ตอนที่4 สิ้นหวัง
พรึ่บ!
“!... กรี๊ด!” ข้าวหอมตกใจผงะไปช่วงหนึ่ง ก่อนจะส่งเสียงกรีดร้องออกมาเมื่อกระเป๋าผ้าสะพายข้างของเธอถูกมือดีของคนซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์กระชากออกจากบ่าอย่างไม่ได้ตั้งตัว
พร้อมกับรถคันใหญ่เร่งความเร็วออกไป
“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย!” เธอส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือเหมือนคนบ้า วิ่งตามออกไปที่ถนนเห็นเพียงไฟท้ายที่ห่างไกลไปเรื่อยๆ และลับสายตาไปในที่สุด
ร่างบางสั่นเทิ้มไปทั้งตัว หัวใจเต้นแรงไม่รู้เพราะเหนื่อยจากการวิ่ง ตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือเงินที่อยู่ในนั้นกันแน่
ห้าหมื่นห้าพันบาท เงินสดที่พึ่งรับค่ากระเป๋ามา ยังไม่รวมโทรศัพท์และเงินสดของเธอในนั้น
กว่าจะดึงสติกลับมาได้ก็หันไปทางอพาร์ทเม้นท์คืน รถของคนอาศัยจอดอยู่เต็มลาน แต่กลับไม่เห็นผู้คนเดินเพ่นพ่านให้เรียกขอความช่วยเหลือได้เลย
“ขอโทษนะคะ พอจะติดต่อเจ้าของที่นี่เพื่อขอดูกล้องวงจรปิดหน่อยได้ไหมคะ พอดีฉันโดนกระชากกระเป๋าน่ะค่ะ” แล้วก็มีคนเดินออกมาพอดี ข้าวหอมรีบวิ่งเข้าไปรัวพูดสิ่งที่ต้องการ
“อ๋อ เดี๋ยวติดต่อให้นะคะ” อีกฝ่ายมีน้ำใจและยกโทรศัพท์ติดต่อเจ้าของอพาร์ทเม้นท์ให้ทันที
มือเธอสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ น้ำตาหยดออกมาอย่างอับจน มันไม่ใช่เรื่องตลกหรือเรื่องง่ายเลยกับการแก้ปัญหาเรื่องนี้
“เดี๋ยวรออยู่ที่นี่ก่อนนะคะ ประมาณสิบนาทีเดี๋ยวเจ้าของจะมา” หลังวางสายก็หันมาบอกเธอ
“ขอบคุณค่ะ” ข้าวหอมก้มหัวขอบคุณอีกฝ่าย
แต่มันไม่ได้ทำให้เธอสบายใจได้เลยสักนิด สิบนาทีที่อีกฝ่ายกำลังเดินทางมา มันก็เป็นสิบนาทีที่โจรพวกนั้นไปไกลแล้ว รถที่ไม่มีป้ายทะเบียนให้เธอได้จดจำ ไม่รู้เลยว่าจะสามารถตามตัวได้หรือเปล่า
ร่างบางทรุดตัวนั่งกับขั้นบันไดอย่างคนสิ้นหวัง น้ำตาไหลออกมาอย่างง่ายดายกับปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ตอนนี้
เธอจะหาเงินจากไหนมาคืนให้นิสาได้มากมายขนาดนั้น แล้วไหนจะเงินจำนวนหนึ่งในกระเป๋าของเธอ ยังโชคดีที่เงินส่วนใหญ่อยู่ในบัญชีและมีทั้งรหัสโทรศัพท์และรหัสเข้าแอปฯ ธนาคาร แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกดีขึ้นเลย เงินในบัญชีที่มี ไม่ถึงครึ่งของเงินที่ต้องจ่ายนิสาด้วยซ้ำ
เธอจะทำยังไง
ร่างบางกลับถึงหอพักด้วยสภาพเหมือนร่างไร้วิญญาณ ความเมตตาของเจ้าของอพาร์ทเม้นท์คือไปส่งเธอที่สถานีตำรวจเพื่อแจ้งความพร้อมไฟล์จากกล้องวงจรปิดได้ถูกโหลดให้เพราะโทรศัพท์เธอก็หายไปด้วยเหมือนกัน และให้ค่ารถเธอกลับมาถึงที่นี่
แต่ที่สภาพเธอเป็นแบบนี้เพราะกล้องที่จับภาพได้ก็ไม่ได้ต่างจากที่เธอเห็น รถคันสีดำลวดลายแบบเดิมๆ ที่เห็นทั่วไปตามท้องถนน ไม่มีจุดเด่นให้จดจำแม้แต่น้อย ป้าทะเบียนไม่มีให้ตามหาง่ายๆ
ส่วนคนขับขี่สองคนสวมหมวกกันน็อคเต็มใบสีดำ กางเกงยีนส์เสื้อคลุมทุกอย่างเป็นสีดำ เป็นการแต่งตัวทั่วไป ทุกชิ้นแทบจะกลืนกันตามท้องถนนอย่างยากจะตามตัว
“ไม่ง่ายเลยครับที่จะตามตัวเจอ เราจะทำอย่างสุดความสามารถ แต่ก็เผื่อใจไว้หน่อยนะครับ”
นั่นคือกำลังใจใช่ไหม หรือการบอกกรายๆ ว่าทำใจเถอะ ตามตัวไม่เจอหรอก ไม่มีทางได้อะไรคืนแน่ๆ
แล้วเธอจะทำยังไงต่อ จะหาเงินจากไหนมากมายขนาดนั้น
ร่างบางเดินเข้ามาทิ้งตัวในห้องพักด้วยความห่อเหี่ยวและสิ้นหวัง ดีที่ด้านล่างมีคนดูแลอยู่เลยทำให้เธอขอกุญแจสำรองขึ้นมาได้ไม่งั้นไม่รู้ต้องนอนไหน เพราะทั้งตัวไม่เหลืออะไรเลย
“ฮึก!” ความอ่อนแอถาโถมเข้าสู่จิตใจ เธอเครียดมากๆ ไม่ต่างจากวันที่รับรู้เรื่องที่ครอบครัวเผชิญหน้าและค่าเสียหายมากมายนั่นเลยสักนิด
เธอจะหยิบยืมใครได้ เพื่อนสนิทที่มีแค่คนเดียวก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยอะไร อีกทั้งเรียนคนละมหา’ลัยทำให้เราไม่ค่อยได้เจอกัน
“ไม่สิ” ใบหน้าสวยเงยขึ้นจากเดิมเล็กน้อยเหมือนพึ่งคิดอะไรได้
เธอรู้ว่าแม้ตัวเองไม่ได้ผิดแต่ก็ถือว่าเป็นส่วนที่ต้องรับผิดชอบเต็มร้อย
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็มั่นใจว่าจะลองคุยกับนิสาดูก่อน นิสาไม่อยากให้ใครรู้ว่าตัวเองขายกระเป๋าตามนิสัยพวกรักความเพอร์เฟคกลัวคนเข้าใจผิด ต่อให้นิสาไม่พอใจยังไงแต่ก็คงไม่ทำให้เธออับอายหรือไร้ทางออกไปมากกว่านี้
เมื่อคิดได้แบบนั้นร่างบางก็ฮึดสู้ขึ้นมาอีกครั้ง พยายามมองโลกในแง่ดีเข้าไว้ รอเผชิญหน้ากับความจริงและเจ้าของเงินตัวจริงในวันพรุ่งนี้
และ…
“ไม่ได้!” คำปฏิเสธดังขึ้นอย่างเด็ดขาด
“ฉันขอเวลาไม่นานนะนิสา”
“ไม่! ฉันจะไปรับกระเป๋ามะรืนนี้แล้ว”
“แต่เธอก็มีเงินไม่ใช่เหรอ”
“ฉันมีเงิน แต่ฉันต้องการเงินของฉันคืน!”
“ฉันรู้ และฉันสัญญาว่าจะหามาคืนเธอให้ครบแน่นอน ขอเวลาฉันหน่อยนะ”
“ถ้าฉันอยากเสียเงินตัวเองเต็มจำนวนขนาดนั้น ฉันคงไม่ต้องขายกระเป๋าใบนั้นหรอกนะ...”
“ฉันให้เวลาเธอถึงพรุ่งนี้ ฉันต้องได้เงินครบทุกบาท ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้จะถึงหูทุกคน รวมถึงอาจารย์แน่”
“แต่...” มันไม่เกี่ยว
“ฉันจะบอกทุกคนว่าเธอหลอกโกงเงินฉัน!”
