บทที่ 3 วิวาห์ขม
บทที่ 3 วิวาห์ขม
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งเดือน ฉู่อันหลานที่เอาแต่คลุกตัวอยู่แต่ภายในจวนสกุลฉู่โดยมิยอมพบปะกับผู้ใด นับตั้งแต่เกิดเรื่อง เสวียนเฟยหลงก็มิได้มาพบกับนางอีกเลย มีเพียงข่าวคราวที่หลงจู สาวใช้ของนางมาบอกเล่าให้ฟังแต่เพียงเท่านั้น
“คุณหนู...ข้าได้ยินมารัชทายาทเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อให้ทรงยกเลิกราชโองการ ฝ่าบาทพิโรธหนักจึงสั่งกักบริเวณรัชทายาทให้อยู่แต่ภายในตำหนัก”
“เช่นนั้นหรือ”
“คุณหนู...ข้าว่ารัชทายาทยังคงมีเยื่อใยกับคุณหนูยิ่งนัก...หากคุณหนูต้องการ ข้าจะหาทางนัดพวกท่านให้ได้พบกัน” หลงจูกล่าวออกมาด้วยความหวังดี
“ช่างเถิด...รักแล้วอย่างไรเล่า บัดนี้ข้ามิคู่ควรกับพี่เฟยหลงอีกแล้ว” ฉู่อันหลานกล่าวอย่างนึกปลง “นี่ก็ใกล้ถึงวันฤกษ์แล้ว...ข้ามิอยากคิดถึงสิ่งใดอีกแล้ว”
และแล้ววันกำหนดแต่งงานของฉู่อันหลานก็มาถึง ขบวนขันหมากเรียงรายยาวเหยียดอยู่บริเวณหน้าจวนสกุลฉู่ ดนตรีบรรเลงอย่างเร่งเร้า เสียงฆ้องกลองก้องกังวานเพื่อเฉลิมฉลองงานสมรสระหว่างบุตรสาวคนเดียวของอัครเสนาบดีกับองค์ชายต่างแคว้น
เสียงเซ็งแซ่ดังขึ้นเป็นระลอกๆ อย่างสนุกปากกับเรื่องราวของเจ้าบ่าวเจ้าสาวของงาน ที่ร่วมกันทำเรื่องงามหน้า จนองค์รัชทายาทถึงกับประกาศตัดสัมพันธ์และต้องแต่งงานกันอย่างเร่งด่วนเช่นนี้
ฉู่อันหลานแต่งกายด้วยชุดเจ้าสาวสีแดงสด ปักลายเมฆาด้วยดิ้นทองอย่างประณีต นางจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองผ่านกระจกทองเหลืองตรงหน้าด้วยใบหน้าที่หม่นหมองไร้ซึ่งความสุขเฉกเช่นเจ้าสาวโดยทั่วไป
“คุณหนูเจ้าคะ... ถึงเวลาแล้วเจ้าค่ะ...” เสียงแผ่วเบาจากหลงจูสาวใช้ผู้ภักดีเอ่ยเตือนสติขึ้นอีกครั้ง
ฉู่อันหลานปรายสายตาไปมองหลงจูเพียงเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้ารับอย่างไร้สุ้มเสียงอันใด
ฉู่อันหลานย่างกรายออกมาด้านนอกราวกับคนไร้ซึ่งวิญญาณ ทว่าความงามของนางในชุดเจ้าสาวกลับงดงามจนคนรอบข้างต้องลอบกลืนน้ำลายด้วยความตื่นตะลึง
เนื่องจากหยางตงหยางเป็นองค์ชายตัวประกันของแคว้นหนาน ดังนั้นตั้งแต่ย่างกรายเข้ามาในแคว้นเว่ย เขาก็ถูกกักขังอยู่แต่ภายในวังหลวงโดยมิได้รับอนุญาตให้ติดต่อกับผู้ใด ดังนั้นเมื่อมีราชโองการสมรสเกิดขึ้น หยางตงหยางจึงต้องแต่งเข้าสกุลฉู่ไปโดยปริยาย
เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ฉู่อันหลานก็ค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาภายในห้องโถงใหญ่ที่ถูกจัดเตรียมสำหรับพิธีการ ด้านข้างของนางคือบุรุษที่พรากศักดิ์ศรีและทุกสิ่งของนางไปจนหมดสิ้น
หยางตงหยางยืนอยู่ด้วยชุดเจ้าบ่าวผ้าไหมแดงปักดิ้นทองอย่างสง่างาม ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยเช่นเคย หากแต่ภายในดวงตาสีนิลนั้นกลับฉายแววเย็นเยือกอย่างลึกล้ำสุดใจ
พิธีการเริ่มต้นขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางเหล่าขุนนางและมิตรสหายที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน ฉู่อันหลานภายใต้ผ้าคลุมสีแดงในเวลานี้กลับมีสีหน้าเย็นชาและเรียบเฉย ไม่มีแม้แต่หยดน้ำตาไหลรินออกมาเช่นที่เคย หัวใจของนางด้านชาราวกับยอมจำนนต่อชะตากรรมที่กำลังจะเกิดขึ้นตรงหน้าเสียแล้ว
หยางตงหยางเบือนหน้ามองเจ้าสาวของเขาผ่านผ้าคลุมบาง เผยให้เห็นเงาร่างนั้นอย่างเลือนรางด้วยรอยยิ้มบางที่มุมปาก
“คำนับฟ้าดิน”
เสียงเจ้าพิธีดังกังวาน
“คำนับบิดามารดา”
ทั้งสองโค้งตัวอย่างพร้อมเพรียง มือของฉู่อันหลานสั่นเทาเล็กน้อย มือบางเกร็งแน่นขณะจับชายผ้า
“คำนับซึ่งกันและกัน”
เสียงฆ้องดังขึ้นพร้อมกับเสียงปรบมือของผู้คนรอบข้าง หยางตงหยางขยับกายเข้ามาใกล้ฉู่อันหลาน พริบตานั้น เขาก็โน้มกายเข้ามากระซิบเบาๆ ที่ข้างใบหูฉู่อันหลานด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“นับแต่นี้...เจ้าเป็นของข้า”
น้ำเสียงเย็นเยียบของหยางตงหยางทำให้ฉู่อันหลานถึงกับสันหลังเย็นวาบ นางกัดริมฝีปากแน่นด้วยความแค้นเคือง เลือดซึมออกมาจางๆ สร้างความเจ็บแสบขึ้นมา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมิเท่าความเจ็บแสบที่หัวใจของนาง
ฉู่อันหลานมิได้ตอบกลับสิ่งใดออกมาแม้ว่าอยากจะกรีดร้องใส่หน้าบุรุษตรงหน้าให้คลายความอึดอัด แต่นางก็ยังคงรักษากิริยาเอาไว้เป็นอย่างดี
จนกระทั่งพิธีการเสร็จสิ้นลง ฉู่อันหลานถูกพาตัวกลับไปยังเรือนพักที่จัดเตรียมไว้สำหรับเจ้าบ่าวเจ้าสาว ในขณะที่หยางตงหยางยังคงอยู่ด้านหน้าจวนเพื่อคอยรับแขกที่มี
แม้ว่าแขกเหรื่อภายในงานจะคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมาก แต่คนทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อนฝูงและแขกเหรื่อของจวนสกุลฉู่แทบทั้งสิ้น หยางตงหยางที่สิ้นไร้ไม้ตอกจึงได้แต่ยืนนิ่งอยุ่เช่นนั้นอย่างรอคอยเวลาให้จบสิ้นไป
ในที่สุดงานเลี้ยงก็จบสิ้นลงไป หยางตงหยางปลีกตัวกลับมาที่เรือนพัก เขาแหงนหน้าขึ้นมองบนท้องฟ้าที่บัดนี้เต็มไปด้วยหมู่ดาวที่แข่งกันทอแสงประกายเจิดจรัสออกมาอย่างละลานตา
หยางตงหยางยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะพึมพำออกมาในที่สุด “ในที่สุด...ข้าก็ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้ว”
หยางตงหยาง องค์ชายแห่งแคว้นหนาน ผู้ที่เกิดจากสนมไร้ฐานะถูกส่งมาเป็นตัวประกันตั้งแต่อายุเพียงเจ็ดปี ชีวิตของเขาในวังหลวงแคว้นเว่ยไม่ต่างจากการเป็นนักโทษ เขาถูกกลั่นแกล้งจากทั้งเหล่าโอรสและธิดา รวมถึงขันทีและนางกำนัลในวัง บ้างก็ถูกจับโยนไปไว้ในโรงเก็บฟืน บ้างก็ถูกทุบตีอย่างไร้เมตตา อาหารการกินของเขาแทบไม่ต่างจากขอทานข้างถนน บางวันก็เย็นชืด บางวันก็บูดเน่า องค์ชายเช่นเขาเรียกได้ว่าเป็นตัวตลกของวังหลัง “องค์ชายที่ไร้บัลลังก์” ที่ทุกคนต่างเย้ยหยันและหยามเกียรติ
“วันหนึ่ง...ข้าจะยืนอยู่เหนือพวกเจ้า และทำให้พวกเจ้าต้องชดใช้กับสิ่งที่กระทำกับข้า”
หยางตงหยางเฝ้าฝืนอดทนและยอมศิโรราบต่อทุกการกระทำ แต่ถึงกระนั้นสายเลือดมังกรเช่นเขาก็หาได้ยอมจำนนได้ไม่ เขาสู้อุตส่าห์หาโอกาสเพื่อจะพลิกฟื้นศักดิ์ศรีของเขากลับมาอีกครั้ง โอกาสที่เขาจะกลับมาผงาดเฉกเช่นมังกรทองดั่งสายเลือดในกาย และแล้วโอกาสทองของเขาก็มาเยือน
