ตอนที่3 ขอความช่วยเหลือ
ร่างสูงที่ทำแผลให้น้องสาวเสร็จก็ขอตัวกลับทั้งที่ตอนแรกเขาตั้งใจจะมาหาและพาน้องออกไปกินข้าว เพราะหลังเกิดเรื่องเขาก็มีทางของเขา น้องก็ยังต้องเรียน เราไม่ค่อยได้เจอกัน แต่ติดต่อกันอยู่เรื่อยๆ
และเขาก็เจ็บปวดมากที่พึ่งได้รู้ว่าน้องตัวเองต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ เขาไม่รู้เลยว่าระยะเวลาเกือบปีหลังจากพ่อตายไป อำนาจในมือไม่เหลืออะไร น้องเขาต้องเจอกับอะไรบ้าง
คำว่าไม่ต้องห่วงของเธอ คำว่าสบายดีของเธอ คำว่าอยู่ได้ของเธอ
เขาพึ่งรู้
“พี่ขอโทษ” ใบหน้าหล่อฟุบกับพวงมาลัยรถอย่างเจ็บปวด
แล้วเขาจะทำยังไง เขาจะปกป้องน้องตัวเองได้ยังไงในเมื่อตัวเขาเองก็ไม่ต่างจากวัยรุ่นทั่วไป ไร้อำนาจเงินทองและแบล็คหลังอย่างในอดีต
“วันนี้พ่อพาน้องไปดูตัวมาด้วยแหละ” เสียงใสติดฟ้องดังขึ้นบอกกล่าว
“อะไรนะ!? น้องพึ่งอายุสิบเจ็ดทำไมพ่อถึงพาไปดูตัวแล้ว?” ถึงกับตกใจถามพ่อตัวเองกลับไปอย่างไม่เข้าใจ
“นี่ก็พูดเกินไป พ่อแค่พาไปทำความรู้จักและทำความคุ้นเคยไว้ ให้น้องโตกว่านี้ ขึ้นมหา’ลัยก่อน เรื่องหมั้นหมายค่อยว่ากันอีกที” ผู้เป็นพ่ออธิบายออกมาซึ่งความหมายแทบไม่ต่างจากที่น้องฟ้องเขาเลย
“ทำไมต้องให้น้องหมั้นเร็วขนาดนั้นครับ”
“ก็ถือว่าเรียนรู้ศึกษากันก่อนแต่งงานไง”
“นี่พ่อมองไกลถึงเรื่องแต่งงานเลยเหรอ?”
“นั่นสิ พ่อควรให้หนูเลือกคนรักเองนะ”
“พี่เขาเหมาะสมกับลูกพ่อที่สุดแล้วค่ะ” บอกลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนออกไป
“แต่เขาแก่! แก่กว่าพี่องศาตั้งหลายปีด้วย!”
“แล้วแบบนี้ผมต้องเรียกเขาว่าอะไรล่ะ น้องเขย? คุณพี่แฟนน้องสาว?”
“เด็กพวกนี้นี่ เขาไม่เรียกแก่ เป็นช่วงวัยที่จะดูแลหนูได้ เข้าใจหรือเปล่า...”
“อีกอย่าง มีคำเรียกเยอะแยะ เช่นคนรักของน้อง ใครก็เข้าใจแล้ว” ถึงกับส่ายหัวให้ลูกสองคนที่เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย
“ผมก็ดูแลน้องได้ครับ ไม่เห็นต้องให้ใครมาดูแลน้องเลย”
“มันไม่เหมือนกัน วันหนึ่งเรามีคนรักก็อาจจะเอาเวลาไปใส่ใจคนรักของตัวเอง...”
“ส่วนน้อง หากได้คู่ครองที่ดีและเพียบพร้อม สุดท้ายน้องเราก็จะสบายในทุกด้าน”
“ผมไม่เห็นด้วยหรอก ผมดูแลน้องได้ ให้ความสุขสบายกับน้องได้ แล้วก็ไม่มีแฟนจนลืมน้องหรอก”
“ไว้วันหนึ่งเราจะเข้าใจ ทุกอย่างพ่อเตรียมไว้ก็เพื่อลูกของพ่อ”
“ผมเข้าใจแล้วครับ เข้าใจแล้วว่าผมปกป้องน้องไม่ได้เลย...”
“แม้แต่ความปลอดภัยผมก็ให้น้องไม่ได้”
ปึก! ปึก!
ฝ่ามือใหญ่ทุบลงพวงมาลัยรถด้วยความอัดอั้นและเกลียดชังตัวเองเมื่อนึกถึงอดีตท่ี่คิดว่าตัวเองเก่ง
แต่เขาก็แค่คนที่เก่งตอนมีพ่อมีอำนาจของพ่อ แต่พอสิ้นทุกอย่าง เขาก็แค่คนกระจอกๆ คนหนึ่งที่แม้แต่จะดูแลน้องให้ได้อย่างที่เคยพูดก็ยังทำไม่ได้ กระจอกจนน้องยอมเผชิญปัญหาด้วยตัวเองเพราะบอกพี่ชายคนนี้ก็ไร้ประโยชน์
“พี่จะไม่ยอมให้ใครรังแกน้องของพี่ได้อีก” น้ำเสียงจริงจังแววตาแน่วแน่ปรากฏขึ้น ก่อนรถหรูจะขับออกจากคอนโดของน้องสาว ตรงไปยังสถานที่ที่เขาพอรู้จัก
สนามที่ถูกเปิดเพียงเพราะความชื่นชอบส่วนตัว สถานที่ที่เปิดไว้ประลองความเร็ว เดิมพันเถื่อนและมั่วสุมเป็นหลัก แต่ก็มีสาระอยู่บ้างเช่นการปั้นนักแข่งเดินสายอยู่ตลอด แม้จะเน้นชื่อเสียงเป็นหลัก แต่ก็เป็นเหมือนทั้งรายได้ สร้างอาชีพให้คนรักความเร็ว
“ตกลงเรื่องพวกเหี้ยนั่นว่าไง” ขุนเขา พูดเรื่องที่ยังไม่ได้ให้คำตอบกลับไป
“เลือกสนามเองแบบนี้ กูว่าพวกมันต้องมีแผนแน่” เรื่องง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้สมองเยอะก็คิดออก
“ก็ตอบรับไป แล้วให้คนของเราแฝงตัวไปสืบมา” พระราม เองก็คิดแบบนั้น แม้ก่อนแข่งจะมีการสำรวจพื้นที่ก่อนก็ตาม แต่ขึ้นชื่อว่าสกปรก ไม่มีทางไว้ใจได้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นก่อนจะถูกเปิดเข้ามาด้วยพนักงานสาวสวย สวมชุดสูทเข้าเซ็ทอย่างดี แต่กระดุมปริแน่นจนเกือบกระเด็นออกจากอก กระโปรงตัวสั้นคืบที่ทำเอาคนมองแทบกลั้นหายใจ
“มีคนมาขอพบเฮียไคค่ะ” ส่งยิ้มหวานให้เจ้านายอย่างทั่วถึง
“ใครคะ” ไค หรือ ไคเลอร์ ถามกลับเสียงกะลิ้มกะเหลี่ยไม่รีบร้อน แววตาประกายเจ้าชู้อยู่เสมอ เหมือนเสือร้ายที่ไม่เคยพักการล่าเหยื่อ
“บอกว่าชื่อองศาค่ะ”
“องศา...”
“ให้เข้ามาค่ะ” ทวนชื่อของอีกฝ่ายขึ้นแล้วก็นึกได้จึงไม่ปฏิเสธ
“ค่ะ” พนักงานสาวสวยรับคำก่อนจะเดินออกไปเชิญแขกของเจ้านาย
และไม่นานร่างสูงของชายหนุ่มวัยยี่สิบหกก็ปรากฏตัวต่อหน้าสามหนุ่มรุ่นพี่ที่อายุห่างกันหลายปี
“สวัสดีครับ” องศายกมือไหว้คนที่เขาพอจะรู้จักแต่ไม่ได้สนิท
“นั่งสิ” ไคเลอร์พยักหน้ารับก่อนจะบอกอีกฝ่ายอย่างต้อนรับ
“ผมไม่รู้ว่าคุณรู้จักหรือจำผมได้หรือเปล่า”
“ได้สิ” ทำไมจะไม่ได้ ถึงเจอกันไม่บ่อย ไม่เคยพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว แต่ก็รู้จักค่อนข้างพอตัว
“ผม มีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือจากคุณไคเลอร์ครับ”
“ลองว่ามาสิ” ทำไมเขาถึงรู้สึกสนุกอย่างบอกไม่ถูก ทำไมสีหน้าเคร่งเครียดขององศาถึงทำให้เขาตื่นเต้นได้ไม่น้อย
และ…
“ผม... อยากให้คุณไคเลอร์ รับน้องสาวของผมมาดูแลได้ไหมครับ”
