ตอนที่ 2 ทางออกที่ดีที่สุด
“ไว้ชีวิตเจ้าหรือ แล้วชีวิตข้าล่ะ เสด็จพ่อเห็นข้าเป็นอะไร ถึงให้ข้าไปแต่งงานกับปีศาจผู้นั้น” ฉินมี่กล่าวออกทั้งน้ำตา ถึงนางจะถูกกักบริเวณให้อยู่แต่ในตำหนัก แต่ทุกวันฉู่หมัวมัวผู้เคยรับใช้มารดาย่อมนำข่าวสารในราชสำนักมารายงานให้นางทราบเสมอ
รวมถึงข่าวที่แคว้นเว่ยยึดดินแดนแคว้นฉินไปได้ทั้งหมดสิบเมือง และข่าวที่เว่ยอ๋องผู้โหดร้ายถูกพิษขณะออกรบจนถึงขั้นพิการจนออกรบไม่ได้นางก็ทราบ เพราะบุรุษที่ทำให้เขาต้องพ่ายแพ้ในสนามรบตอนนั้นก็คือชายในดวงใจของนาง… หยวนหงเจี๋ย
ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมานางไม่เคยได้รับความรักจากบิดาแม้แต่เสี้ยวเดียว ไม่รักก็แล้วไปเถิด แต่นี่เขาถึงขั้นเกลียดลูกในไส้ของตนมันยุติธรรมกับนางแล้วหรือ
ตั้งแต่จำความได้นางเคยเห็นหน้าบิดาเพียงครั้งเดียวในพิธีปักปิ่นตอนอายุสิบห้าปีเท่านั้น และหลังจากวันนั้นนางก็ถูกขังในตำหนักมาตลอด กระทั่งเมื่อวานนี้นางอายุครบยี่สิบบริบูรณ์ ยังจำหน้าบิดาไม่ได้ด้วยซ้ำ
ตำหนักที่นางอาศัยอยู่ก็อยู่ห่างไกลจากตำหนักอื่นของวังหลัง แถมยังเก่าโทรม อาหารการกินที่มีคนนำมามอบให้นางก็ทำแบบขอไปที แม้นางจะประท้วงโดยการอดข้าวอดน้ำเพื่อเรียกร้องความสนใจจากบิดาหลายครั้ง แต่เขาก็ไม่เคยย่างกรายมาที่ตำหนักของนางแม้แต่ครั้งเดียว
ทุกอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดก็เพราะว่านางคือบุตรสาวที่ถูกบิดาเกลียด เหตุผลที่เขาเกลียดนางก็เพราะฉินมี่ทำให้หญิงอันเป็นที่รักของเขาถึงแก่ชีวิต เพียงเพราะผู้หญิงคนนั้นคลอดนางออกมา เมื่อยี่สิบปีก่อนฮองเฮาคลอดนางอย่างยากลำบาก และฮองเฮาก็เสียเลือดมากทำให้หมอหลวงรักษาชีวิตมารดาของนางไว้ไม่ได้ ตั้งแต่ตอนนั้นเขาก็โทษว่านางเป็นต้นเหตุทำให้ฮองเฮาถึงแก่ชีวิต บิดารักมารดาของนางมาก ถึงตอนนี้ตำแหน่งฮองเฮาก็ยังว่างเว้นไม่เคยเอาสตรีคนใดมาแทนที่
“แต่องค์หญิงขัดราชโองการไม่ได้นะเจ้าคะ”
ฉินมี่ยิ้มหยันด้วยความสมเพชตนเอง “ขัดราชโองการไม่ได้อย่างนั้นหรือ วันนี้เป็นวันเทศกาลหยวนเซียว แทนที่ข้าจะได้ออกไปเที่ยวชมโคมไฟกินขนมอร่อยเหมือนกับคนอื่น ๆ แต่กลับถูกขังในตำหนัก”
ฉินมี่น้ำตารินไหล กล่าวต่อว่า “เจ้าคอยดูต่อไปเถิด” สตรีที่ใดกันจะกล้าแต่งงานกับบุรุษโหดเหี้ยมผู้นั้น บิดาของนางอยากให้นางแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ หรืออยากส่งนางไปตายกันแน่ เช่นนั้นนางก็ขอตายอยู่ที่นี่เถิด ถึงตอนนั้นคนที่เขาต้องส่งไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ก็คงหนีไม่พ้นฉินเฟินเยว่ ธิดาที่เขารักและโปรดปรานผู้นั้น มิหนำซ้ำนางยังแย่งคนรักของนางไป
ฉินมี่ยิ้มเย็นดวงตามีแววอาฆาตแค้น กล่าวต่ออีกว่า “เจ้าออกไปก่อนเถอะ ข้าอยากอยู่คนเดียว”
“เจ้าค่ะ” เจียวฝางรีบลนลานออกไปก่อนที่ผู้เป็นนายจะเปลี่ยนใจอีกครั้ง แม้จะอยู่ด้วยกันมานานแต่นางก็ไม่เคยชินกับอารมณ์ดุร้ายแปรปรวนของผู้เป็นนายเลยสักนิด
แต่นางก็พอจะเข้าใจความรู้สึกของผู้เป็นนายได้ เดิมทีองค์หญิงใหญ่เป็นสตรีที่เรียบร้อย พูดจาไพเราะ แต่หลังจากวันที่นางกลับจากหอสุราจันทร์หอมวันนั้น นางก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากที่เคยเก็บสีหน้าเก็บวาจาก็ไม่สามารถทำได้อีกแล้ว บ่อยครั้งที่อดน้ำอดอาหารเพื่อเรียกร้องความรักจากบิดาจนตอนนี้ร่างกายผ่ายผอมคล้ายกับคนเป็นโรค แต่บิดาก็ไม่เคยสนใจ
กระทั่งนางป่วยจนเกือบไปเยือนปรโลกแต่ฉินตงฮ่องเต้ก็ยังไม่เคยมาเยี่ยมธิดาของตน เช่นนี้จะไม่ให้นางน้อยใจได้อย่างไร ยามมีความสุขฮ่องเต้ผู้นี้ไม่เคยคิดถึงนางเลยสักครั้ง แต่พอมีเรื่องทุกข์ใจกลับคิดถึงนางเป็นคนแรก
ประตูตำหนักปิดลงจนสนิทแล้ว ฉินมี่ค่อย ๆ หยิบแถบผ้าสีขาวออกมาจากหีบไม้งดงาม จากนั้นเลื่อนโต๊ะไปยังขื่อของตำหนัก หยิบแถบผ้านั้นขึ้นมาแล้วทำสิ่งที่ตนคิดว่าจะหลุดพ้นจากบิดาใจร้ายผู้นี้ นางเป็นเหตุทำให้มารดาถึงแก่ความตาย แล้วนางไม่เสียใจหรือ ทำไมบิดาถึงโยนความผิดมาให้นางเพียงคนเดียว
เช่นนั้นก็ดีต่อจากนี้นางกับเขาคงหมดวาสนาที่จะเป็นบุตรกับบิดากันอีกต่อไป
ผ่านไปราวหนึ่งเค่อ เสียงโต๊ะล้มลงกระทบกับพื้นตำหนักเสียงดัง เจียวฝางที่รอรับใช้อยู่ด้านหน้าได้ยินเสียงดังจากในห้องก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยความรีบร้อน
ดวงตานางเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างอันผอมแห้งห้อยอยู่บนขื่อ “องค์หญิงใหญ่!” นางตะโกนออกเสียงสั่น พลางวิ่งเข้าไปแก้เชือกผ้าให้กับผู้เป็นนาย ใบหน้าของฉินมี่ขาวซีดจนน่าตกใจ เจียวฝางสั่นสะท้านไปทั้งตัวพลางแก้เชือกพลางร้องไห้ไปด้วย
เมื่อนำร่างของหญิงสาวลงมานอนราบบนพื้นได้แล้ว เจียวฝางรีบตรวจสอบลมหายใจของผู้เป็นนายทันที ดวงตานางขยายกว้างขึ้นอีกเมื่อพบว่าร่างของฉินมี่ไร้ซึ่งลมหายใจแล้ว
“ไม่นะองค์หญิงใหญ่ ท่านจะตายไม่ได้เป็นอันขาด หากท่านเป็นอะไรไปข้าจะอยู่อย่างไร” ชีวิตนี้นางถวายให้กับฉินมี่แล้ว หากผู้เป็นนายสิ้นลมแล้วนางจะอยู่ได้อย่างไร แม้บางครั้งฉินมี่จะอารมณ์ร้ายไปบ้างแต่นางก็รักของนาง “ท่านรอข้าอยู่ที่นี่นะเจ้าคะ ข้าจะรีบไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้” กล่าวจบร่างอรชรอ้อนแอ้นไม่ต่างจากนายสาวเท่าไรนักก็วิ่งออกไปจากตำหนักทันที
