ตอนที่8 ช่วย
เจ้าของรถสีหวานเดินนวยนาดบนรองเท้าส้นสูงสี่นิ้ว ชุดนักศึกษาพอดีตัวโดยที่กระโปรงดูจะสั้นไปหน่อย แต่ทุกย่างก้าวของเธอยังคงมั่นใจและมีความเชิดหยิ่งในตัวไม่เคยเปลี่ยน ใบหน้าสวยเอาเรื่องเชิดขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่เกรงกลัวต่อสิ่งใด บุคลิกและสีหน้าที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้ว่าปัจจุบันไม่ใช่คุณหนูอย่างในอดีต
แต่บางครั้งบุคลิกที่ดีมันไม่ได้เกี่ยวกับแค่ฐานะอย่างเดียว มันเป็นสิ่งที่คนเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้
เท้าเรียวเล็กของฟาเรนไฮต์ชะงักหยุดอยู่กับที่เมื่ออยู่ในตำแหน่งที่สามารถมองเห็นยางรถตัวเองได้
หมัดเล็กกำแน่นด้วยความหงุดหงิดหัวเสีย รถที่เธอขับมาเรียนดีๆ แต่ตอนนี้ยางมันแบนจนแม็กซ์ติดพื้นไปแล้ว สภาพนี้แน่นอนว่ามันไม่ได้แตกเอง แต่ใครมันลงทุนมาเจาะกรีดยางรถของเธอกัน
“.....” เจ้าของรถยืนมองสภาพยางรถของตัวเองด้วยหมัดที่แน่นขึ้น สีหน้าที่พยายามอย่างมากไม่ให้ตัวเองกรี๊ดออกมา
ทั้งที่วันนี้เธอตัดสินใจแล้วว่าจะไปคุยธุระบางอย่างให้เรียบร้อย แม้จะไม่อยากไปและพยายามหาเหตุผลมายื้อเวลา แต่ก็รู้ว่าเปล่าประโยชน์
แต่ดูตอนนี้สิ ไม่ต้องหาเหตุผลอะไรก็วิ่งมาให้เธอใช้ได้แล้ว
“เชิญครับ”
“!” ฟาเรนไฮต์ตกใจสะดุ้งขณะยืนอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัวแล้วอยู่ๆ ก็มีเสียงเรียบนิ่งดังขึ้นด้านหลัง
พอเธอหันไปมองก็เห็นชายฉกรรจ์ใบหน้าคุ้นคนหนึ่งยืนมองเธออยู่ คนพูดราวกับรอเธอ
“รถคุณขับไม่ได้ เดี๋ยวผมไปส่งครับ” บอกกล่าวขยายความเหมือนมีน้ำใจ
แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ
“ไม่เป็นไร ฉันเรียกรถเป็น” เธอปฏิเสธอย่างไม่เสียเวลาคิด
ลูกน้องของใครสักคนที่เอาเงินมาฟาดหัวเธอ เข้าหาเธออย่างน่ากลัว ถ้าลองเธอก้าวขึ้นรถไปกับเขา ปลายทางจะเป็นที่ไหน สภาพหลังจากนั้นจะเป็นยังไง
เธอไม่ได้อยากรู้หรือต้องพิสูจน์มัน
“เชิญดีกว่าครับ” แต่ชายคนนั้นไม่ยอมแพ้ ยังคงยืนนิ่งดังหินผา ยืนยันว่าวันนี้เขาจะพาเธอไปกับเขาให้ได้
“เจ้านายของคุณใหญ่โตมากเลยงั้นสิ ถึงคิดจะทำอะไรตามใจตัวเองได้ไม่เกรงกลัวกฎหมาย” เธอเริ่มหงุดหงิดและไม่สบอารมณ์กับการถูกตอแย ถามกลับด้วยเสียงเริ่มเหวี่ยง
“คุณรู้ดีว่ากฎหมายมีไว้เพื่ออะไร” รังแกคนจนไร้ทางสู้ แน่นอนว่านายเขาจะไม่อยู่ในกลุ่มที่กลัวกฎหมาย
“แต่มันก็แลกมาด้วยการเสียชื่อเสียง” เธอเถียงแทบไม่ออก เพราะตัวเองและครอบครัวก็เคยมองแบบนั้น
มีเรื่องมีราวทีไรสถานีตำรวจเป็นยังไงเธอยังไม่เคยเหยียบเลยสักครั้ง ทุกอย่างจบลงได้ด้วยคนของพ่อ ไปจัดการพูดคุยแทนโดยเธอไม่มีประวัติอะไรเลยด้วยซ้ำ
แต่ตอนนี้มันกลับย้อนมาทำร้ายตัวเธอเองสินะ
แต่แล้วยังไง ต้องยอมแพ้เหรอ รู้ว่าไม่ชนะก็จะยกธงขาวทั้งที่ยังไม่สู้ก็ไม่ได้
“เชิญครับ” แต่อีกฝ่ายก็ยังหนักแน่นเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน พูดสั้นๆ เรียบๆ แต่ตรงตัวว่าต้องไป
“กลับไปซะ แล้วก็บอกเจ้านายของคุณด้วย...”
“ขอบคุณที่หวังดี แต่ฉันไม่ต้องการ!” กระแทกเสียงใส่ในท้ายประโยคอย่างเหยียดหยาม
และ...
“ขอโทษนะครับ” เอ่ยอย่างสุภาพแต่กลับดูไร้อารมณ์เหมือนไม่ใช่คน
พูดจบก็ยื่นฝ่ามือใหญ่หยาบไปคว้าข้อมือเล็กของเธอไว้ในอุ้งมือ แล้วออกแรงลากเพื่อพาไปที่รถยนต์คันหรูสีดำใกล้ๆ กันทันที
แต่ถ้าจะทำแบบนี้ไม่จำเป็นต้องขอโทษก็ได้นะ
“ปล่อยฉันนะ!” พยายามขืนตัวสะบัดแขนสุดแรง
แต่อีกฝ่ายที่ได้ชื่อว่าบอดี้การ์ดกับหญิงสาวร่างบอบบางส่วนสูงเพียงหนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร รูปร่างเพรียวเล็ก จะเอาแรงอะไรไปสู้ได้ แค่เขาสะบัดเธอก็พร้อมปลิว
เท้าเรียวบนรองเท้าส้นสูงขยับไปข้างหน้าตามแรงดึงที่อีกฝ่ายเหมือนไม่ได้ออกแรงอะไรด้วยซ้ำ ระยะห่างของเธอขยับออกจากรถตัวเองไปทีละนิด และใกล้กับรถเป้าหมายขึ้นเรื่อยๆ
หากเอาตัวเองไม่รอดหรือไม่มีใครเข้ามาช่วย เธอไม่พ้นถูกพาตัวไปอย่างไม่เต็มใจแน่นอน
ฝ่ามือใหญ่ยื่นไปด้านหน้าเพื่อดึงประตูรถด้านหลังเมื่อเดินมาหยุดข้างๆ
แต่ไหล่แกร่งกลับถูกรั้งไว้จากฝ่ามือใหญ่ของใครอีกคนจากด้านหลังก่อน
“ผู้หญิงไม่ยอม ใช้กำลังแบบนี้ไม่แมนเลยนะ” น้ำเสียงเจ้าสำราญไร้ความเกรงกลัวพร้อมมุมปากที่ยกยิ้มราวพูดกับเพื่อนฝูงอย่างเอ้อระเหยไม่รีบร้อน
ใบหน้าหล่อเหลาภายใต้แว่นกันแดดของร่างสูงกำยำไม่แพ้กันเผชิญหน้าอีกฝ่าย
พรึ่บ!
ฟาเรนไฮต์รีบสะบัดมือตัวเองออกถอยออกไปทันที ถึงใครอีกคนจะเข้ามาช่วยแต่เธอไม่รู้จักและไม่ไว้ใจใครทั้งนั้น
“อย่ายุ่งดีกว่าครับ” น้ำเสียงเรียบนิ่งของบอดี้การ์ดดังขึ้นบอกคนตรงหน้าตัวเอง ใบหน้าภายใต้แว่นกันแดดเหมือนเคยเจอที่ไหนแต่ก็นึกไม่ออก
แต่...
“ไปบอกนายมึงนะ...”
“นี่น่ะ คนของกู เลิกยุ่งซะ”
เท้าเรียวหยุดชะงักระหว่างจะวนกลับไปที่รถ หันกลับไปมองคนมาใหม่ว่าเขาเป็นใคร เธอไปเป็นของเขาตั้งแต่เมื่อไหร่
ทำไมชีวิตเธอต้องเจอแต่กับคนน่าเกลียดแบบนี้ เห็นเธอเป็นสิ่งของหรือไง
“ถ้ามีปัญหาหรือสงสัยอะไร ก็ติดต่อหาได้...”
“กูไคเลอร์”
