ตอนที่9 แรกเห็น
“หนูขอเงินคืนเถอะนะคะ” ตอนนี้ไม่มีเหตุผลต้องพูดเรื่องอื่นต่อแล้ว มันชัดแล้วว่าเป็นฝีมือเขา เพราะงั้นก็ควรเอาเงินคืนแล้วกลับไปดีกว่า
“.....” แต่พระรามกลับนิ่ง ไม่ได้ตกลงหรือปฏิเสธ มองเธอด้วยสีหน้ายากจะอ่าน
“หนูขอร้อง” น้ำตาหยดออกมาอย่างคนอับจนหนทาง
เขาจะรู้ไหมว่าเธอกลัวแค่ไหนตอนถูกกระชากกระเป๋า รู้หรือเปล่าว่าเธอกังวลและเครียดมากที่ทำเงินคนอื่นหาย
“ฉันไม่ได้อยากเห็นน้ำตาของเธอข้าวหอม” บอกเสียงเรียบ ถอนหายใจเบาๆ ขณะมองคนตัวเล็กที่ร้องไห้ตรงหน้า
“เพราะคุณไม่ใช่เหรอที่ทำให้หนูอยู่ในสภาพแบบนี้” คิดว่าเธออยากร้องไห้หรืออ่อนแอหรือไง แต่เธอก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่พอแบกรับไม่ไหว ทางระบายที่ง่ายที่สุดก็คงไม่พ้นน้ำตา
“เธอไม่คิดว่าเป็นความผิดตัวเองล่ะข้าวหอม” เพราะเขาอย่างนั้นเหรอ เขาจริงอย่างที่เธอว่าหรือเปล่า
ไม่เลย เขาให้เธอเลือกแล้ว แต่เธอดันเลือกผิดเอง แล้วจะโทษเขาได้ยังไง
“.....” ข้าวหอมมองคนตรงหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ
สุดท้ายก็ไม่ได้ผิดจากที่เธอคิด
เพราะเธอกล้าปฏิเสธเขา หักหน้าเขา มันเลยทำให้เขาไม่พอใจและเอาคืนเธอแบบนี้
ใบหน้าเล็กเชิดขึ้นเล็กน้อย จ้องมองสบตากับเขากลับไปอย่างไม่เกรงกลัว ยกมือขึ้นเช็ดคราบน้ำตาที่หยดอาบแก้มก่อนหน้านี้
“หนูไม่ผิด และหนูไม่เสียใจเลยที่ปฏิเสธคุณ!” เน้นย้ำกลับไปเสียงจริงจังหนักแน่น ก่อนจะหมุนกายเดินตรงไปยังประตูบานใหญ่ ออกจากห้องทำงานของเขาไปทันที
พระรามไม่ได้ห้ามหรือรั้ง เขายกยิ้มขึ้นราวกับพึงพอใจต่อปฏิกิริยาแสนดื้อรั้นและพยศของเธอซะมากกว่าด้วยซ้ำ
แต่เธอจะรู้ไหม ว่าชีวิตที่ไม่เคยถูกปฏิเสธและไม่เคยพบเจอการต่อต้านที่รุนแรงแบบนี้ มันกระตุ้นเขาแค่ไหน
“ไปส่งเธอกลับหอ” ต่อสายหาลูกน้องคนสนิท สั่งงานกลับไปด้วยเสียงราบเรียบ
แต่ไม่นานก็มีสายเข้ากลับมา
(เธอปฏิเสธครับ แล้วตอนนี้ยืนรอรถที่เรียกอยู่)
“อืม” ตอบรับอย่างไม่สาวความต่อ
มันจะดีกว่านี้หากเธอยิ้มร่าตอนเขาเสนอให้เป็นผู้หญิงของเขา
มันคงจะง่ายกว่านี้หากเธอรีบเสนอตัวเข้าหา
นั่นคงทำให้เขาหมดสนุกกับเธอไปง่ายๆ และปล่อยให้เธอมีอิสระกว่านี้
แต่เธอไม่รู้จักเรียนรู้เลย ว่ายิ่งต่อต้าน แล้วผลต่อจากนี้จะเป็นยังไง
“เด็กน้อย” ปากบางแย้มเอื้อนเอ่ยถึงใครอีกคนอย่างพึงพอใจ
เด็กสาวที่ตราตรึงเขาตั้งแต่แรกเห็น
และยังเป็นคนเดียวกับเธอในวัยสิบขวบอีกด้วย
พระรามออกจากห้องทำงานส่วนตัวไปยังห้องบาร์ของสนาม ห้องมั่วสุมที่พวกเขารวมหัวกันอยู่
“เสร็จแล้ว?” พอเห็นหน้าคนกวนตีนที่สุดอย่างไคเลอร์ก็ทักขึ้น
“.....” พระรามไม่ได้ตอบ เดินไปทิ้งตัวนั่งรินบรั่นดีขึ้นดื่มอย่างไม่รีบร้อน
“รอนานขนาดนั้น มันคงไม่เสร็จง่ายๆ แล้วโผล่หัวมาให้พวกมึงเห็นหน้าหรอก” ขุนเขารู้ดีว่าครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อนเขายังหยอกล้อกับกระต่ายตัวน้อยต่อไปจนไม่อยากเชื่อ
เข้ามาถึงถ้ำ แต่เสือกลับไม่ขย้ำแล้วปล่อยกลับไป
“ยากกว่าที่คิดอีกนะ” ไคเลอร์เฝ้ามองห่างๆ ยังรู้สึกสนุกไปด้วย ไม่คิดว่าสาวน้อยที่มีแต่ตัวแต่กลับเล่นตัวยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
อย่าว่าแต่พระรามเลย หากไม่ใช่ว่าถูกเพื่อนจองแล้ว เจอแบบนี้ไคเลอร์เองคงกระชุ่มกระชวยหัวใจไม่น้อย สนุกจนไม่อยากหยุดเลยล่ะ
แต่...
“ไม่มีอะไรยากจนเอามาไม่ได้”
อาจจะเป็นความคิดที่โง่และสิ้นคิดอย่างมาก แต่พอจนมุมแล้วจริงๆ เธอก็ทำได้เพียงทำในสิ่งที่หวาดกลัวที่สุด และไม่เคยคิดทำมาก่อนเพราะรู้ดีว่ามันเป็นวงจรอุบาท
แต่มันคือทางออกเดียวของเธอในตอนนี้ คือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เธอก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะแก้ปัญหาดาบหน้าได้ยังไง
กระดาษติดตามเสาไฟถูกหยิบติดมือมาตอนกลับหอพัก เธอกรอกเบอร์โทรลงไปในโทรศัพท์ และโทรออกไปด้วยหัวใจเต้นรัวแรง
กระทั่งมีเสียงปลายสายดังขึ้น
(ฮัลโหล)
“สวัสดีค่ะ เงินกู้หรือเปล่าคะ”
(ได้เบอร์มาจากไหน)
“เอ่อ เห็นแผ่นโฆษณาที่ติดไว้น่ะค่ะ”
(.....) ปลายสายเงียบ แต่นั่นทำให้คนร้อนใจอย่างข้าวหอมไม่รอช้า
“ฉันอยากขอกู้เงินสักห้าหมื่นบาทได้ไหมคะ ผ่อนจ่ายแบบรายเดือน” เธอรีบบอกความต้องการของตัวเองออกไปทันที
แต่น่าเสียดาย นอกระบบก็ใช่ว่าจะปล่อยกันง่ายดายเพียงเอ่ยปาก
(อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไรล่ะ)
“ยี่สิบเอ็ดค่ะ เรียนด้วยทำงานด้วย”
(งั้นเหรอ...)
(คิดว่าตัวเองจะไหวหรือเปล่า)
“เอ่อ คิดดอกเบี้ยยังไงเหรอคะ”
(ดอกเบี้ยสามสิบเปอร์เซ็นต่อเดือนจากยอดกู้และคิดดอกลอย หากไม่มีเงินก้อนชำระ เธอก็ต้องจ่ายดอกจนกว่าจะหาเงินก้อนมาปิดได้)
“.....” ร่างบางถึงกับลืมหายใจ
สามสิบเปอร์เซ็นของห้าหมื่น และเป็นเฉพาะเงินดอกต่อเดือนที่ต้องจ่าย
หมายความว่าหากเธอใช้เวลาหนึ่งปีสำหรับเงินก้อนนี้ เฉพาะเงินดอกเบี้ยก็เสียไปแล้วแสนแปดโดยมันไม่เข้าเงินต้นเลยสักบาทเดียว พร้อมกันที่เธอก็ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินจำนวนห้าหมื่นมาจ่ายได้เมื่อไหร่ แล้วถ้าลากยาวไปกว่านั้น
(ว่าไง ถ้าสนใจก็เข้ามาคุยกัน...)
(แล้วถ้าไม่มีคนรู้จักที่เคยกู้แนะนำมา เธอต้องเสียค่าสัญญาแรกเข้ายี่สิบเปอร์เซ็น)
