Chapter 4 คนของกู
Chapter 4
คนของกู
ขับรถจอดที่ลานจอดรถได้สำเร็จ น้ำอิงพาร่างสูงประคองขึ้นมาจนถึงบนคอนโด มือเรียวเล็กแกะกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวออกทีละเม็ดพร้อมกับเนคไทด์และเสื้อสูท
“ตัวร้อนมากเลย คุณเอ็มนอนลงที่เตียงนะคะ เดี๋ยวหนูจะเช็ดตัวให้”
“อือ...” เพราะฤทธิ์ไข้ทำให้คุณชายจอมเย่อหยิ่งไม่คิดขัดขืน ทั้งที่ปกติแล้วไม่เคยให้สาวใช้รุ่นน้องคนนี้ใกล้ชิดแม้แต่น้อย ปรนนิบัติดูแลก็จริงแต่ไม่ใช่การถึงเนื้อถึงตัว
“อ่า...” ใบหน้าสวยขึ้นริ้วแดง ซิกแพ็คแน่นๆ เห็นกล้ามเนื้อรำไรพร้อมกับความขาวนวลไปทั่วทั้งตัวของคุณชายเอ็มเมอร์ ทายาทลำดับที่หนึ่งแห่งเอวาสกุล
ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว นักศึกษาหนุ่มของมหาวิทยาลัยเอกชน
“อือ...มัวทำอะไร” ดวงตาคู่คมสะลึมสะลือขึ้นจ้องมองสาวใช้ที่ยืนหน้าแดง เขาหนาวจะแย่
“ขอโทษค่ะ เดี๋ยวหนูจะรีบเอาผ้ามาเช็ดตัวให้นะ”
ว่าแล้วก็รีบไปหากะละมังจากห้องครัวใส่น้ำพร้อมกับผ้าขนหนูสีขาวผืนเล็กชุบเช็ดตัวให้กับคนที่นอนอยู่บนเตียง ยังคงสวมกางเกงสแล็คสีดำเอาไว้
“ตายจริง...ตัวร้อนมาก วันนี้เราคงกลับคฤหาสน์กันไม่ได้แล้วนะคะคุณเอ็ม”
มือเล็กยกขึ้นอังตามตัวแต่ก็ยังพบว่าร้อนผ่าว อุณหภูมิไม่ลดลงเลย
“หนาว...”
น้ำอิงคิดไม่ตก ควรพาเขาไปหาหมอหรือไม่ แต่นี่เป็นเพียงอาการไข้หวัดคงไม่ต้องถึงขั้นไปโรงพยาบาล
ดวงตากลมโตจับจ้องที่กางเกงสแล็ค ควรจะถอดหมดทั้งตัวแล้วเช็ดตัวให้เขาเพื่อลดอุณหภูมิอย่างฉับพลันไหม?
“ร้อน... หนาว..” คุณชายหน้าหล่อของเธอยังคงเพ้อเพราะพิษไข้ดังนั้นทำให้น้ำอิงไม่ต้องคิดอะไรเยอะแยะอีกแล้ว
“ขอโทษนะคะคุณเอ็ม...หนูจำเป็นต้องทำ”
การรักษาชีวิตของเจ้านายคืออันดับหนึ่งที่น้ำอิงต้องทำ ไม่มีสิทธิ์คิดเขินอายอะไรทั้งนั้น มือเล็กลงมือรูดซิปกางเกงสแล็คสีดำของเอ็มเมอร์ออกในทันที
เหลือเพียงบ๊อกเซอร์จิ๋วที่ปกปิดท่อนล่างความเป็นชาย ใบหน้าสวยแดงก่ำ ใจสั่นระรัวราวกับมีคนตีกลองอยู่ในใจ
“หนูเช็ดให้นะคะ...” ลงมือเช็ดตัวของเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า เรียกได้ว่าเช็ดอยู่แบบนั้นราวสิบนาทีจนในที่สุดก็เป็นอันเสร็จสิ้น
แต่แล้วพลันมือหนาก็ดึงเข้าที่ข้อมือเล็กกระชากเข้าใกล้จนเธอเซคร่อมอยู่บนตัวของเขา
หน้าสวยก้มลงแนบชิด ลมหายใจรวยรินจากเอวากรณ์อุ่นรดศรีษะของเธอ คนตัวเล็กพยายามดิ้นออกแต่เขากลับกอดเธอไว้แน่นขึ้นกว่าเดิม
“คุณเอ็มคะ...ปล่อยหนูเถอะนะคะ” คนตัวเล็กขัดขืน รู้สึกได้ว่าอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน
“อือ...” คนตัวใหญ่ยังคงนอนไม่รู้เรื่อง น้ำอิงผละตัวออกจากเขา แกะมือปลาหมึกนั้นออกให้สำเร็จก่อนจะเดินเลี่ยงมาที่ระเบียงพร้อมกับหยกหยิบโทรศัพท์เครื่องแพงขึ้นมากดเบอร์โทรหาคุณหญิงอณิกา
“สวัสดีค่ะคุณหญิง น้ำอิงนะคะ”
‘จ้ะ มีอะไรหรือเปล่า?’ น้ำเสียงหวานของหญิงวัยกลางคนดูเรียบนิ่ง แต่มั่นคง ตอนนี้เธอพักผ่อนอยู่ที่คฤหาสน์หลังใหญ่ทางภาคเหนือ เบื่อกับสภาพอากาศและความเป็นอยู่อยู่ที่กรุงเทพมหานครเต็ม ทั้งสามีก็เสียชีวิต เธอจึงไปใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่ต่างจังหวัดซึ่งเป็นบ้านเกิดของเธอเอง
“คุณเอ็มเมอร์ไม่สบายค่ะ วันนี้น่าจะให้พักอยู่ที่คอนโดนะคะเพราะน่าจะกลับไม่ไหว”
‘ตายจริง... แล้วเป็นอะไรมากไหม?’ เสียงหวาน ดูตระหนกตกใจ
“ตัวร้อนค่ะ แต่หนูเช็ดตัวให้ไข้ลดลงแล้ว”
‘ถ้าอาการหนักกว่านี้ก็ ตามหมอได้เลยนะ หรือจะตามตอนนี้เลยก็ได้’
ลุงหมอที่หมายถึงคือหมอประจำตระกูลเอวาสกุล
“คิดว่ายังไหวค่ะ แค่ไข้ธรรมดาเท่านั้น”
‘ฝากน้ำอิงทีนะ ลำบากแย่’
“ไม่เป็นไรเลยค่ะคุณหญิง หนูจะดูแลคุณเอ็มเมอร์ให้ดีที่สุด”
‘ฉันไว้ใจเธอนะ มั่นใจว่าคงรู้สถานะตัวเองดี’
คำพูดเรียบนิ่งจากน้ำเสียงหวานแต่แฝงไปด้วยความกดดันทำเอาน้ำอิงชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะตอบรับผู้มีพระคุณ
“ค่ะคุณหญิงอณิกา”
หลังจากนั้นก็วางสายโทรศัพท์ลง ตากลมตัวเหลือบมองไปภายในห้อง ลอบถอนหายใจออกมาบางเบา
หากเลือกได้คงอยากเป็นอิสระ ใช้เวลาสักระยะอยู่ที่นี่ หากทำงานแล้วมีทางไปเธอจะชดเชยเงินที่คุณหญิงเลี้ยงดูมาและโบยบินไปตามทางของตัวเอง...
สุดท้ายแล้วคืนนี้ก็จำใจจะต้องค้างที่นี่สองต่อสองกับชายรุ่นพี่
โชคดีที่พิษไข้เริ่มลด เขาเริ่มรู้ตัวและพูดคุยได้ คนตัวเล็กเข้าครัวทำข้าวต้มหมูสับแล้วนำมาเสิร์ฟที่ห้องนอน
“ลุกกินข้าวไหวไหมคะคุณเอ็ม? ให้หนูป้อนไหม?”
นั่งลงข้างเตียงพร้อมถือชามข้าวต้ม แสงไฟสลัวจากโคมไฟข้างเตียงช่วยให้ความสว่างได้เพียงเล็กน้อย หน้าต่างด้านข้างถูกเปิดกว้างออกเห็นวิวรอบทั่วสารทิศกรุงเทพมหานคร
“อืม...พอไหว” เขายันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักหัวเตียง ร่างกำยำตอนนี้สวมเพียงบ๊อกเซอร์ตัวเดียว ใบหน้ามีเหงื่อเม็ดน้อยผุดขึ้นมา
ดวงตาคมตวัดมามองคนตัวเล็กที่อยู่ในชุดเดรส
“แต่ถ้าป้อนได้ก็จะดี” เอวากรณ์ช้อนสายตามอง น้ำอิง เธอยิ้มน้อยๆ ก่อนจะใช้ช้อนตักข้าวต้มหมูขึ้นมาป้อนเขาอย่างละเมียดละไม
“เดี๋ยวทานข้าวต้มเสร็จก็ต้องทานยาต่อนะคะ แม่ของคุณบอกว่าถ้าอาการไม่ดีขึ้นจะให้ตามลุงหมอ”
“ไม่จำเป็น... ฉันหายดีแล้ว” ตอบทั้งที่ถูกป้อนข้าวอยู่เพราะกินข้าวเองไม่ไหว น้ำอิงลอบขำกับท่าทางอวดดีของคุณชายจอมเก๊ก
“โอเคค่ะ หายดีแล้วก็ดีแล้ว อร่อยไหมคะข้าวต้มฝีมือหนู?”
ไม่บ่อยนักที่น้ำอิงจะทำอาหารเพราะที่คฤหาสน์ก็มีครัวกลางและมีเชฟคอยเสิร์ฟให้อยู่แล้ว จะมีบางครั้งที่เธอต้องทำเพราะเอ็มเมอร์บอกว่าอยากให้เธอทำ เขาแพ้อาหารหลายอย่างและแพ้เครื่องปรุงบางชนิดทำให้ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก
“อร่อย..” ดวงตาเรียวรีจับจ้องมองคนตัวเล็กที่นั่งอยู่บนเตียงข้างเขาและกำลังป้อนข้าวต้ม ใจดวงน้อยสั่นวิบไหบ แต่พยายามเก็บอาการ
“คุณเอ็มก็ชมเกินไป”
ว่าพลางหัวเราะออกมาเบาๆ แก้เขิน
“อื้อ แค่กๆ ..” จู่ๆ ข้าวต้มก็เหมือนจะติดคอทำเอาคนตัวใหญ่กว่าที่นั่งกินอยู่ถึงกับสำลัก น้ำอิงตกใจรีบหยิบคว้าทิชชู่ขึ้นมาจากโต๊ะข้างเตียงแล้วเช็ดปากให้เขา ลามมาจนถึงแผงอกกำยำ เม็ดข้าวหล่นลงมาที่... บ๊อกเซอร์ตัวเล็ก
ด้วยความไม่ทันคิดคนตัวเล็กรีบใช้ทิชชู่ซับเข้าที่เป้ากางเกงทันที แต่แล้วก็ต้องตกใจสะดุ้งโหยงเมื่อพบว่าแก่นกายดุนดันขึ้นมาจนกางเกงแทบจะขาด
ความแข็งขึงและใหญ่โตที่มือเรียวเล็กสัมผัสผ่านเนื้อบ๊อกเซอร์ตัวบาง... ทำเอาใจเต้นแรง แม้แต่เอวากรณ์เองก็มองหน้าเธอด้วยความตกใจชะงักไปเล็กน้อย รีบดึงผ้าห่มนวมสีขาวมาปกปิดท่อนล่างเอาไว้
ติ๊งง!! แต่แล้วเสียงโทรศัพท์ของเอ็มเมอร์ก็ดังขึ้นซะก่อน โชคดีที่ดังขึ้นถูกจังหวะจึงทำให้ความขัดเขินเมื่อครู่ถูกลบล้างไป มือหนายกหยิบโทรศัพท์ข้างหัวเตียงขึ้นมาก็พบว่าเป็นเบอร์ของเพื่อนสนิท
“ว่าไงไอ้วา” เดวา เพื่อนสนิทสุดหล่อแสนดี
‘กูขอไปห้องมึงได้ป่ะ เมาอ่ะกลับไม่ไหว’
“เรื้อนอีกแล้วนะมึง เออ กูอยู่ห้องพอดี”
‘เออ งั้นกูไปคอนโดมึงนะ’
“อืม..” เขาตอบในลำคอก่อนจะวางสายลง แต่ก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้อยู่ที่คอนโดคนเดียว ดันมียัยตัวเล็กอยู่ข้างกาย... เปิดรับปากเพื่อนไปแล้วด้วย
สักพักเดวาก็มาถึงคอนโด เอวากรณ์เดินลงไปรับพร้อมกับน้ำอิง เธอยืนยันว่าเดี๋ยวจะเดินลงไปรับคนเดียวเขาที่ป่วยอยู่จะได้ไม่ต้องเดินเยอะ แต่ก็ปฏิเสธ...ไม่อยากให้เพื่อนกับสาวใช้อยู่เพียงลำพัง
“โห น้ำอิงก็อยู่ด้วยเหรอเนี่ย แล้วมึงเป็นอะไรวะหน้าแดงเชียว”
“ไม่สบาย”
“ต้องพกพยาบาลส่วนตัวมาด้วย?”
“เออ เลิกพูดมากได้แล้ว เมาแล้วเรื้อน จะนอนก็นอน”
เริ่มรำคาญที่โดนซักไซ้
“ให้กูนอนไหนครับ? นอนอีกห้องหรือว่านอนกับมึง”
ปกติจะนอนไม่ห้องนอนด้านข้างก็ที่โซฟา
“นอนกับกู อีกห้องเดี๋ยวให้น้ำอิงนอน” น้ำอิงเองก็ยืนอยู่ไม่ไกลจากสองหนุ่ม เธอกำลังฟังบทสนทนาและพยายามไม่เอาตัวเองไปรบกวน
“โอเค” เดวาไม่ซักไซ้ต่อ เดินเข้าห้องนอนของเอวากรณ์ไปพร้อมกับผิวปากอย่างสบายใจราวกับว่าเป็นห้องของตัวเอง เป็นภาพที่เอ็มเมอร์เห็นจนชินซะแล้ว ทำได้เพียงส่ายหัวเบา ๆ
“เธอเข้าไปนอนห้องข้าง ๆ แล้วกัน แล้วก็ล็อคประตูให้ดีด้วย”
หากอยู่คนเดียวคงไม่กำชับ แต่นี่มีชายอื่นอยู่ด้วยจึงต้องรักษาความปลอดภัยให้กับสาวใช้รุ่นน้อง
“ค่ะคุณเอ็ม ถ้าอยากได้อะไรก็เคาะประตูเรียกหนูได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยนะคะ”
ยังคงรู้สถานะตัวเองดี เธอไม่ใช่แขก... หากแต่เป็นสาวใช้ที่ต้องตามดูแลคุณชายคนนี้ไปจวบจนกว่าคุณหญิงอณิกาจะปล่อยเธอเป็นอิสระ คำว่าบุญคุณมันค้ำคอ หากแต่การดูแลคุณชายนั้นมันก็เป็นงานที่เธอเต็มใจ
“อืม..” เขาเพียงครางตอบในลำคอแต่ไม่ได้ถามอะไรอีก
เช้าวันต่อมา
วันนี้เป็นวันอาทิตย์เป็นวันหยุดอีกวัน น้ำอิงรีบตื่นมาทำอาหารเช้าแบบอเมริกัน มีไข่ดาว เบคอน ไส้กรอก และขนมปังปิ้ง
“หืม~ หอมจังเลย เข้าครัวแต่เช้าเลยเหรอน้ำอิง”
คนตัวสูงเมื่อได้กลิ่นอาหารก็เดินออกมา เดวาพุ่งตรงมาหาน้ำอิงที่กำลังจับกระทะทำการย่างเบคอน ตระเตรียมอาหารอยู่ถึงสองจานด้วยกัน
“ค่ะคุณเดวา ทานข้าวเช้ากับคุณเอ็มเมอร์ก่อนนะคะค่อยกลับ”
“โห ไม่ต้องเรียกคงเรียกคุณหรอก เรียกว่าพี่ก็ได้ พี่เดวา” เดวายิ้มอย่างใจดีเป็นกันเอง
“เกรงใจแย่ค่ะถ้าเรียกแบบนั้น” น้ำอิงหันมายิ้มพร้อมกับปิดเตาแม่เหล็กไฟฟ้าลง จับกระทะและตักเบคอนลงใส่จานสองจานสำหรับเจ้านาย เมื่อจัดจานเสร็จเตรียมจะยกมาเสิร์ฟที่โต๊ะทานข้าว
“มา เดี๋ยวพี่ช่วยเอง” เดวาเดินเข้ามาจะช่วยหยิบจานเดียวกับที่น้ำอิงกำลังหยิบพอดีทำให น้ำอิงตกใจสะดุ้งโหยงเงยหน้าสบตากับหนุ่มรุ่นพี่
เดวาเองก็ชะงักไปไม่ต่างกัน แต่แล้วก็ถูกขัดจังหวะโดยน้ำเสียงเย็นชา
“ปล่อยมือได้แล้วมั้ง ไอ้วา”
ได้ยินเสียงเพื่อนทักเดวารีบปล่อยจานพร้อมกับหันไปมองหน้าแล้วขยับยิ้มบางเบามุมปาก
“ทำไม หวง?”
“ก็เปล่า แต่นี่คนของกู”
ของของเขา ไม่ชอบแบ่งใคร หากอยากให้ก็จะให้เองไม่ต้องร้องขอ
ได้ยินแบบนั้นน้ำอิงใจสั่น...คนของเอ็มเมอร์งั้นเหรอ สิ่งที่เขาพูดคงหมายถึงคนใช้ แต่น้ำอิงเองที่ได้ยินกลับคิดเป็นอื่นไปเสียอย่างนั้น คิดตำหนิตัวเองในใจที่อาจเอื้อมอยากจะเป็นคนของคุณชายขึ้นมาจริงๆ
“หึ ขี้หวงจังวะ” เดวาแค่นหัวเราะออกมาเบา ๆ สุดท้ายแล้วสองหนุ่มพากันนั่งกินข้าวเช้าพร้อมกับคุยเรื่องที่มหาวิทยาลัย
น้ำอิงเองเตรียมไว้แค่สองจาน แต่เอ็มเมอร์ก็สั่งเสียงเรียบให้เธอไปทำอีกจานแล้วนั่งทานด้วยกัน
คนตัวเล็กนั่งทานเงียบ ๆ ฟังสองหนุ่มคุยกัน รู้สึกเกร็งอย่างเห็นได้ชัด... เธอร่วมโต๊ะอาหารด้วยในวันนี้ ทั้งที่ปกติอยู่ที่คฤหาสน์ไม่เคยเลย
แม้ทั้งสองจะคุยกันอย่างสนุกสนานออกรสออกชาติ คนตัวเล็กที่นั่งทานอยู่เงียบ ๆ ยังคงใจสั่นกับคำที่คุณชายเอวากรณ์ของเธอกล่าวเมื่อครู่
คนของกู...
คิดแล้วใบหน้าสวยก็แดงก่ำไปจนถึงใบหู...คนของกูงั้นเหรอ? ชอบจังคำนี้
