Chapter 9 ผู้หญิงของเอวากรณ์
Chapter 9
ผู้หญิงของเอวากรณ์
เรือนร่างเล็กประคองพาคนตัวใหญ่กว่ามาจนถึงคอนโดของเขา พาเอ็มเมอร์มานั่งรอที่โซฟาใจกลางห้องที่มีทีวีจอใหญ่อยู่ด้านหน้า โซฟาสีดำขลับดูหรูหรา ปูด้วยพื้นพรมขนาดใหญ่สีขาวเนียนตา
“คุณเอ็มนั่งพักก่อนนะคะ” สาวใช้รุ่นน้องว่าเสียงหวานก่อนที่จะเดินไปหยิบอุปกรณ์การทำแผลมาเตรียมทำให้เขา
เอวากรณ์ยังคงอยู่ในชุดบาสแบบแขนกุด เขาจ้องมองคนตัวเล็กในชุดนักศึกษาที่เดินไปหยิบอุปกรณ์ทำแผลพลันก็แอบอมยิ้มขึ้นที่มุมปากไม่ให้เธอเห็น
น้ำอิงหันกลับมา เอวากรณ์กลับแปรเปลี่ยนสีหน้าให้เรียบนิ่งดังเดิม
“แผลถลอก... โชคดีนะคะที่ไม่มีแผลลึก ไม่งั้นเจ็บแย่เลย” ว่าพร้อมกับเทยาแดงลงบนสำลีแล้วกดเข้าที่แผลสีข้างถลอก คนตัวใหญ่สะดุ้งเล็กน้อย
เธอนั่งทำแผลให้เขาอยู่ที่โซฟาด้านข้าง ทั้งคู่นั่งใกล้ชิดกันห่างกันเพียงแค่คืบเท่านั้น กระโปรงนักศึกษาทรงพลีทถลกขึ้นมาจนเห็นเรียวขาอ่อน ใบหน้าหล่อเบือนหนีพยายามไม่มอง
“แสบ..” พึมพำบอกเธอ
“ทำแผลก็ต้องแสบแบบนี้แหละค่ะ”
ติ๊ง เสียงแชทโทรศัพท์ของเธอดังขึ้น น้ำอิงเหลือบไปมอง แต่ไม่ใช่เพียงเธอแค่คนเดียว เอวากรณ์เองก็เหลือบไปมองด้วยเช่นกัน
[วิน : ทำไมไม่เข้าเรียนน้ำอิง บ่ายนี้มีควิซด้วยนะ ก็อาจารย์ถามถึง]
เธอวางมือลงจากสำลีที่ทำแผล ยกมือขึ้นมาพิมพ์ตอบเพื่อน
[น้ำอิง : ติดธุระจริงๆ ฝากลาอาจารย์ทีนะ ไว้เข้าคลาสรอบหน้าเดี๋ยวจะไปคุยกับอาจารย์เอง]
น้ำอิงพิมพ์ตอบแล้ววางโทรศัพท์อย่างไม่สนใจอีก สิ่งที่เธอโฟกัสตอนนี้คือกล้ามแขนกำยำที่มีรอยถลอกแดง เธอกดสำลีเข้าที่จุดนั้น
“โอ้ย” คนตัวใหญ่ร้องครางแล้วจ้องหน้าเธอพร้อมกับแสร้งทำหน้าว่าเจ็บมาก
“เจ็บมากเลยเหรอคะ.. น่าสงสารจัง”
เอวากรณ์กระหยิ่มยิ้มย่องในใจแต่คีพลุคทำหน้านิ่งปนทรมานจากฤทธิ์บาดแผล ถ้าเป็นนักแสดงก็คงได้รับบทนักแสดงนำยอดเยี่ยม เสริมทัพด้วยรางวัลตุ๊กตาทอง ความจริงไม่ได้เจ็บขนาดนั้น โอเว่อร์ไว้ก่อนให้น้ำอิงตกใจเล่น
ติ๊ง!! เสียงแชทยังคงดังขึ้นแต่น้ำอิงไม่สนใจแล้ว ทำแผลให้เขาอย่างละเมียดละไม แต่เสียงโทรศัพท์ของเธอนั้นเรียกความสนใจจากเอวากรณ์ได้ไม่น้อย เขาเลือกที่จะเหลือบไปมองจึงเห็นข้อความเพื่อนผู้ชายที่ส่งมาหาเธอ
[วิน : คืนนี้จะไปรับนะ สองทุ่มไปร้านเหล้ากัน ที่นัดเอาไว้ตอนแรกน่ะ]
สองทุ่มงั้นเหรอ... เอ็มเมอร์ครุ่นคิดอยู่ในใจ หรี่ตาจนคิ้วแทบจะหลุดออกจากกรอบหน้า
“เป็นอะไรไปคะคุณเอ็ม? เจ็บมากเลยเหรอ ทำหน้าแบบนั้น “เธอละสายตาจากแผลขึ้นมามองหน้าเขาแทน
“เปล่า...ทำแผลต่อไปสิ” คนตัวใหญ่ว่าอย่างนั้นเธอจึงตั้งหน้าตั้งตาทำแผลต่อไป
พลันคิดในใจ กูไม่ให้ไป...
น้ำอิงเป็นคนของเขา หากจะไปไหนก็ต้องขออนุญาตก่อนอยู่แล้ว ซึ่งมีคำตอบในใจโดยไม่ต้องถามเลย นั่นคือไม่ให้เธอไป
ช่วงเย็น
เอ็มเมอร์ผล็อยหลับไปด้วยความเหนื่อยอ่อน ตื่นขึ้นมาก็เดินเข้าห้องน้ำเพื่ออาบน้ำให้สดชื่นก่อน หวังพบน้ำอิงที่ห้องนั่งเล่นแต่ก็มีเพียงความว่างเปล่า
“อิง..” เขาพึมพำเรียกชื่อเธอ ร่างสูงที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อเสริมด้วยซิกแพ็คแน่นๆ เขาสวมผ้าเช็ดตัวท่อนล่างสีขาวไว้ผืนเดียวอย่างหมิ่นเหม่ หันซ้ายแลขวาไร้ซึ่งเงาของสาวใช้
“น้ำอิง!” เขาตะโกนเรียกเธอ สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด คิ้วหนาเป็นทรงแทบขมวดชนกัน เธอหายไปไหนกัน
รู้สึกตัวชาวาบไปทั้งตัว ตื่นมาก็ไม่พบเธอแล้ว หรือว่าเธอหายไปเที่ยวกับเพื่อน? สองทุ่มตามที่นัดกันไว้ในกลุ่มแชท ใบหน้าหล่อคมคายเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ปากหยักสวยได้รูปเม้มเข้ากันกันแน่น
แอ๊ดด แต่แล้วเสียงประตูก็ถูกเปิดออก สาวน้อยหน้าใส ใบหน้าเกลี้ยงเกลาเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับถือถุงกับข้าว เนื้อตัวของเธอในชุดนักศึกษาเปียกซ่ก ไรผมสวยเปื้อนคราบน้ำฝนสีใส พร้อมกับอาการสั่นเทาเล็กๆ
“น้ำอิง...” เขาพึมพำเรียกชื่อเธอแผ่วเบาพร้อมมองไปทางคนตัวเล็กที่ยืนหนาวสั่นราวกับลูกนกตกน้ำ
“เป็นอะไรไปคะคุณเอ็ม หนูออกไปซื้อของมาทำกับข้าวให้คุณค่ะ” เธอยืนยิ้มพร้อมชูถุงกับข้าวให้เขาดู ในถุงเต็มไปด้วยของสดและผลไม้
เอวากรณ์รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ใจดวงแกร่งที่กระตุกวูบไหวหายไปในฉับพลัน มีเพียงความรู้สึกเบาอกเบาใจ เธอยังอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน
เธอเลือกที่จะอยู่กับเขาแทนที่จะไปกับเพื่อน
เวลาต่อมา
สาวใช้ตัวเล็กกำลังทำอาหารให้กิน เป็นเมนูข้าวต้มหมูง่าย ๆ พร้อมกับส้มเขียวหวานที่เธอซื้อติดมือมาด้วย
“อาหารมาแล้วค่ะ ลองทานดูสิคะคุณเอ็ม”
วางชามข้าวต้มให้ตรงหน้าพร้อมกับนั่งลงตรงข้ามเขาแล้วยกมือขึ้นเท้าคางพร้อมกับยิ้มหวาน รอดูว่าเขาจะชอบอาหารที่เธอทำให้ไหม
สายตาคงคลายจับจ้องมองเธอสลับกับชามข้าวต้มตรงหน้า
“เธอเองก็กินด้วยสิ ยังไม่ได้กินอะไรเลยนี่”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรอคุณเอ็มอิ่มก่อนแล้วเดี๋ยวหนูค่อยทานก็ได้”
“ไปตักมา” ไม่ปล่อยให้เธอได้พูดอะไรต่อแต่เลือกที่จะใช้น้ำเสียงเฉียบสั่งการ น้ำอิงเองเมื่อเห็นว่าขัดไม่ได้จึงเดินไปตักข้าวต้มมาอีกชามอย่างว่าง่าย คนตัวเล็กนั่งอยู่ตรงข้าม มีโอกาสไม่มากนักที่จะได้ทานข้าวพร้อมกับผู้เป็นนาย
แต่ถึงอย่างนั้นน้ำอิงก็รู้สึกใจกระตุกเต้นสั่นทุกครั้งที่อยู่ใกล้ชิดเขา ได้เห็นใบหน้าหล่อ ๆ เธอไม่ต้องการให้ใครมาทำหน้าที่นี้แทนเธอเลย... นี่เป็นเหตุผลที่น้ำอิงยังคงทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง แม้คุณหญิงอณิกาจะย้ำเตือนอยู่บ่อยๆ ว่าสถานะของเธอคืออะไร
“แล้วเธอไม่ต้องไปไหนกับเพื่อนเหรอ เรียนมหาลัยปีสองแล้วนี่ ไม่เห็นออกไปเที่ยวไหนกับใครเลย”
เขาถามทำลายความเงียบ คนหน้าหล่อเลิกคิ้วเล็กน้อยทำเชิงถาม
“ก็มีเพื่อนชวนบ้างค่ะ แต่หนูไม่ได้ไปเพราะติดต้องดูแลคุณเอ็มไง”
เขาแอบลอบยิ้มอยู่ในใจแต่ไม่เผยไต๋ให้เธอได้เห็น
“แล้วเรื่องเรียนล่ะเป็นยังไงบ้าง?”
“ก็เรื่อยๆ นะคะ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ”
สำหรับน้ำอิงแล้วคงแค่เล่าเรียนเป็นพิธีเท่านั้น หน้าที่หลักคือดูแลเอวากรณ์ หลังจากเรียนจบคุณหญิงอณิกาก็จะให้เธอเข้าไปช่วยงานที่บริษัท
“แต่เธอเรียนเก่งมากนะ เคยสอบติดหมอนี่”
คำถามนี้ทำเอาทั้งคู่เงียบอยู่สักพัก แต่ชั่วอึดใจเดียวน้ำอิงก็เลือกที่จะตอบคำถาม
“ก็ถ้าหนูเรียนหมอ ใครจะดูแลคุณเอ็มล่ะคะ?”
เอวากรณ์ชะงักไปในคำตอบ ใจตอดหนึบ ๆ จะว่าดีใจก็ดีใจ แต่อีกนัยหนึ่งรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นตัวถ่วงอนาคตของหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงข้าม น้ำอิงเป็นเด็กเรียนเก่งมาก สวย สอบติดหมอ แต่แล้วก็เลือกที่จะเรียนคณะอักษรศาสตร์แทน
ทำไมเขาจะไม่รู้... แม่ของเขาขอให้น้ำอิงเน้นเรียนคณะที่มีเวลามากกว่าหมอ เพราะต้องหาเวลามาดูแลเขา น้ำอิงจึงเลือกที่จะเรียนคณะอักษรศาสตร์ที่ใช้เวลาเรียนเพียงสี่ปีเท่านั้น ทั้งยังพอจะปลีกตัวมาดูแลเอวากรณ์ได้
“ฉันทำให้เธอพลาดโอกาสหรือเปล่า?”
แม้อยากให้เธออยู่ชิดใกล้ แต่ความรู้สึกผิดก็แล่นพล่านเข้าทำงานในใจดวงแกร่ง เหมือนทำให้อนาคตของเธอไม่ได้ไปต่อ น้ำอิงอยากจะเรียนคณะนั้นมากหรือเปล่า หรือเพียงแค่สอบติดเท่านั้น เหมือนเขาไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเธอเลยสักนิด...
แต่น้ำอิงกลับส่ายหน้าเบา ๆ จนไรผมสวยสีดำขลับส่ายไปมา
“เรียนหมอไม่สำคัญเท่ากับดูแลคุณเอ็มหรอกค่ะ”
น้ำอิงรู้สึกเช่นนั้นเพราะเธอเองก็ไม่ได้อยากเป็นหมอ เพียงสอบไปตามคำแนะนำของคุณครูที่สอนตอนมัธยมปลายเท่านั้น ทุกคนอยากผลักดันให้เธอเรียนคณะนั้นมาก แต่น้ำอิงเลือกที่จะปฏิเสธและเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ใช้เวลาเพียงสี่ปีและหลังจากนั้นก็จะเข้าไปช่วยเอ็มเมอร์ทำงานที่บริษัท
เอวากรณ์จับจ้องมองนัยย์ตาสวยของหญิงสาวตรงหน้า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเธอก็มักจะเลือกเขาเสมอ
น้ำอิงเป็นผู้หญิงของเขาโดยสมบูรณ์แบบ มันเป็นอย่างนั้นมาโดยตลอด และไม่มีทางเป็นอื่นไปได้
หลังจากทานอาหารกันเสร็จ น้ำอิงก็ขอตัวไปอาบน้ำเพราะเหนียวเหนอะมาทั้งวัน เอวากรณ์หยิบเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นของเขามอบให้กับเธอ
เอ็มเมอร์นั่งดูทีวีอยู่ที่ห้องนั่งเล่นตรงส่วนกลางสุดของห้อง ร่างแกร่งไขว่ห้างยกมือขึ้นเท้าศีรษะเข้ากับพนักโซฟาพร้อมกับหยิบรีโมททีวีมาเลื่อนหาหนังดู
ติ๊งง แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของน้ำอิงก็ดังขึ้นเรียกความสนใจจากคนตัวใหญ่ได้เป็นอย่างดี
เขาเหลือบไปมองทางหน้าจอ ด้วยสมบัติผู้ดี ขนบที่เรียนมารู้ดีว่าไม่ควรแตะต้องทรัพย์สินส่วนตัวของผู้อื่น แต่ด้วยใจอยากรู้...จึงเลือกที่จะยื่นมือหนาไปหยิบโทรศัพท์ของเธอมาแล้วดูหน้าจอที่โชว์
สายเรียกเข้าจาก วิน มันเป็นชื่อของผู้ชาย
จับจ้องมองแล้วขมวดคิ้วมุ่น เงื้อมปากหนาเม้มเข้าหากันเล็กน้อย
ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ เอวากรณ์ไม่อาจหยุดตัวเองได้ มือของเขาเลือกที่จะกดปุ่มสีเขียวเพื่อรับโทรศัพท์
เสียงจากปลายสายกรอกลงมา
‘ฮัลโหล ทำอะไรอยู่ครับที่รัก?’
