บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 ออกเดินทาง

“องค์หญิงใหญ่โตขึ้นแล้วจริง ๆ” ฟื้นจากความตายคราวนี้ องค์หญิงใหญ่ของนางไม่ได้ใช้อารมณ์ในการตัดสินใจอีกเลยแม้แต่น้อย

          ข่าวการปลิดชีพตนเองขององค์หญิงใหญ่ ฉินตงฮ่องเต้ไม่ได้รับรู้ด้วยซ้ำหรือถึงรู้เขาก็ไม่สนใจ มีเพียงสือกุ้ยเฟยกับองค์หญิงรองเท่านั้นที่รู้เรื่องนี้ เพราะตอนที่สาวใช้เจียวฝางมาตามหมอหลวง นางต้องรายงานเรื่องนี้ต่อสือกุ้ยทราบเสียก่อนถึงจะนำตัวหมอหลวงออกมาได้

          ตำหนักจิ้งซื่อเตี้ยน

          ฉินเฟินเยว่กำลังสนทนาอยู่กับมารดา “เสด็จแม่จะปล่อยนางไปจริง ๆ หรือเจ้าคะ” ถึงนางจะยินดีที่ฉินมี่ออกจากแคว้นฉินไปได้ แต่ฉินเฟินเยว่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่ามารดาจะปล่อยให้ศัตรูจากไปง่าย ๆ เพียงนี้เชียวหรือ

          สือกุ้ยเฟยเผยรอยยิ้มเยือกเย็น “ปล่อยนางไปแล้วนางจะทำอะไรได้ นางไปอยู่แคว้นเว่ยก็เหมือนก้าวขาไปสู่ประตูนรกแล้ว” คนผู้นั้นจะปล่อยให้นางมีชีวิตรอดได้อย่างไรกัน นางได้ยินว่าเว่ยอ๋องผู้นั้นเกลียดสมรสพระราชทานเป็นที่สุด หากเขาไม่พิการ เซียวเจ๋อฮ่องเต้ผู้มีศักดิ์เป็นหลานชายก็คงทำอะไรเขาไม่ได้ สำคัญกว่านั้นเขาเกลียดสตรีแคว้นศัตรูเป็นอย่างยิ่ง

          “เสด็จแม่ฉลาดยิ่งนัก” ฉินเฟินเยว่ยิ้มประจบ

          “ทุกอย่างแม่ล้วนทำเพื่อเจ้า” ว่าแล้วก็โน้มตัวบุตรสาวเข้ามากอดด้วยความรักใคร่

          ฉินตงฮ่องเต้มอบหน้าที่ให้พระสนมคนโปรดสือกุ้ยเฟยเป็นคนจัดการเรื่องสินเดิมให้องค์หญิงใหญ่ นางจัดสินเดิมให้องค์หญิงใหญ่อย่างสมเกียรติ ราวกับว่าเป็นองค์หญิงที่บิดามารดารักใคร่เป็นอย่างมากคนหนึ่ง

          ก่อนออกเดินทางหนึ่งวัน สือกุ้ยเฟยจึงมาพบฉินมี่ที่ตำหนักของนาง สือกุ้ยเฟยไม่แม้แต่จะแสดงความเคารพองค์หญิงใหญ่ด้วยซ้ำ

          ฉินมี่ไม่ได้ถือสาหาความเรื่องนี้ เพราะรู้ว่าอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ ตนไม่มีค่าให้ใครต้องเคารพอยู่แล้ว แต่ก็อดสงสัยในจำนวนสินเดิมไม่ได้ แต่น้ำเสียงที่กล่าวออกกลับไม่ได้ตื่นเต้นอะไร “สินเดิมนี้กุ้ยเฟยเป็นคนจัดให้ข้าหรือ”

          “เจ้าค่ะ”

          “มากถึงเพียงนี้”

          สือกุ้ยเฟยยิ้มละมุน กล่าวออกเสียงนุ่มนวลน่าฟังยิ่ง “องค์หญิงใหญ่เป็นถึงธิดาของฮ่องเต้แคว้นฉิน สมรสทั้งทีจะน้อยหน้าผู้อื่นได้อย่างไร”

          ด้วยรู้ว่าที่ผ่านมาไม่มีใครหวังดีกับเจ้าของร่างนี้จากใจจริง ฉินมี่จึงไม่ได้ยินดียินร้ายกับสินเดิมเหล่านี้ แต่ในใจของกุ้ยเฟยมีแผนอะไรนางก็สุดรู้ และถึงจะบอกว่าไม่ยินดียินร้ายกับสินเดิมแต่ในใจลึก ๆ นางก็แอบยินดีอยู่บ้าง เพราะสินเดิมมากมายขนาดนี้อย่างน้อยภายภาคหน้านางก็ไม่อดตาย “นับเป็นบุญของข้ายิ่งนัก”

          ถ้าไปถึงแคว้นเว่ยแล้ว หากบุรุษผู้นั้นไม่รักนางและยอมให้นางเป็นอิสระก็คงดี

          “ขอให้องค์หญิงใหญ่เดินทางโดยปลอดภัย” แม้ภายนอกใบหน้าจะสงบนิ่ง แต่ภายในกลับกำลังยิ้มเยาะ ทำไมนางจะจัดสินเดิมให้ฉินมี่มากไม่ได้เล่า เพราะเมื่อนางสิ้นใจแล้ว สินเดิมเหล่านี้ก็จะถูกส่งกลับมาเป็นสมบัติของนางทันที

          “ขอบคุณ ข้ายังต้องเตรียมของอีก ข้าขอตัว”

          “เช่นนั้นข้าลา”

          สือกุ้ยเฟยเดินออกมาแล้ว หลงกงกงจึงเอ่ยขึ้น “องค์หญิงใหญ่เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้” ก่อนหน้ายามที่ไม่พอใจสิ่งใดนางเอาแต่กรีดร้องโวยวายเสียงดังลั่นตำหนักคล้ายกับคนเสียสติ แต่วันนี้ตั้งแต่สือกุ้ยเฟยมาถึงจวบจนกระทั่งเดินทางกลับ ฉินมี่กลับไม่แม้แต่จะแสดงสีหน้าไม่พอใจให้ใครเห็น

          “ให้นางหยิ่งผยองไปเถิด อีกไม่นานนางก็จะรู้ว่านรกที่แท้จริงเป็นอย่างไร”

         

          ถึงวันออกเดินทาง รถม้าของเจ้าสาวอยู่ด้านหน้าขบวน ตามด้วยสินเดิมเจ้าสาว ส่วนเครื่องบรรณาการทั้งหลายอยู่ด้านหลัง ผู้ที่นำเครื่องบรรณาการไปส่งในครั้งนี้ก็คือแม่ทัพหยวน หยวนหงเจี๋ย อดีตชายในดวงใจขององค์หญิงใหญ่นั่นเอง

          กล่าวถึงชายในดวงใจขององค์หญิงใหญ่ ต้องเท้าความถึงวันปักปิ่นครบรอบสิบห้าปีของนาง วันนั้นเป็นวันที่หยวนหงเจี๋ยเดินทางกลับเมืองหลวงหลังจากรบข้าศึกชนะพอดี และเขาก็ได้เข้าร่วมพิธีปักปิ่นของนางด้วย

วันนั้นเป็นครั้งแรกที่เจ้าของร่างนี้ได้เห็นผู้คนและบุรุษมากหน้าหลายตา ตัวนางสั่นเทาจนก้าวขาแทบไม่ออก และคนที่ทำให้นางประทับใจมากที่สุดเมื่อแรกเจอก็คือแม่ทัพหยวนคนนี้ เขาทั้งหล่อเหลาทั้งองอาจ ร่างกายสูงใหญ่กำยำ ในตอนนั้นนางแอบฝันกลางวันว่าหากได้เขามาเป็นคู่ชีวิตเขาคงปกป้องนางได้ และคงพานางออกไปจากพระราชวังที่คล้ายคุกแห่งนี้อย่างแน่นอน

ทั้งสองแอบส่งจดหมายถึงกันเรื่อยมา กระทั่งหนึ่งปีต่อมาเจ้าของร่างนี้ถึงได้รู้ว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะหลังจากที่นางถูกจับได้ว่าแอบนัดพบกับเขาที่หอสุราจันทร์หอมวันนั้น เขากับนางก็ไม่เคยติดต่อกันอีกเลย ทั้งที่วันนั้นเขาพ่นคำหวานมากมายว่าจะมีนางเพียงคนเดียว

อีกทั้งนางยังได้ยินข่าวมาว่า ตอนนี้เขายังแอบบ่มเพาะความรักกับองค์หญิงรองฉินเฟินเยว่น้องสาวต่างมารดาของนางอีกด้วย

          ฉินมี่ก้าวขาขึ้นรถม้าด้วยท่วงท่าสง่างาม เพราะถึงแม้จะบอกว่าฉินตงฮ่องเต้ไม่ได้รักและทะนุถนอมธิดาองค์นี้ แต่เขาก็ยังจ้างอาจารย์มาสอนศาสตร์ทั้งสี่ อันได้แก่ พิณ หมากล้อม เขียนพู่กัน และวาดภาพ ให้กับนาง รวมถึงมารยาทและการวางตัวของคนชั้นสูง

          นั่นยิ่งทำให้หยวนหงเจี๋ยแปลกใจยิ่ง นางไม่ชายตามาทางเขาแม้แต่น้อย เมื่อว่าที่พระชายาเว่ยอ๋องขึ้นไปนั่งในรถม้าเรียบร้อยแล้ว เสียงอันทรงพลังจึงดังขึ้น “ออกเดินทางได้” เมื่อนั้นขบวนบรรณาการจึงเริ่มเคลื่อนออกจากที่
ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel