Chapter 2 อย่าคิดเกินเลย
Chapter 2
อย่าคิดเกินเลย
ร่างแกร่งนั่งทำงานอยู่บนห้องทำงานชั้นสองของคฤหาสน์เอวาสกุล นอกจากเรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เขายังเป็นผู้นำครอบครัวในด้านการดูแลโปรเจกต์อสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดคือการพัฒนารีสอร์ตเก่าของตระกูลที่ตอนนี้กำลังทำแผนใหม่เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก เสียงเคาะประตูดังขึ้น
“แม่เข้าไปได้ไหมครับเอ็มเมอร์?” เสียงหญิงวัยกลางคนดังขึ้น เอวากรณ์ละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ตัวใหญ่ซึ่งกำลังไล่สายตาดูแบบสามมิติที่สถาปนิกออกแบบส่งมาให้
“ครับแม่” คุณชายเอวากรณ์ เอวาสกุล เขาขานรับด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน ร่างแกร่งพิงพนักเก้าอี้แล้วเหยียดตัวสุด
“ตายจริง ทำไมทำงานหนักขนาดนี้ ควรจะเข้านอนได้แล้วนะเอ็ม พรุ่งนี้ลูกมีเรียน”
“อีกนิดจะเสร็จแล้ว” เขาตอบเสียงพร่า ดวงตาพร่ามัว
“ไม่ต้องกดดันตัวเองขนาดนั้นก็ได้นะลูก พ่อคงหนักใจถ้ารู้ว่าลูกต้องเหนื่อยขนาดนี้...”
“ผมยังไหว แม่ไปนอนเถอะ เดี๋ยวอีกพักนึงผมจะเข้านอนแล้ว”
เพราะไม่อยากให้ผู้เป็นมารดากังวลจึงตอบปัดไป
“เหลืออีกเยอะมั้ย เดี๋ยวแม่ตามน้ำอิงมาช่วย”
เด็กสาวที่คุณหญิง อณิกา เอวาสกุล รับอุปการะเอาไว้ คงช่วยลูกชายเธอได้ไม่มากก็น้อย
“ไม่ต้องครับ” เขาตอบอย่างเหนื่อยใจ
“เอาน่า ยังไงก็ต้องใช้ให้น้ำอิงเอาของว่างขึ้นมาให้อยู่แล้ว”
เพราะกลัวลูกชายลำบาก จึงต้องให้น้ำอิงคอยดูแลทุกอย่างเกี่ยวกับเอวากรณ์
คุณหญิงอณิกาเดินออกมาจากห้องทำงาน เมื่อประตูปิดลงเธอก็พิงหลังเข้ากับประตูพร้อมลอบถอนหายใจ จากใบหน้ายิ้มสวยสดใสให้ลูกชายแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าเศร้าสลด
“แม่ขอโทษนะ...ที่ช่วยอะไรลูกไม่ได้เลย ตั้งแต่พ่อตายไปลูกก็ต้องทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด...”
ตำแหน่งทายาทของเอวาสกุล เต็มไปด้วยความกดดัน ทั้งยังมีทรัพย์สินอีกมากมายที่ต้องบริหารดูแล ทั้งญาติพี่น้องปลายตระกูลที่อยากจะเข้าครอบครองทำให้เธอซึ่งเป็นภรรยาและลูกชายเพียงคนเดียวอย่างเอวากรณ์รับศึกหนัก อณิกา เป็นลูกสาวตระกูลผู้ดีแต่งเข้ามาเป็นภรรยาหลวง สามีของเธอมีภรรยาน้อยอีกหนึ่งคนและมีลูกชายอีกหนึ่งคนซึ่งอายุน้อยกว่าเอ็มเมอร์ เป็นการแข่งขันชิงตำแหน่งทายาทที่ดุเดือด แม้เอวากรณ์จะขึ้นชื่อว่าเป็นที่หนึ่ง แต่อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้
“มาแล้วค่าของว่าง นี่ก็ดึกมากแล้วคุณเอ็มไปพักได้แล้วค่ะ เดี๋ยวหนูจะช่วยดูต่อให้เอง”
น้ำอิงเดินเข้ามาพร้อมกับถือถาดใส่แก้วน้ำส้มกับคุกกี้
“ออกไป” เขาสั่งเสียงเฉียบ ในมือถือดินสอพร้อมกับกระดาษที่ถูกปริ้นท์ออกมาเป็นแบบร่าง เขากำลังดูแลและปรับปรุงในส่วนที่จะรีโนเวทคาเฟ่ต์ในรีสอร์ต
“ให้หนูช่วยดูนะคะ” น้ำอิงไม่สนคำปฏิเสธ หน้าที่ของเธอคือดูแลและช่วยเหลือเขา
“บอกว่าไม่ต้อง” จากที่สั่งเสียงเรียบน้ำเสียงเริ่มเข้มขึ้นพร้อมกับตวัดสายตามองหญิงสาวที่เดินเข้ามาอย่างไม่พอใจ
คนตัวเล็กดวงตาวูบไหว วางถาดลงบนโต๊ะแล้วเดินไปหาเอวากรณ์จากทางด้านหลังพร้อมกับโน้มหน้าลงมาแล้วดูแผ่นกระดาษใบนั้น
“แผนการรีโนเวทรีสอร์ตทางใต้ของตระกูลเอวาสกุล... ก็ไม่เห็นมีอะไรน่ากังวลนี่คะ รีสอร์ตนั้นลูกค้าเยอะอยู่แล้วเป็นทุนเดิม”
เรื่องราวในเอวาสกุล น้ำอิงที่โตมาจากที่นี่ย่อมรู้ดี
“เธอจะไปรู้อะไร...” น้ำเสียงของเอวากรณ์ดูเหนื่อยอ่อน ทั้งที่อายุเพียงยี่สิบสองปี เรียนอยู่ชั้นปีที่สี่ แต่ภาระหน้าที่ของเขานั้นเกินอายุไปมากราวกับคนอายุสามสิบถึงสี่สิบปี
“คุณเอ็มคะ...เครียดอะไรก็ระบายออกมาบ้าง เก็บเงียบอยู่คนเดียวแบบนี้คุณหญิงอณิกาท่านเป็นห่วงมากนะคะ”
“ไม่ใช่เรื่องของเธอ”
“คุณหญิงอณิกาตามหนูขึ้นมาเพื่อให้ช่วยคุณเอ็มดูแผนงานรีโนเวทชิ้นนี้ แต่ตอนนี้ก็ดึกมากแล้วจะปรึกษากับฝ่ายการตลาดก็คงไม่ได้...”
“ฉันจะจัดการเรื่องนี้เอง” เอวากรณ์ตอบเสียงเรียบ เขาเป็นทายาทอันดับหนึ่งของตระกูลเอวาสกุล แผนงานนี้เขาจะต้องจัดการด้วยตัวเอง
“คุณเอ็มเมอร์...”
ดื้อจริงๆ คนตัวเล็กคิดตำหนิ ดวงตาโตลอบมองเขา เธอเป็นเพียงสาวใช้ที่ถูกรับอุปการะไว้จะพูดอะไรได้มากมายล่ะ
“งานชิ้นนี้สำคัญกับฉันมาก คุณย่าท่านรอดูผลงานชิ้นเอกชิ้นนี้อยู่”
“การรีโนเวทรีสอร์ตทางตอนใต้เนี่ยนะคะ?” ไม่เห็นจะมีอะไรพิเศษสำหรับน้ำอิง
คนตัวใหญ่พิงตัวกับเก้าอี้ ยกมือขึ้นเสยผม เขายังอยู่ในชุดนักศึกษาชาย
“รีสอร์ตนี้เคยลูกค้าเยอะมากก็จริง แต่ช่วงหลังมานี้ซบเซาไปมาก”
“ซบเซา? คงเป็นเพราะสภาวะเศรษฐกิจมั้งคะ”
“อืม...เพราะงั้นถึงต้องรีโนเวทบางส่วนแล้วก็คิดแผนการตลาดกันใหม่”
น้ำอิงจับจ้องมองใบหน้าหล่อที่เคร่งเครียด มือขวาที่สวมนาฬิการาคาหลักล้านยกขึ้นเสยผมสีดำของตัวเอง จมูกโด่งเป็นสัน ใบหน้าหล่อ ดวงตาเรียวคม ผิวขาวละมุนสมกับเป็นคุณชายของเอวาสกุล
คำว่าผู้ดีตีนแดงตะแคงตีนเดินคงไม่ไกลไปจากคุณชายคนนี้สักเท่าไหร่ น้ำอิงคิดอยู่กับตัวเองในใจ
แต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นด้านข้างเสื้อนักศึกษา ชายแขนเสื้อมีด้ายรุ่ยออกมา... คงจะไปเกี่ยวกับอะไรเข้า
“คุณเอ็มคะ เดี๋ยวหนูถอดเสื้อให้นะคะ”
ว่าแล้วก็พุ่งตัวไปหาชายที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้ จับเก้าอี้หนังสีดำราคาแพงให้หมุนหันมา คุณชายเอวากรณ์ถึงกับหน้าเหวออ้าปากค้างยกมือขึ้นจับมือเรียวเล็กที่พุ่งเข้ามาจับที่กระดุมเม็ดบนสุดของเสื้อนักศึกษาชาย
“หยุด!” ร่างแกร่งสะดุ้งโหยงตกใจ จากดวงตาเรียวรีแปรเปลี่ยนเป็นเบิกโต จับจ้องมองเสี้ยวหน้าสวยของสาวรุ่นน้องผู้ดูแลรับใช้เขามาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก
“อะไรคะ?” เอียงคอสงสัย มือเรียวกำลังจะคว้ากระดุมนักศึกษาเม็ดบนได้อยู่แล้วเชียว
“คิดจะทำอะไร..” เขาถามพร้อมขมวดคิ้วยุ่ง ทรงผมที่ปกติเซ็ตเนี๊ยบตลอดเวลา บัดนี้ถูกขยี้จนฟู คุณชายเอวากรณ์ผู้เป๊ะทุกกระเบียดนิ้ว ในตอนนี้ทำงานจนแทบไม่มีเวลานอน
“ก ก็เสื้อคุณเอ็มขาด หนูเลยจะถอดออกมาเย็บให้ค่ะ”
เพราะรู้ว่าเจ้านายหนุ่มเสพติดความเพอร์เฟค ทุกอย่างต้องเป๊ะ ขืนเห็นว่าเสื้อนักศึกษาของตัวเองมีด้ายรุ่ยออกมาคงจะโวยวายแย่
“ไม่ต้อง เป็นผู้หญิงจะมาถอดเสื้อผู้ชายได้ยังไง”
เคยเห็นหนูเป็นผู้หญิงด้วยรึไงกันเล่า ทำหน้าเบ้พลางคิดในใจ แต่ก็รีบปรับสีหน้ามาเป็นปกติ ท่ามกลางห้องทำงานที่มีแสงไฟจากโคมไฟสีวอร์มไลท์เพียงดวงเดียว ผ้าม่านสีขาวถูกเปิดเอาไว้เห็นวิวทิวทัศน์สวนของเอวาสกุลด้านนอกช่างดูยิ่งใหญ่
“ก็หนูเป็นคนดูแลคุณไงคะ จะปล่อยให้คุณชายตระกูลเอวาสกุลใส่เสื้อด้ายรุ่ยอย่างนี้ไม่ได้ มาค่ะ! คุณเอ็มเมอร์ต้องถอดออกมาให้หนูเดี๋ยวนี้”
ขืนคุณหญิงอณิกาเห็นเข้าเธอโดนเล่นงานแน่ หน้าที่ของน้ำอิงคือดูแลเอ็มเมอร์
“หยุด บอกให้หยุดไงน้ำอิง!”
เขายืนขึ้นพยายามถอยหนีแต่หญิงสาวก็ไล่ต้อน มือเล็กปัดสะเปะสะปะ
“ว๊าย..” แต่แล้วก็สะดุดเข้ากับขาตัวเองจนล้มหัวไปซบเข้ากับแผงอกกำยำ มือเรียวยกขึ้นดันแผงอกกำยำเอาไว้เพื่อยันตัว
แขนแกร่งยกขึ้นประคองเอวคอดบางของสาวใช้รุ่นน้อง หากแต่แนบชิดแบบที่ไม่ควรเป็น
น้ำอิงในชุดนอนสายเดี่ยวสีขาวมีผ้าคลุมไหล่บางเบาที่ตอนนี้หล่นไปกองที่พื้น เอ็มเมอร์เห็นเรือนร่างสวยอยู่ในชุดนอนแสนบางเบานั้นเข้าอย่างจัง... อกอวบคู่โตแนบชิดกับแผงอกกำยำของความเป็นชาย
ใจดวงน้อยเต้นตึกตักอย่างที่ไม่ควรเป็น ชายตรงหน้าที่เธอชอบแอบแนบอิงอยู่ในฝัน เขาเป็นถึงลูกของเจ้าขุนมูลนายตระกูลผู้ดีเก่า เธอนั้นเป็นเพียงสาวใช้ไร้หัวนอนปลายเท้าไม่มีสกุลเช่นใครเขา ไม่มีสิทธิ์คิดเป็นอื่น
แต่ใจเจ้ากรรมดันคิดทรยศเพราะความใกล้ชิด คุณชายของเธอไม่เคยแลตามมองใคร รวมถึงแม้กระทั่งสาวใช้ที่อยู่ใกล้กายเขามากที่สุด
“อะ เอ่อ...” เมื่อได้สติมือเรียวเล็กก็ดันแผงอกกำยำของเขาแล้วถอยเท้าออกมาสามก้าว ก้มหน้ามองเท้าตัวเองไม่กล้าเงยหน้าพร้อมกับก้มลงหยิบผ้าคลุมไหล่สีขาวมาคลุมเอาไว้ดังเดิม
“ออกไป..” เขาสั่งเสียงเฉียบ จ้องหน้าเธอแต่เสมองไปทางด้านข้าง มือข้างหนึ่งยกเท้าเอวส่วนมืออีกข้างยกขึ้นเสยผม...คุณชายเอากรณ์จอมเย็นชา แต่หล่อบาดใจ
“คือ... แต่เรื่องเสื้อ..”
สลัดความเขินอายทั้งหมดทิ้งไป ทำหน้าที่ของตัวเอง จะให้คุณชายใส่เสื้อแบบนี้ไม่ได้เป็นอันขาด
“พรุ่งนี้ค่อยเข้ามาเอา จะถอดทิ้งไว้ให้ ออกไปได้แล้ว”
“ค่ะคุณเอ็มเมอร์...” ท้ายสุดแล้วก็ทำได้เพียงก้มหน้าให้เขาเพียงเล็กน้อย ใบหน้าสวยในห้องมืด ๆ ที่มีแสงไฟสีวอร์มไลท์ดูอบอุ่นสาดส่อง
คนตัวเล็กที่สูงเพียงร้อยหกสิบสองเซนติเมตรเดินออกมาจากห้องทำงานชั้นสองของคฤหาสน์เอวาสกุล ปิดประตูแล้วก็หันหลังชนประตู ยกมือสองข้างขึ้นกุมกลางใจ
ดวงตากลมโตกระพริบตาถี่ จับใจตัวเองเอาไว้แน่น พร่ำบอกตัวเองว่าห้ามหวั่นไหว อย่าคิดเกินเลยกับผู้เป็นนาย
เป็นเพียงสาวใช้ อย่าคิดอาจเอื้อม... เธอเป็นได้แค่เท่านี้จริงๆ จำเอาไว้น้ำอิง...อกกำยำที่แอบอิงเพียงชั่วครู่ไม่อาจให้ความอบอุ่นได้ตลอดชั่วยาม มันเป็นเพียงอุบัติเหตุ... อย่าหลงใหล อย่าหวั่นไหว
