บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 9 เหตุใดครานั้นจึงถอนหมั้น

ยามที่ ฉินจื่อเว่ย ได้ยินคำเรียกขานว่า "ท่านผู้บัญชาการ" นางตกอยู่ในอาการเหม่อลอยไปชั่วขณะ

เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นมั่นคงย่ำผ่านสายฝนโปรยปรายมาหยุดลงที่หน้าประตู ฉินจื่อเว่ยที่พิงกายกับผนังผุพังเงยหน้าขึ้นมอง สายตาของนางปะทะเข้ากับดวงตาสีดำขลับลุ่มลึกที่ดูราวกับถูกชะล้างด้วยหยาดฝนจนคมปลาบ

อวี่เฮ่าหมิง ถือดาบซิ่วชุนไว้ในมือ วสันตฤดูอันหนาวเหน็บทำให้ร่างของเขาเปียกโชก หยดน้ำไหลรินลงตามชุดเฟยอวี๋ฝู ทว่าเขาไม่ได้ดูมอมแมมไร้ราศีเหมือนผู้อื่นยามต้องฝน

แผ่นหลังของเขายังคงตั้งตรงตระหง่าน สีหน้าเรียบเฉยเย็นชาน่าเกรงขามยืนตระหง่านอยู่ขอบประตู

ภายในกระท่อมศิลา องครักษ์เสื้อแพรสองนายกำลังจัดการควบคุมตัวกบฏผู้นั้นออกมา ชายโฉดถูกกดบ่าทั้งสองข้างอย่างแรงจนไม่อาจยืดหลังตรง ได้แต่เดินโซเซออกมาจากกระท่อม

ดูเหมือนเขาจะจำใบหน้า "ยมราช" ของอวี่เฮ่าหมิงได้ ยามที่เดินสวนกัน ขาของเขาจึงสั่นพะเยิบ หน้าถอดสีดุจขี้เถ้าพลางเหลือบมองอวี่เฮ่าหมิงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด

อวี่เฮ่าหมิงจ้องมองฉินจื่อเว่ยที่เสื้อผ้าหลุดลุ่ยเล็กน้อยภายในห้องครู่หนึ่ง ก่อนจะตวัดสายตาอันคมกริบไปยังสายรัดเอวของชายผู้นั้นที่ถูกแก้ออก เขาตีหน้าขรึมลงทันที พลางตวัดดาบขึ้นจ่อเข้าที่ลำคอของมัน

คมดาบอันแหลมคมกรีดผิวเนื้อจนปรากฏเส้นเลือดสีแดงฉาน ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วลำคอ ร่างของชายผู้นั้นแข็งทื่อ เขาได้ยินน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยไอเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจดังขึ้นเหนือศีรษะ

"เจ้าแตะต้องนางหรือ?"

ใบหน้าของฉินจื่อเว่ยพลันขาวซีด เหอซันและองครักษ์เสื้อแพรคนอื่นๆ ที่อยู่ด้านนอกได้ยินคำถามนี้ก็อึ้งไปครู่หนึ่ง คำถามเช่นนี้มิควรเอ่ยออกมาโดยง่าย หากข่าวแพร่งพรายออกไป คุณหนูฉินจะยืนหยัดอยู่ในเมืองหลวงได้อย่างไร

คมดาบพาดคอ เลือดอุ่นคาวไหลรินตามใบดาบเย็นเยียบหยดลงสู่พื้น ชายผู้นั้นไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย วาจานั้นคล้ายถูกเค้นออกมาจากซอกฟัน ไอสังหารที่แผ่ออกมาอย่างไร้การปกปิดพุ่งตรงเข้าใส่เขา เขารู้ดีว่าหากตนเอ่ยผิดไปเพียงคำเดียว เกรงว่าแม้แต่ประตูบานนี้ก็คงไม่มีโอกาสได้ก้าวออกไป หัวคงต้องหลุดจากบ่าเป็นแน่

ฉินจื่อเว่ยกล่าวได้ไม่ผิด คนเช่นเขาเห็นแก่ตัวและกลัวตาย ในวินาทีเป็นตายเช่นนี้ นอกจากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดแล้วเขาก็คิดสิ่งใดไม่ออกอีก

ริมฝีปากของชายผู้นั้นสั่นระริก กว่าจะเค้นเสียงที่สั่นเครือออกมาได้ก็ใช้เวลานาน "มะ...ไม่มี ข้าไม่ได้แตะต้องนาง ท่านถามนางดูได้..."

ทว่าความลังเลเพียงกึ่งหนึ่งในน้ำเสียงนั้น สำหรับอวี่เฮ่าหมิงแล้วไม่ต่างจากการสารภาพผิด เขาปรายตามองเหงื่อที่ผุดซึมบนใบหน้าของมันอย่างไร้ความรู้สึก ก่อนจะโน้มกายลงกระซิบข้างหูมันประโยคหนึ่ง

"ไม่ได้แตะ หรือแตะไม่ทันกันแน่?"

ชายผู้นั้นชะงักไป ยังไม่ทันได้โต้ตอบ อวี่เฮ่าหมิงก็ยืดกายขึ้น เขาพลิกข้อมือครั้งหนึ่ง พลันเกิดเสียงคมดาบกรีดเนื้ออย่างรุนแรง วินาทีต่อมา เนื้อโสโครกชิ้นหนึ่งก็ร่วงหล่นลงสู่พื้น

เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดดังสนั่นลั่นป่า ชายผู้นั้นปวดร้าวเกินจะยืนไหว เขาทรุดเข่าลงกับพื้นอย่างควบคุมไม่ได้ เลือดสดพุ่งทะลักออกมาจากหว่างขา อวี่เฮ่าหมิงเอ่ยเรียบๆ ว่า

"เฝ้าไว้ให้ดี อุดปากให้สนิท อย่าให้ใครรับตัวมันไปเสียก่อน"

กล่าวจบเขาก็ปรายตามององครักษ์เสื้อแพรคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์ "หากเรื่องในวันนี้แพร่งพรายออกไปจนเสื่อมเสียชื่อเสียงของสกุลฉิน ข้าจะคิดบัญชีนี้กับพวกเจ้า"

เหล่าองครักษ์เสื้อแพรรีบพยักหน้ารับคำ "ขอรับ!" จากนั้นจึงหิ้วปีกชายผู้นั้นลากออกไปทันที

ฉินจื่อเว่ยไม่เคยเห็นใครลงดาบต่อหน้าต่อตาเช่นนี้มาก่อน นางใบหน้าซีดเผือด ยามที่ชายผู้นั้นถูกลากไป นางเผลอเหลือบมองกองเลือดบนพื้นตามสัญชาตญาณ ทว่ายังไม่ทันจะได้เห็นชัด อวี่เฮ่าหมิงก็ใช้ปลายเท้าเตะเขี่ยกองฟางแห้งขึ้นมาปกคลุมสิ่งสกปรกนั้นจนมิดชิด

ฉินจื่อเว่ยไล่สายตามองตามรองเท้าบูตสีดำของเขาขึ้นไป และเผลอจ้องมองไปที่ดาบของเขาอย่างควบคุมไม่ได้

อวี่เฮ่าหมิงเห็นแววตาหวาดกลัวของนางจึงหมุนตัวเดินออกไปข้างนอก แล้วส่งดาบเข้าไปในม่านฝน สายฝนอันเย็นฉ่ำชะล้างใบดาบ ค่อยๆ ล้างคราบเลือดออกจนสะอาดหมดจด

เขาควงดาบสะบัดน้ำออกก่อนจะเก็บเข้าฝัก แล้วจึงสาวเท้ากลับมาหาฉินจื่อเว่ย เขาเป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ ยามมายืนตรงหน้านางเช่นนี้ ฉินจื่อเว่ยจึงต้องแหงนหน้าขึ้นเพื่อมองใบหน้าเขา

ยามนี้นางดูอเนจอนาถนัก เสื้อผ้าหลุดลุ่ยและเปียกชื้น เส้นผมที่เคยสลวยดุจแพรไหมกลับยุ่งเหยิง ปอยผมยาวระลงข้างแก้ม ริมฝีปากซีดจางดวงตาฉ่ำน้ำราวกับจะร่ำไห้ ดูอ่อนแอไร้ที่พึ่งพาน่าสงสารยิ่ง ทว่านางกลับไม่ร้องไห้ออกมา มือที่สั่นเทาเล็กน้อยนั้นถูกซ่อนไว้ใต้แขนเสื้อ

นางถึงขั้นเอ่ยถามเสียงเบาว่า "ใต้เท้าอวี่ทราบได้อย่างไรว่าข้าอยู่ที่นี่?"

อวี่เฮ่าหมิงไม่ตอบคำถามนาง เขาเอื้อมมือไปหยิบเศษฟางแห้งที่ติดอยู่บนเส้นผมของนางออก ก่อนจะเอ่ยว่า "บุตรีสกุลฉินเข้มแข็งเช่นเจ้าทุกคนหรือไม่? ตกอยู่ในสภาพนี้แล้วยังไม่รู้จักร้องไห้ออกมาสักคำ"

ฉินจื่อเว่ยชะงักไป ไม่รู้จะตอบเขาอย่างไรดี อวี่เฮ่าหมิงก็มิได้เซ้าซี้ เขาหลุบตามองที่ขาซ้ายซึ่งวางท่าทางผิดปกติของนาง ทันใดนั้นเขาก็เลิกชายชุดเฟยอวี๋ฝูขึ้นแล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งตรงหน้านาง

เขาใช้มือกุมเข่าซ้ายของนางไว้เบาๆ แล้วใช้นิ้วยาวกดลงบนเข่าที่บาดเจ็บสองสามครั้ง

ฉินจื่อเว่ยเจ็บจนส่งเสียงครางแผ่วในลำคอราวกับลูกแมว เสียงนั้นนุ่มนวลและแหบพร่าเล็กน้อย ฟังแล้วชวนให้ใจสั่น

เดิมทีอวี่เฮ่าหมิงก็มิได้ออกแรงมากนัก เมื่อเห็นดังนั้นเขาก็รีบชักมือกลับทันที เขาแหงนหน้ามองนาง เห็นดวงตาของนางเริ่มแดงก่ำ จึงเอ่ยช้าๆ ว่า "กระดูกมิได้เป็นอะไร พักฟื้นสักสองสามเดือนก็คงหายดี"

ฉินจื่อเว่ยยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่คลอออกมาเพราะความเจ็บเบาๆ พลางเม้มริมฝีปาก "ขอบคุณใต้เท้าอวี่เจ้าค่ะ"

อวี่เฮ่าหมิงลุกขึ้นยืน แขวนดาบกลับเข้าที่เอว แล้วใช้นิ้วสองนิ้วจ่อปากเป่านกหวีดดังกังวาน ม้าสีดำตัวหนึ่งวิ่งมาจากที่ไกลและหยุดลงท่ามกลางสายฝนหน้าประตู มันสะบัดหัวไล่หยาดน้ำฝนที่ซึมเข้าแผงคอ

สภาพของฉินจื่อเว่ยในยามนี้ย่อมเดินไม่ไหว อวี่เฮ่าหมิงยื่นมือหมายจะเข้าไปโอบอุ้มตัวนาง ทว่าฉินจื่อเว่ยกลับปัดมือเขาออกเบาๆ "ข้า... ข้าไปเองได้เจ้าค่ะ" กล่าวจบก็นางก็พิงผนัง พยายามกระโดดขาเดียวออกไปข้างนอก

อวี่เฮ่าหมิงช่วยชีวิตนางไว้ นางย่อมควรขอบคุณเขา ทว่าเรื่องราวในอดีตได้เกิดขึ้นไปแล้ว ระยะห่างที่ควรมี ฉินจื่อเว่ยย่อมไม่คิดจะก้าวล่วง

อวี่เฮ่าหมิงขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังของนาง ทันใดนั้นเขาก็ก้าวเข้าไปหาเพียงสองก้าว แล้วอุ้มนางขึ้นในท่าอุ้มสาวงามโดยไม่เอ่ยคำใดสักคำ

ฉินจื่อเว่ยร้องอุทานด้วยความตกใจ โอบกอดลำคอของเขาไว้ตามสัญชาตญาณ นางตั้งใจจะบอกให้เขาปล่อยนางลง ทว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นสีหน้าบึ้งตึงเคร่งขรึมของเขา วาจาที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากก็ถูกกลืนกลับลงไป

อวี่เฮ่าหมิงสาวเท้าออกไปด้านนอก อุ้มนางขึ้นหลังม้า เหอซันที่รออยู่หน้าประตูเห็นเข้าก็ได้แต่ลอบประหลาดใจ อวี่เฮ่าหมิงใช้มือข้างหนึ่งประคองเอวของฉินจื่อเว่ยไว้ แล้วยื่นมืออีกข้างไปทางด้านหลัง "ร่ม!"

เหอซันเห็นดังนั้นจึงรีบส่งร่มกระดาษน้ำมันที่เตรียมไว้ให้ องครักษ์เสื้อแพรยามออกปฏิบัติหน้าที่ไหนเลยจะพกของพรรค์นี้ การกรำแดดฝนถือเป็นเรื่องปกติ ร่มคันนี้อวี่เฮ่าหมิงหยิบติดมือมาจากอาราม ไม่คิดว่าระหว่างทางฝนจะตกจริงๆ ยามนี้จึงได้นำมาใช้

อวี่เฮ่าหมิงกางร่มออกแล้วยัดใส่มือฉินจื่อเว่ย พลางเอ่ยอย่างไม่ยอมให้ปฏิเสธ "ถือไว้!"

ฉินจื่อเว่ยไม่ค่อยได้ขี่ม้านัก นางกำด้ามร่มไว้พลางนั่งตะแคงอยู่บนหลังม้าด้วยท่าทางทำตัวไม่ถูก นางนั่งอยู่บนที่สูง ส่วนอวี่เฮ่าหมิงยืนอยู่ด้านล่าง ยามนี้กลับกลายเป็นเขาที่ต้องแหงนหน้ามองนาง

เสียงฝนตกกระทบผืนร่มดังเปาะแปะ หยาดน้ำเย็นฉ่ำใสกระจ่างหยดไหลตามขอบร่มลงบนแขนของเขา

เขายืนอยู่ท่ามกลางสายฝนอันหนาวเหน็บที่โปรยปรายลงมา ทันใดนั้นเขาก็ช้อนดวงตาสีดำเข้มขึ้น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้นที่มักจะไม่ยอมหยุดพักสายตาไว้ที่เขา

เขาจ้องมองอยู่นาน แววตาเหมือนกับวันนั้นที่หน้าประตูอู่เหมินบนถนน ดูราวกับจะมองนางให้ทะลุปรุโปร่ง จนกระทั่งฉินจื่อเว่ยเริ่มรู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูก ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำประโยคหนึ่ง...

"เหตุใดครานั้นจึงถอนหมั้น?"

.

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel