บท
ตั้งค่า

ตอนที่7 ไร้ทางเลือก

ใช้เวลาพักใหญ่จากช่วงเย็นที่ออกจากร้านอาหาร จนตอนนี้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว ในที่สุดก็เดินทางมาถึงสนามแข่งรถพื้นที่กว้างขวางหลายร้อยไร่

เรื่องที่เธอคุยมันใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเลยด้วยซ้ำ แต่เขาพาเธอมาคุยไกลขนาดนี้เลยเหรอ

ไม่ใช่บนรถเธอไม่พยายามจะพูดสิ่งที่ต้องการออกไปเผื่อคุยกันรู้เรื่องแล้วจะขอเขาลงข้างทาง

แต่ก็เปล่าประโยชน์

“นั่งเงียบๆ ฉันต้องใช้สมาธิ”

แค่เธออ้าปากเรียกชื่อเขาเพื่อจะพูด เขาก็แทรกสวนกลับมาทันที ทำให้เธอต้องนั่งอึดอัดอยู่แบบนั้นจนถึงที่นี่

“ตามมาสิ” พูดจบเจ้าของสถานที่ก็ลงนำไป ทำให้แขกผู้ไม่ได้อยากมาเยือนต้องลงจากรถแล้วตามลงไป

แม้ตอนนี้จะฟ้ามืดแล้ว แต่สถานที่ห่างไกลและกว้างขวางแห่งนี้ก็ยังมีรถหลายคันให้เธอได้เห็น ไม่รู้ว่ามันควรทำให้สบายใจขึ้นหรือกังวลกว่าเดิมดี

เธอเดินตามร่างสูงตรงหน้าที่ทิ้งระยะหลายก้าวมาเรื่อยๆ เขาพาเข้าตัวอาคารขนาดสามชั้น เข้าในลิฟท์ที่เธอยืนชิดอีกขอบฝั่งให้ห่างเขามากที่สุด และตามออกจากลิฟท์มายังห้องทำงานที่เธอเคยมาสองครั้งแล้ว โดยคิดว่าจะไม่มาเหยียบที่นี่อีกเช่นกัน

“ดื่มอะไร” พอเข้ามาในห้องเขาก็ถามขึ้นอย่างมีน้ำใจ

“ไม่ค่ะ” เธอไม่อยากดื่มอะไรทั้งนั้น อยากรีบพูดรีบกลับ

“กลัวเหรอ” มองหน้าเธอด้วยสีหน้าเดิมแล้วถามออกมา

ตอนแรกอาจจะมีความหวั่นกลัวบ้าง แต่ตอนนี้ที่เขาถามพร้อมกับมองด้วยสีหน้ายากจะอ่าน เรียกว่าหลอนเลยได้ไหม

แต่ถ้าพูดให้ถูก ไม่เคยมีครั้งไหนที่เธอไม่กลัวเขา

“หนูพูดธุระได้หรือยังคะ” พยายามดึงสติ ถามโอกาสที่จะให้เธอพูดออกมา

“พูดมาสิ” ตอบรับเสียงเรียบ เทบรั่นดีใส่แก้วหรูใบสั้น หย่อนน้ำแข็งลงไปหนึ่งก้อน โคลงเคลงมันเล่นในมือก่อนจะยกจิบ

เท้าเรียวยาวก้าวไปหยุดที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่ทิ้งสะโพกพิงลงไป หยิบบุหรี่ยี่ห้อดังขึ้นมาจุดสูบภายในห้องทำงานกว้างขวาง แต่กลับปิดทึบทุกด้านให้กลิ่นและควันอบอวลอยู่ภายใน

ทุกการกระทำของเขามีเธอเผลอมองอย่างไม่เข้าใจสายตาตัวเอง กระทั่งเขาหยุดนิ่งและสบตากับเธอ นั่นทำให้ข้าวหอมหลุบสายตาลงมองพื้น

“หนู... อยากขอยืมเงินเพิ่มอีกห้าหมื่นได้ไหมคะ” ในที่สุดก็ตัดสินใจพูดความน่าอับอายออกไป

เป็นหนี้เขากว่าครึ่งล้านใช้หนี้ยังไม่ครบสามเดือนด้วยซ้ำ แล้วสองเดือนที่ผ่านมาก็ผิดนัดทุกรอบ

ปฏิเสธข้อเสนอของเขาอย่างเด็ดเดี่ยวอวดดีใส่เขาตั้งแต่ครั้งแรกอย่างไม่ลังเล

แต่ทำไมตอนนี้กลับเป็นเธอที่เป็นฝ่ายขอความช่วยเหลือจากเขาเองซะอย่างนี้ล่ะ

เขาจะตอบรับไหม จะสมเพชเธอหรือเปล่า แล้วเธอจะแก้ปัญหาครั้งนี้ได้หรือไม่

“.....” ไม่มีเสียงตอบรับใดดังขึ้นภายในห้องเลย

นั่นทำให้ข้าวหอมเงยหน้าขึ้นไปมองคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าตัวเองเพื่อดูปฏิกิริยาของเขา

ทุกอย่างนิ่งเหมือนสิ่งที่เธอพูดไม่ได้เข้าหูเขา เหมือนเขาไม่ได้ยินและรับรู้สิ่งใดจากเธอเลย

พระรามยังคงยืนสูบบุหรี่ พร้อมกับอีกมือที่ถือแก้วบรั่นดีชั้นดีไว้ แล้วยกจิบอย่างเอื่อยเฉื่อยไม่รีบร้อน

แล้วเธอต้องทำยังไงต่อ พูดอีกรอบ ทวนถามคำตอบจากเขา หรือยอมหมุนตัวกลับไปเพื่อหาทางอื่นก่อนจะหมดเวลาและถึงพรุ่งนี้

“ห้าแสนจากลุงของเธอยังไม่ขยับสักก้าวเลยนะ...”

“แล้วห้าหมื่นจากเธอ มีอะไรค้ำพอให้ฉันกล้าให้” พอเห็นคนที่เหมือนทำตัวไม่ถูกและเริ่มเม้มปากแน่น ในที่สุดพระรามก็เอ่ยถามออกมา

จริงๆ ธุรกิจปล่อยกู้เป็นพี่ชายเขาที่ริเริ่ม แต่พอเขาไม่ค่อยอยากรับงานธุรกิจครอบครัว ทำให้พี่ชายโยนภาระตรงนี้มาให้เขารับผิดชอบดูแลแทน

และแน่นอนว่าเขาทำมันได้ดีไม่น้อย สร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำจากดอกเบี้ยที่ได้รับ ไม่หวาดกลัวคนจะหนีหนี้ เพราะนั่นเท่ากับเลือกจะจบชีวิตตัวเองและคนข้างหลัง

เขาไม่เคยเสียเปรียบในเรื่องนี้ให้ใคร ไม่เคยใจอ่อนหรือเห็นใจสงสาร อยากได้เงินเดินเข้ามาบอกจำนวนพร้อมกับสิ่งของค้ำประกัน หากไม่มีก็จะต้องจ่ายในอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่าปกติ และส่วนใหญ่เขาจะปล่อยกู้ในจำนวนเจ็ดหลักขึ้นไปด้วยซ้ำ

จะต่างอยู่เคสเดียวก็คือครอบครัว ดวงพิทักษ์ ลูกหนี้รายใหม่ที่ไม่มีอะไรค้ำประกัน บังเอิญไปรับรู้จากหัวหน้างานว่าที่นี่คิดดอกถูกกว่าที่อื่น แล้วก็พากันซมซานมาขอกู้เขาตัวเปล่า

แต่เขาก็ดันให้ ซ้ำยังคิดดอกเบี้ยในอัตราปกติเหมือนคนมีหลักค้ำซะอย่างนั้น

เพราะคนตรงหน้าตอนนี้ไง

“หนู ไม่มีค่ะ” ตอบเสียงแผ่วกลับไป

หากมีของค้ำประกันได้ เธอคงนำสิ่งนั้นไปขายหรือจำนำที่อื่นแล้ว

“ธุรกิจหวังผลกำไรรู้หรือเปล่า”

“.....” ใครบ้างไม่รู้ แต่กำไรจากธุรกิจของเขาคือดอกเบี้ยไม่ใช่เหรอ ถึงไม่มีอะไรค้ำประกัน แต่ก็ได้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าธนาคารเพราะการไม่หักต้นนั่นไง

แล้วทำไมไม่ไปธนาคาร?

มีตรงไหนคิดยาก เงินที่มาทำธุรกิจและได้รับเงินทันทีภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง ประวัติอะไรแทบไม่ต้องมีมายื่น จำนวนเท่าไหร่ก็อยู่ที่หลักค้ำประกันหรือไม่ก็ความน่าเชื่อถือของตัวบุคคล แบบนี้ไงคนส่วนใหญ่ถึงหันหน้าหาหนี้นอกระบบทั้งที่ดอกเบี้ยส่วนใหญ่สูงกว่ากฎหมายกำหนด

“อีกอย่างนะข้าวหอม อีกสามวันก็ถึงกำหนดชำระเงินให้ฉันแล้ว” ย้ำเตือนให้เธอไร้ทางเลือก

หากเธอต้องการเงินมากและเขาไม่ให้ยืมแล้วเธอจะทำยังไง ไหนจะเวลาอีกแค่สามวันที่จะต้องชำระหนี้ตามกำหนดที่เดือนนี้คงไม่พอเหมือนสองเดือนแรกนั่นอีก

แต่แบบนี้สิถึงจะดี ไม่พอทุกๆ เดือน เดือดร้อนทุกๆ อย่าง

“.....” ใช่สิ เพราะรู้ว่าอีกไม่กี่วันจะถึงกำหนดชำระหนี้ของลุงแล้ว เธอรู้ว่าเงินส่วนหนึ่งในก้อนนั้นต้องมาจากเธอ นั่นเลยทำให้เธอไม่สามารถนำเงินเดือนที่ได้จากการถูกเลิกจ้างที่ไม่พอค่ากระเป๋าไปแบ่งจ่ายให้นิสาเลยด้วยซ้ำ

แล้วได้เงินก้อนของเธอไปก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเดือนนี้ลุงกับพี่ชายจะหาครบได้จ่ายดีๆ สักเดือนหรือเปล่า

ใบหน้าสวยก้มหน้าลงอย่างใช้ความคิด แต่คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก นั่นทำให้รู้สึกยิ่งกดดัน ยืนไม่นิ่ง เงยหน้าเบือนสายตาราวกับการกวาดสายตามองไปรอบๆ จะทำให้เธอหาคำตอบบางอย่างได้

และ...

“!...นั่นกระเป๋าหนูนี่คะ!”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel