บทที่ 4 องค์ชายตัวประกัน
บทที่ 4 องค์ชายตัวประกัน
“พวกเจ้า...หยุดเดี๋ยวนี้นะ...พวกเจ้าเลิกรังแกเขาได้แล้ว” เสียงหวานดังตวาดขึ้นด้วยอารมณ์ขัดเคืองใจกับภาพตรงหน้ายิ่งนัก
หยางตงหยางที่นอนคุดคู้อยู่กับพื้นอย่างหมดสภาพ รายล้อมไปด้วยกลุ่มขันทีหนุ่มที่กำลังรุมทุบตีเขาไม่หยุดหย่อน
หยางตงหยางปรือตาที่ปูดโปนขึ้นมองภาพของหญิงสาวร่างบางนางหนึ่งที่ยืนเคียงข้างโอรสสวรรค์ปรากฏตรงหน้า
“กระหม่อมสมควรตาย...กระหม่อมสมควรตาย” เสียงวิงวอนของขันทีน้อยพร้อมกับโขกศีรษะลงกับพื้น เมื่อผู้มีอำนาจเหนือเขาตำหนิการกระทำอันสนุกสนานและคึกคะนองดังกล่าว
เสวียนเฟยหลงทำเพียงโบกมือไล่บรรดาบ่าวไพร่ออกไป ก่อนจะหันไปหาฉู่อันหลาน “องค์ชายผู้นี้เป็นเพียงเชลยของแคว้น หลานเอ๋อร์...เจ้าอย่าได้สนใจไปเลย”
ฉู่อันหลานยู่หน้าอย่างนึกขัดเคือง “พี่เฟยหลง...ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็เป็นถึงองค์ชาย กลั่นแกล้งกันถึงเพียงนี้มิใจร้ายเกินไปหน่อยหรือ”
“เอาละๆ หากเจ้าไม่ชอบ ต่อไปข้าจะให้คนคอยดูแลเขาดีหรือไม่” เสวียนเฟยหลงกล่าวออกมาอย่างเอาใจ แม้ว่าเขาจะมิได้ใส่ใจในตัวของชายหนุ่มตรงหน้ามากนัก แต่ก็มิได้มีจิตใจคิดร้ายอันใดต่อเขา ในเมื่อหญิงสาวคนรักของเขามิชอบใจกับสภาพตรงหน้า เขาก็เพียงจัดการให้นางสบายใจเสียก็สิ้น
ฉู่อันหลานได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มกว้างออกมาอย่างพึงพอใจ นางคล้องแขนว่าที่คู่หมั้น พลางกล่าวออกมาอย่างเอาอกเอาใจ “พี่เฟยหลง...ท่านจิตใจดีที่สุด”
เสวียนเฟยหลงยิ้มกว้างอย่างพอใจยิ่งนักเมื่อได้รับคำชื่นชมจากหญิงสาว เขายกมือขึ้นลูบศีรษะของนางอย่างนึกเอ็นดู
ฉู่อันหลานเป็นหญิงสาวที่มารดาของเขาหมายมั่นให้เป็นพระชายาของตนเอง และเขาเองก็สนิทสนมกับนางมาตั้งแต่ยังเยาว์วัย ฉู่อันหลานนั้นมีนิสัยร่าเริงและจิตใจดี นั่นทำให้เขารักและหลงใหลนางได้อย่างไม่ยากนัก
ฉู่อันหลานก้าวไปด้านหน้าพร้อมย่อกายลงตรงหน้าของหยางตงหยาง ก่อนจะค่อยๆ พยุงเขาให้ลุกขึ้น “ข้ามียาช่วยแก้ฟกช้ำ เจ้ารับไปเถิด” ฉู่อันหลานยื่นขวดยาขวดหนึ่งมอบให้กับบุรุษตรงหน้าด้วยความสงสารและเวทนา
หยางตงหยางมองใบหน้าหวานตรงหน้า พร้อมกับฝืนยิ้มออกมาอย่างนึกอดสูใจ “ขอบคุณ...”
แต่ยังไม่ทันที่หยางตงหยางจะกล่าวสิ่งใดต่อ เสวียนเฟยหลงก็เดินเข้ามาโอบร่างบางเอาไว้แนบกาย “ข้าจะให้คนตามหมอหลวงมาดูอาการของเขาก็แล้วกัน...พวกเราไปกันเถิด...เสด็จแม่คงรอนานมากแล้ว”
ฉู่อันหลานหันมายิ้มให้เสวียนเฟยหลง ก่อนที่ทั้งคู่จะสาวเท้าเดินจากบริเวณนั้นไป
หยางตงหยางลอบมองคนทั้งสองไปจนลับสายตา แววตาทอดมองตามร่างหนาตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย ทั้งอิจฉา ทั้งเคืองแค้นจนยากที่จะแยกแยะออกได้
หลังจากวันนั้นมา ความคิดหนึ่งก็โลดแล่นเข้ามาภายในหัวของหยางตงหยาง “หากว่าเขาช่วงชิงคนรักของเสวียนเฟยหลงมาได้ หากเขาได้ครอบครองหญิงสาวคนดังกล่าว หากเขาได้เปลี่ยนแปลงฐานะจากองค์ชายไร้บัลลังก์เป็นบุตรเขยสกุลฉู่”
ความคิดดำมืดนั้นทำให้หยางตงหยางเริ่มต้นวางแผนการขึ้นมา เขาพยายามสืบเรื่องของฉู่อันหลานและเสวียนเฟยหลงมาโดยตลอด ยิ่งฉู่อันหลานมีจิตใจดีมากเท่าใด นั่นก็ยิ่งกลายเป็นจุดอ่อนให้เขาสำเร็จตามแผนที่วางไว้มากขึ้นเท่านั้นเช่นกัน
และแล้วโอกาสทองของหยางตงหยางก็มาถึง เมื่อเสวียนซีฮัน ฮ่องเต้แห่งแคว้นเว่ย บิดาของเสวียนเฟยหลงได้จัดงานเลี้ยงภายในวังหลวงขึ้น
บรรดาขุนนางและครอบครัวต่างมาร่วมงานกันอย่างพร้อมเพรียง และสกุลฉู่ก็เช่นเดียวกัน ฉู่ม่อเย่พาฉู่อี้เหรินและฉู่อันหลานมาเข้าร่วมงานเลี้ยงภายในวังหลวงตามคำเชิญของฮ่องเต้และฮองเฮา
ฉู่อันหลานได้รับความสนใจเป็นพิเศษในฐานะว่าที่พระชายาขององค์รัชทายาท ฮองเฮาให้การต้อนรับและดูแลนางยิ่งกว่าผู้ใด ส่งผลให้มีสายตาหลายคู่ที่จ้องมองฉู่อันหลานด้วยความอิจฉาและชิงชัง
ในระหว่างงานเลี้ยงที่กำลังดำเนินไป หยางตงหยางที่ยืนนิ่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ สายตาเฝ้ามองแสงไฟที่ส่องสว่างจากงานเลี้ยงดังกล่าวอย่างเลื่อนลอย
และแล้วเสียงสนทนาหนึ่งก็ดังขึ้น ดึงสติของหยางตงหยางให้หันเหความสนใจไปหา เขาเคลื่อนกายหลบอยู่ด้านหลังต้นไม้ใหญ่ บดบังร่างกายหนาเอาไว้อย่างไม่ให้คนทั้งสองได้ล่วงรู้ถึงการมีตัวตนของเขา
“เจ้าเพียงแกล้งทำเหล้าหกใส่ฉู่อันหลาน จากนั้นพานางไปยังตำหนักหลังที่เตรียมไว้” เสียงหวานหนึ่งดังขึ้นสั่งการ แต่ทว่าเจตนากลับร้ายลึกและอำมหิตยิ่งนัก “หลังจากนั้น...คงมิต้องให้ข้าบอกหรอกนะ”
หยางตงหยางเพียงยืนฟังอย่างนิ่งเฉย เขามิได้คิดจะเข้าไปขัดขวางแผนการร้ายอันใด รอยยิ้มเยาะผุดขึ้นที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์
จากนั้นหยางตงหยางก็แอบลอบไปยังตำหนักหลังดังกล่าว เขาเร้นกายหลบอยู่ด้านหลังฉากกั้น เพียงรอคอยเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
เพียงไม่นานนางกำนัลคนหนึ่งก็พาฉู่อันหลานเข้ามาภายในตำหนัก “คุณหนูฉู่...ท่านผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อนเถิด” นางพูดเพียงเท่านั้นก็ย่อกายแล้วเดินถอยออกจากห้องไป
ฉู่อันหลานถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกหงุดหงิดใจที่นางกำนัลผู้หนึ่งช่างสะเพร่ายิ่งนัก เผลอทำเหล้าหกใส่เสื้อผ้าของนางเสียได้ นางจึงต้องเสียเวลามาเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียใหม่
ฉู่อันหลานเริ่มปลดเสื้อออกทีละชั้น โดยมิรู้ว่ามีสายตาหนึ่งจ้องมองนางอยู่อย่างไม่วางตา และเพียงไม่นานสติของนางก็เริ่มพร่ามัว กลิ่นกำยานที่กระจายไปทั่วทั้งห้องส่งผลให้นางเริ่มซวนเซ นางพยายามฝืนพยุงกายเอาไว้ ก่อนจะทรุดลงไปนั่งที่เตียงนอนที่ถูกจัดเตรียมมาอย่างดี
“หลานเอ๋อร์...ข้าหมายปองเจ้ามานานแล้ว” เสียงเปิดปิดประตูดังขึ้น พร้อมกับร่างของเสวียนจื่อหาว องค์ชายหกของแคว้นเว่ย เขาย่างกรายเข้ามาภายในห้องพร้อมกับมองร่างบางตรงหน้าที่ไร้เรี่ยวแรงราวกับราชสีห์ที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ
“ข้า...ข้า...” ฉู่อันหลานเพ้อออกมาราวกับความฝัน ร่างกายร้อนรุ่มขึ้นมาอย่างไม่อาจห้ามได้ หัวใจของนางเต้นรัวแรงราวกับกลองศึก ผิวกายแดงเรื่อขึ้นมาจากฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดเผลอสูดดมเข้าไป
ในขณะที่เสวียนจื่อหาวกำลังย่างสามขุมเข้าไปหาร่างบางตรงหน้าอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ จู่ๆ ร่างหนาก็ทรุดลงกับพื้นและนอนนิ่งอย่างหมดสติ
