Chapter 8 แผนสำออย
Chapter 8
แผนสำออย
มหาวิทยาลัย
น้ำอิงนอนซมอยู่สามวันได้กว่าจะลุกขึ้นมาเรียนไหว ทุกสิ่งทุกอย่างมันคลับคล้ายคลับคลาเหมือนฝัน ความรู้สึกคือเหมือนมีเอวากรณ์อยู่ภายในห้องนอนของเธอด้วย แต่เขาจะเข้ามาได้อย่างไรล่ะ?
คนตัวเล็กคิดสับสนกับตัวเอง ยกนิ้วมือเรียวขึ้นทึ้งหัวหลังนั่งเรียนไปด้วย สร้างความสนใจให้กับ วิน ไกล และเวย์ สามเพื่อนชายหน้าหล่อสุดฮอต
“เป็นอะไรไปวะอิง นั่งทึ้งหัวตัวตัวเองอยู่ได้?” ไกลที่ปกติมักเงียบยังแปลกใจ
“เปล่า... ก็แค่คิดอะไรนิดหน่อย”
เธอเลือกที่จะไม่เล่าความฝันให้เพื่อนฟัง ใครจะไปกล้าเล่าให้ฟังกันล่ะว่าเธอคิดเกินเลยกับคุณชาย เจ้านายของเธอที่เธอเฝ้าดูแลประคบประหงมเขามาทั้งชีวิต กล้าคิดแบบนั้นได้ยังไงกันนะน้ำอิง... คนตัวเล็กคิดตำหนิตัวเองในใจ
“คืนนี้ไปร้านเหล้าด้วยกันนะอิง ห้ามปฏิเสธ” เวย์ชวน เมื่อสามวันก่อนโชคดีที่ชวนเพื่อนมากินเหล้าที่คอนโดด้วยกันได้ แต่วันนี้คิดจะพาไปร้านเหล้าเลย
“ไม่ล่ะ พวกแกไปกันเถอะ” ใบหน้าสวยหันมายิ้มแล้วส่ายหน้าเบา ๆ จนผมสีดำขลับปลิวไสว
“ไปด้วยกันดิ” วินรบเร้า
“ไม่ได้หรอก ต้องดูแลคุณเอ็ม” ยังคงหยัดยืนในหน้าที่แม้เพื่อนจะชักชวนสักเพียงใด
“คำก็ไอ้เอ็ม สองคำก็ไอ้เอ็ม” วินแขวะพลางเบ้หน้า
“ไปไม่ได้จริงๆ แล้วก็อย่าเรียกเจ้านายฉันว่า ไอ้ ไม่สุภาพเลยนะพวกแกเนี่ย” ว่าพลางส่ายหัวเบาๆ
“งั้นก็ไปดูแลมันให้เสร็จ สองทุ่มจะไปรับ”
วินยื่นคำขาด
เพื่อนหญิงเพียงคนเดียวในกลุ่มทำหน้ากระอักกระอ่วน สุดท้ายแล้วก็ทนคำรบเร้าไม่ไหวตกปากรับคำไป
ก็หวังเพียงว่าหลังจากดูแลเอ็มเมอร์จนส่งเข้านอนเสร็จเธอจะมีเวลาว่างมากพอให้เพื่อนมารับนะ
ช่วงเวลาพักเที่ยง
12.00 นาฬิกา
สนามบาสของมหาวิทยาลัย
“อันนี้วิชาของอาจารย์ทิมา..” ระหว่างนั่งรอผู้เป็นเจ้านายเล่นบาสเธอก็หยิบชีทเรียนขึ้นมานั่งทบทวนไปด้วย ช่วงบ่ายจะมีควิซย่อยเก็บคะแนน
แต่แล้วเมื่อสายตาเหนื่อยล้าก็เลยเงยขึ้นมองเอ็มเมอร์ที่กำลังชู๊ตบาสลงห่วง ร่างสูงกว่า 187 เซนติเมตรอยู่ในชุดเสื้อกล้ามสีดำแถบขาวพร้อมกับมีเลขติดด้านหลังหลัง 07
ใบหน้าหล่อขาวเนียนไร้ที่ติ จมูกโด่ง ปากหยักได้รูป เม็ดเหงื่อน้อยๆ ผุดขึ้น เขายกมือขึ้นเสยผมสีดำขลับไปด้านหลัง เสียงเฮฮาดังขึ้นในสนามหลังจากที่เอ็มเมอร์ทำแต้มได้
“กรี๊ด พี่เอ็มหล่อสุดๆ!”
“เอ็มเมอร์! อร๊ายย~”
“เบ้าหน้าฟ้าประทาน!!”
และเสียงกรี๊ดเสียงเล่าลืออีกมากมายที่ต้องนั่งทนฟัง
แต่เมื่อดวงตากลมโตขยับมองหน้าของเอวากรณ์เธอเองก็ไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลย เหงื่อชุ่มใบหน้ายิ่งทำให้ดูมีเสน่ห์ อยากหยุดเวลาไว้ตรงนี้นาน ๆ
ยกมือขึ้นเกาะกุมหัวใจตัวเอง พยายามคุมอารมณ์ไม่รักดี แต่ใจก็เต้นแรง หน้าแดงก่ำ จ้องมองดูหน้าของคนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเจ้านายตัวเอง... มีเสน่ห์เหลือเกิน
เหตุหนึ่งที่ยอมอยู่ใต้อาณัติของเอวากรณ์คือเพราะกตัญญู เหตุรองลงมาคืออยากอยู่รับใช้และมองหน้าเขาไปนาน ๆ ไม่อยากให้มีหญิงใดมาทำหน้าที่นี้แทน
แต่แล้วก็เคลิ้มอยู่ได้ไม่นาน เธอถูกขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงของ เดวา หนึ่งในแก๊งของเอ็มเมอร์
“ไง มาตามดูแลไอ้เอ็มเหรอ?”
เดวาทักทายเสียงใสนั่งลงที่ม้านั่งข้างเธอ
“ใช่ค่ะ สวัสดีค่ะคุณเดวา วันนี้ไม่ลงสนามด้วยเหรอคะ?” หันไปยิ้มและเอ่ยทักทายตอบด้วยความสุภาพ
“ไม่ล่ะ รอบที่แล้วลงเล่นยังเจ็บกล้ามเนื้ออยู่เลยขอพักก่อนดีกว่า พี่บอกแล้วไงให้เรียกพี่พอไม่ต้องเรียกคุณ” เดาว่ายังเป็นกันเอง เขาเองไม่ใช่พวกถือยศถืออย่าง แม้ว่าจะมีฐานะร่ำรวยไม่ต่างไปจากเพื่อนสนิทอย่างเอ็มเมอร์เลยก็ตาม
แต่พลันสายตากลมโตก็เหลือบไปเห็นหญิงสาวข้างกายที่เดินตามหลังเดวามา ดวงหน้าใสกริ๊ง ผิวเรียบเนียน แต่งหน้าอ่อน ๆ สวมชุดนักศึกษาดูเป็นสาวแซ่บ กระโปรงทรงเอ เสื้อนักศึกษารัดรูป ผมสีน้ำตาลอ่อนลอนดูมีวอลลุ่ม ดูสวยหวานแต่ก็แซ่บไปในขณะเดียวกัน
“นั่งรอก่อนเดมี่ ไอ้เทย์ยังเล่นอยู่” เดวาหันไปบอกน้องสาว
“สวัสดีจ้ะน้ำอิง”
“สวัสดีค่ะเดมี่ มารอคุณเทย์เล่นบาสเหรอคะ”
แม้จะรุ่นเดียวกันอายุเท่ากันแต่เธอก็ทักทายด้วยความสุภาพ เดมี่เรียนอยู่ปีสองที่สำคัญเป็นแฟนสาวของเทย์เลอร์ เพื่อนในกลุ่มคุณชายเอวากรณ์ของเธอนั่นเอง
เอวากรณ์กำลังจะเตรียมรับลูกบาสเหลือบหันมาเห็นหญิงสาวที่นั่งรออยู่ตรงม้านั่งข้างสนาม เมื่อเห็นว่ากำลังยืนคุยกับเดวาอยู่อย่างออกรสออกชาติ ใบหน้าสวยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
ร่างแกร่งชะงักขาโดยพลัน ไม่ทันระวังจึงโดนลูกบาสอัดเข้าที่สีข้างจนล้มลงไป
ปั๊ก!! ลูกบาสสีส้มแถบดำกระแทกเข้าที่สีข้างของเอวากรณ์อย่างจัง เพื่อน ๆ ต่างมองหน้ากันแล้วรีบวิ่งเข้าไปช่วยประคอง
“เหม่ออะไรวะ?” ลีออนถามเสียงนิ่ง ปกติเอ็มเมอร์ไม่ใช่คนที่จะเล่นงานได้โดยง่าย
“นั่นดิ เมื่อกี้ยังเล่นดี ๆ อยู่เลยมึง” เทย์เลอร์แปลกใจ
เอ็มเมอร์มองหน้าเพื่อนเสียงเรียบไม่ตอบ แล้วทุกสิ่งอย่างก็เป็นอย่างที่ใจนึก
ขาเรียวเล็กรีบวิ่งลงมาที่สนามบาสพร้อมกับช่วยประคองเข้าที่ร่างแกร่ง
“คุณเอ็ม! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ!? เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
ท่าทีร้อนรนของน้ำอิงต่างจากสีหน้าระรื่นเมื่อครู่
เอวากรณ์ชอบแบบนี้... แอบยิ้มเยาะในใจแต่ภายนอกยังแสดงสีหน้าเรียบนิ่ง แม้จะไม่ได้ยิ้มสวยพูดจาระรื่นเหมือนตอนคุยกับเดวา แต่การที่น้ำอิงรีบผละมาสนใจเขาแบบนี้มันทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสำคัญสำหรับเธอแค่ไหน
“ตายจริง แขนแดงถลอกหมดแล้ว พักก่อนเถอะนะคะ งั้นหนูขอพาตัวคุณเอ็มออกไปก่อนนะคะพี่ ๆ” น้ำอิงโค้งหัวให้ทุกคนนิด ๆ เป็นการขออนุญาตก่อนที่จะประคองพาเอ็มเมอร์เดินออกมาจากตรงนั้นทันที
เอวากรณ์เดินตามเธอไปอย่างว่าง่ายโดยให้หญิงสาวประคองโอบเข้าที่เอวแกร่ง
เพื่อนสองคนงงหันมาสบตามองหน้ากัน ลีออนยักไหล่เบาๆ อย่างไม่ยี่หระ
“อะไรของมันวะ กูว่าลูกบาสก็ไม่ได้โดนแรงเลยนะ ตัวโตอย่างกับควายล้มลงไปได้ไง” เทย์เลอร์ยกมือขึ้นเกาหัวแกร๊ก ๆ
ลูกบาสลูกที่อัดมาไม่ได้แรงพอจะทำให้เพื่อนเขาที่สูงกว่า 187 เซนติเมตร ตัวใหญ่ยิ่งกว่าควายถึกล้มลงไปได้แบบนั้นแน่
“สำออย” ลีออนว่านิ่งๆ ดูไม่ได้สนใจอะไร
“คุณเอ็มไหวไหมคะ? กลับไปพักก่อนดีกว่า น่าจะเรียนคาบบ่ายไม่ไหว” เธอประคองพาเขามานั่งที่ม้านั่ง กุลีกุจอเก็บชีทเอกสารการเรียนของตัวเองลงกระเป๋าผ้าสีขาว
“แต่เธอมีเรียนบ่ายนี่ ไปเรียนเถอะ” เขาว่าเสียงเรียบ
“ช่างเถอะค่ะ หนูไม่เข้าเรียนก็ได้ พาคุณเอ็มกลับบ้านก่อนดีกว่า ขับรถไหวไหมคะ?”
เมื่อพูดถึงเรื่องขับรถเอวากรณ์ถึงกับเสียวสันหลังวาบ จะไม่ยอมให้ยัยรุ่นน้องคนนี้จับรถเขาอีกเป็นครั้งที่สองแน่
จากเจ็บแค่แผลถลอก อาจจะถึงขั้นไปเกิดใหม่เลยก็ได้คราวนี้
“หวะ ไหว เดี๋ยวฉันขับเอง..” เขารีบตอนทันควัน
“เป็นไรมากป่ะวะ?” เดวาเดินเข้ามาหา ตอนแรกวิ่งไปหาเพื่อนๆ สองคนที่สนามมาก่อน ส่วนเดมี่น้องสาวเดวาวิ่งเข้าไปหาแฟนหนุ่มอย่างเทย์เลอร์
“ไม่เป็นไร เจ็บนิดหน่อย”
“งั้นขอตัวพาคุณเอ็มกลับก่อนนะคะพี่เดวา”
น้ำอิงรีบขัดขึ้น กลัวเอ็มเมอร์จะเจ็บไปมากกว่านี้
แต่เอวากรณ์กลับไม่พอใจลึกๆ เธอไม่เคยเรียกเขาว่าพี่เลยสักครั้ง นี่สนิทกันถึงขั้นไหนเชียวถึงเรียกพี่
“หน้าบู้เชียว เจ็บมากเหรอมึงอ่ะ? กลับไปพักไป”
เดวายิ้มกริ่มมองหน้าเพื่อน
ท้ายสุดแล้วน้ำอิงรีบประคองโอบเอวแกร่งพาเขาเดินมาที่ลานจอดรถ
“แน่ใจนะคะว่าขับไหว?”
“อืม” คนตัวใหญ่กว่าว่าพร้อมรับกุญแจรถมาจากเธอ น้ำอิงหยิบมันออกมาจากกระเป๋าเป้สีดำของเขาเอง
“กลับคอนโดนะ”
“อ เอ๋..” เธอเงยหน้าสบตาเขา ใจดวงเล็กมันเต้นแรงอีกแล้ว จะยกมือขึ้นมาทาบอกให้มันเบาลงก็ไม่ได้เพราะยืนอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว ตัวต้นเหตุที่ทำให้ใจเธอสั่นผิดจังหวะ
“บ้านมันไกลเกิน ทนเจ็บไม่ไหว”
ว่าไปอย่างนั้นทั้งที่จริงเป็นแค่รอยถลอกนิดหน่อย ไม่ถึงขั้นเรียกว่าแผลได้ด้วยซ้ำ เทียบกันแล้วคงเหมือนปาลูกมะยมใส่ควายตัวถึก
“ก็ได้ค่ะ รีบกลับกันนะคะ” คนตัวเล็กไม่เถียงมากความ
เอวากรณ์ซ่อนรอยยิ้มเอาไว้ในใจ ภายนอกยังแสดงสีหน้าเย็นชาเรียบนิ่ง...
