอมพูดดีกับเขาเลย มันทำให้เขารู้สึกท้าทายอย่างบอกไม่ถูก
“ผมเริ่มจะชอบชีวิตคู่แบบนี้ขึ้นมาบ้างแล้วสิ” เขาหัวเราะหึในลำคอ
รถยนต์เคลื่อนตัวออกไปสู่ถนนสายหลัก มุ่งหน้าไปยังโรงงานทอผ้าที่ตั้งอยู่แถบชานเมืองปักกิ่ง หลินซวงซวงมองเงาตัวเองในกระจกรถ เธอเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่สูญเสียครอบครัวที่ไม่ต้องการเธอไป แต่กลับได้ครอบครัวใหม่โดยการแต่งงานเป็นภรรยาของคนแปลกหน้าโดยไม่ตั้งตัว
ไม่รู้ว่าเธอตัดสินใจถูกไหมที่ทำแบบนี้ แต่มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้หลายสิบชีวิตสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้
‘โรงงานพ่อแม่ยกให้หนูพร้อมหนี้สิน ไม่คิดเลยเหรอว่าหนูจะสู้ตามลำพังได้ยังไง ตั้งแต่เด็กจนโต ในสายตาของพ่อแม่ก็มีแต่พี่ใหญ่ หนูไม่ใช่ลูกของพ่อแม่เหรอคะ’
เธอนึกย้อนไปในช่วงเวลาที่ผ่านมาแล้วก็อดน้อยใจไม่ได้ เธอเติบโตมาได้เพราะมีปู่ที่เลี้ยงดูมา แม้กระทั่งเงินที่ใช้เรียนมหาวิทยาลัยก็เป็นเงินที่เธอขายของมีค่าที่ปู่ทิ้งไว้ให้ก่อนจะจากโลกนี้ไป ไม่มีส่วนไหนเลยที่ได้มาจากเงินของพ่อแม่ เพราะพวกเขาตั้งใจจะยกทุกอย่างให้พี่ชาย
หากโรงงานไม่ขาดทุน มีหรือจะถูกส่งมาถึงมือเธอ ขนาดบ้านของตระกูลหลินพวกเขาก็นำไปขายก่อนเดินทาง เธอต้องอาศัยอยู่ห้องพักของโรงงานชั่วคราว รอการขยับขยาย แต่ตอนนี้คงไม่ต้องแล้ว เพราะเธอคงต้องย้ายไปอยู่กับสามี
แม้จะสามารถขายโรงงานแล้วเอาเงินมาจ่ายเงินเดือนและจ่ายหนี้ทั้งหมดได้ แล้วยังเหลือเงินเก็บอีกก้อนหนึ่งให้เธอตั้งตัว แต่หญิงสาวอยากรักษาโรงงานของปู่เอาไว้
‘ปู่คะ หนูจะทำให้จินสุ่ยของเรากลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง’ เธอให้คำสัญญากับตนเอง เพื่อรักษาโรงงานของปู่ เพื่อพิสูจน์ว่าเธอมีความสามารถพอ แม้พ่อแม่และพี่ชายจะไม่สนใจรับรู้เลยก็ตาม
********************