Chapter 12 ดอกไม้ริมทาง
Chapter 12
ดอกไม้ริมทาง
บริษัทเอวาสกุล
แม้เมื่อวานจะมีเหตุการณ์ที่ทำให้ทั้งคู่ได้ใกล้ชิดกันมากเพียงใด แม้ความรู้สึกของน้ำอิงจะสั่นไหวและแปรเปลี่ยนไปเพียงไหน ความหลงใหลที่เอวากรณ์มีในตัวเธอต้องหยุดลง แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไปเหมือนกับพระอาทิตย์ที่ขึ้นในเช้าของทุกวัน และตกลงในช่วงเวลาของทุกเย็น
เช้าวันหยุดทั้งคู่ต้องมาคุยกันเรื่องการรีโนเวทรีสอร์ตทางภาคใต้ โดยมีที่ปรึกษาคือเลขาอย่างลุงกรณ์คอยจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้มากมาย
“โปรเจคการรีโนเวทรีสอร์ตทางภาคใต้ของเราอาจจะต้องใช้เวลาหลายวัน อยากให้คุณเอ็มทำเรื่องขอหยุดเรียนกับทางมหาวิทยาลัย น้ำอิงเองก็ต้องตามไปช่วยนะ”
ลุงกรณ์กล่าวถึงรายละเอียดงานที่ต้องดูแล น้ำอิงยืนอยู่ไม่ไกลส่วนเอวากรณ์ก็นั่งอยู่ที่โซฟา ใบหน้าคมคายลอบคิดถึงเหตุการณ์ต่อไปที่กำลังจะเกิดขึ้น
“ค่ะลุงกรณ์”
“อาจจะมีงานให้ต้องเข้ามาที่บริษัทบ่อยหน่อยนะครับคุณเอ็มในช่วงหลัง ๆ นี้ ยิ่งคุณเอ็มใกล้เรียนจบแล้วด้วยล่ะก็...คิดว่าคงจะต้องเข้ามาบริหารอย่างเต็มตัวได้แล้ว” ลุงกรณ์ ชายวัยกลางคนร่างท้วมในชุดสูทดูเรียบร้อยเอ่ยออกมาตามสิ่งที่ควรจะเป็น
“เข้างานบ่อย? แต่ผมเองยังต้องเรียน”
เอวากรณ์ครุ่นคิด สายตาเรียบนิ่งคาดเดาได้ยากจนน้ำอิงไม่อาจอ่านใจเขาได้
หากแต่ว่า...คุณชายจอบเนี้ยบตอนนี้รู้เท่าทันสถานการณ์ เขารู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป เพียงแต่ลอบยิ้มอยู่ในใจไม่แสดงสีหน้าเท่านั้น
“เพราะเหตุนั้น คิดว่าการย้ายมาอยู่ที่คอนโดส่วนตัวชั่วคราวจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าครับ เพื่อสะดวกต่อการทำงานและการไปเรียน”
รอยยิ้มหยักขึ้นมุมปากเล็ก ๆ หากไม่สังเกตคงไม่อาจมองออก
“งั้นก็ตามนั้น...” เขาว่าด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์เล็กน้อย แต่คนตัวเล็กที่ยืนก้มหน้าถือไอแพดสำหรับดูตารางงานอยู่นั้นไม่อาจเท่าทันเล่ห์ของคุณชายซึ่งเป็นเจ้านายของเธอได้
เวลาต่อมา
รถอัลพาร์ตคันหรูสีดำวาววับแสดงถึงฐานะและการดูแลเอาใจใส่ ประตูถูกเปิดพร้อมกับร่างของหญิงวัยกลางคนที่สวมกางเกงขายาวทรงตรงสีครีม เสื้อเชิ๊ตสีขาวพับแขนพร้อมปลดกระดุมเม็ดบน รองเท้าส้นเตี้ยสีน้ำตาลพร้อมกระเป๋าหนังสีดำดูมีราคา ผมสีน้ำตาลประบ่าถูกปล่อยตรงลงมาอย่างดูมีน้ำหนัก
“ขอต้อนรับคุณหญิงอณิกาค่ะ” เหล่าสาวใช้ออกมาต้อนรับคุณหญิงแห่งคฤหาสน์เอวาสกุล ผู้เป็นภรรยาหลวงของคุณผู้ชายที่ล่วงลับไปแล้ว
“สวัสดีทุกคน ทำตัวตามสบาย...ฉันแค่แวะเข้ามาเยี่ยมลูกชาย คงไม่อยู่นาน”
หญิงวัยกลางคนยิ้มให้กับเหล่าบรรดาสาวใช้
“ค่ะคุณผู้หญิง” ป้าแจ่มหัวหน้าแม่บ้านเป็นคนตอบรับคำของผู้เป็นนาย
ร่างสูงเดินเข้ามาภายในคฤหาสน์และมุ่งตรงมายังห้องรับแขกทันที เหตุที่มาที่นี่ก็เพราะเรื่องของลูกชายอย่างเอวากรณ์ที่กำลังจะต้องย้ายไปอยู่คอนโดชั่วคราว
“เอ็ม..คิดถึงจังเลยลูกชายของแม่”
เธอเดินเข้าไปหาลูกชายแล้วสวมกอดอย่างเต็มรัก
“แค่จะย้ายไปอยู่คอนโด ไม่เห็นต้องลำบากบินกลับมาเลยนะครับแม่”
เอ็มเมอร์คลี่ยิ้มจาง ๆ สวมกอดผู้เป็นมาตอบกลับอย่างมีมารยาท
“ลำบาก? แหม ใช้คำห่างเหินจังนะลูกชาย” เธอคลายอ้อมกอดลงแล้วจ้องหน้าลูกชายเพียงคนเดียว สายตาของอณิกายังคงดูมีเสน่ห์เย้ายวน แต่กลับกดดันคู่สนทนาได้อย่างชะงัดนักเฉกเช่นเดิมไม่เคยเปลี่ยน
สร้างความอึดอัดใจให้แก่เอวากรณ์อย่างถึงที่สุด
“ผมบินไปหาแม่เองก็ได้ เชียงใหม่ก็แค่นี้”
ความจริงคือเขาไม่ได้อยากเจอท่านในเวลานี้ ไม่ใช่ไม่รัก เพียงแต่ลำบากใจทุกครั้งเมื่อต้องอยู่ข้างกัน
ที่สำคัญยิ่งเห็นหน้าแม่ตัวเอง ความรู้สึกผิดในใจยิ่งเพิ่มเป็นทวีคูณเมื่อนึกถึงสิ่งที่ใจดวงแกร่งลึก ๆ นั้นแอบเสมองดอกไม้ข้างทาง...ดอกไม้ข้างทางอย่างน้ำอิง เขาไม่ควรมีเธออยู่ในสายตาด้วยซ้ำ คุณชายแห่งเอวาสกุลเหมาะกับดอกไม้งามพันธุ์หายากราคาแพงที่ไม่มีผู้ใดเอื้อมถึง นั่นคือสิ่งที่ควรตระหนักที่สุด
“ไม่ล่ะ ขืนรอลูกก็ไม่ได้เจอกันพอดี ได้ยินมาว่างานเยอะมากเลยนี่ไหนจะยังเรียนอยู่ปีสุดท้ายอีก”
“ก็นิดหน่อยครับ”
“หึ แม่บอกแล้วไง เรื่องเรียนไม่ต้องสนใจมากแต่ก็ควรเอาเอทุกวิชาเพื่อประดับบารมีลูกไว้นะ”
เธอจับเข้าที่ไหล่ของลูกชายแล้วบีบเบา ๆ เป็นเสมือนเครื่องเตือนใจแก่เอวากรณ์ว่ายังคงต้องอยู่ในกรอบแห่งความ สมบูรณ์แบบ
สำหรับเอวากรณ์แล้ว เขาอยู่กับคำนี้มาทั้งชีวิต และไม่เคยมีคราไหนจะหนีไปจากมันได้ เป็นเสมือนเงาตามตัวในทุกย่างก้าวของชีวิต
เพอร์เฟ็กต์ตั้งแต่เกิด นี่คือสิ่งที่ได้ยินมาตลอดตั้งแต่เด็กจวบจนกระทั่งกำลังจะเข้าสู่วัยทำงาน
“แน่นอนครับ ผมยังคงรักษาเกรดเอาไว้ได้”
ไม่มีสักเทอมที่จะหลุดไปบีบวกหรือต่ำกว่า มีแค่เอบวกเท่านั้นเป็นสิ่งตอบแทนของคนพยายาม
“แม่ภูมิใจในตัวลูกมาก คุณชายเอวากรณ์ของแม่” เธอยกมือขึ้นไล้กรอบหน้าหล่อเหลาคมคายของลูกชาย เชยชมด้วยสายตาภาคภูมิใจราวกับกำลังมองผลงานศิลปะที่แสนเลอค่าในพิพิธภัณฑ์ แต่จะเรียกห่างเหินแบบนั้นคงไม่ถูกนัก เพราะผลงานแสนเลอค่าที่ชื่อว่า เอวากรณ์ เอวาสกุล นี้เป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียว จะชักนำไปทางไหนก็ต้องไป...ไม่ใช่สิ่งที่ควบคุมไม่ได้
เรือนหลังเล็กของสาวใช้
ร่างเพียวบางสาละวนอยู่กับการจัดเก็บเสื้อผ้าเสื้อผ่อนสำหรับย้ายไปอยู่ที่คอนโดกับคุณชายเอวากรณ์ชั่วคราวเพื่อตระเตรียมการทำแผนงานใหญ่ หากเทียวไปเทียวมาจากบ้าน ไปบริษัท ไปมหาวิทยาลัย คงไม่สะดวกนัก
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้น น้ำอิงที่นั่งอยู่บนเตียงนอนสีชมพูของตัวเองพับเพียบและกำลังพับผ้าพับผ่อนเก็บใส่กระเป๋าเดินทางลูกชมพู เธอชะงักลงพร้อมกับตอบรับเสียงเคาะประตูของคนด้านนอก
“ป้าแจ่มเหรอคะ? เข้ามาได้เลยค่ะ”
หญิงสูงวัยในชุดสาวรับใช้ดูเรียบร้อยเดินเข้ามาหาหลานสาวซึ่งเป็นเด็กกำพร้าที่คุณหญิงอณิการับอุปการะไว้ เธอเห็นมาแต่อ้อนแต่ออกและเลี้ยงดูมาเหมือนกับลูกแท้ ๆ คนหนึ่ง
“เก็บของอยู่เหรอลูก เสร็จหรือยัง ให้ป้าช่วยไหม”
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณป้า แค่พับเสื้อตัวนี้ใส่กระเป๋าอีกนิดเดียวก็เสร็จแล้วค่ะ”
“แล้วนี่ต้องไปอยู่คอนโดกับคุณเอ็มเมอร์นานไหม รู้ระยะเวลาหรือเปล่า?”
หญิงสูงวัยจับจ้องมองกระเป๋าเดินทางใบโตพร้อมกับเสื้อผ้าทั้งยังมีชุดนักศึกษาและอุปกรณ์การเรียน
“ก็น่าจะจนกว่าคุณเอ็มเมอร์เรียนจบนะคะ ระยะเวลาก็คงราว ๆ เกือบปีได้ หรือไม่ก็หลังจากโปรเจ็ครีโนเวทรีสอร์ตทางภาคใต้เรียบร้อยค่ะ”
น้ำอิงประเมินจากสถานการณ์ ตัวเธอเองนั้นก็ไม่มั่นใจนัก หากแต่ยิ่งอยู่นานก็ยิ่งจะสร้างความลำบากใจให้กับใจดวงน้อยเอง ยิ่งใกล้ชิดเขามากเท่าใด ใจมันก็ยิ่งไม่รักดีขึ้นมากเท่านั้น
ป้าแจ่มคลี่ยิ้มเบาบางพร้อมกับยกมือลูบศีรษะของคนที่ตัวเองเลี้ยงมากับมือเสมือนเป็นลูกสาวแท้ ๆ
“ไปอยู่ทางนั้นก็ดูแลตัวเองนะลูก หากว่างเสาร์อาทิตย์ก็มาเยี่ยมป้าบ้างนะ”
“ถ้าว่างก็ต้องมาอยู่แล้วค่ะ หนูไม่ทิ้งป้าแจ่มไปไหนหรอกนะ”
คนตัวเล็กพูดอย่างออดอ้อนเงยหน้ามองผู้เป็นป้าของตัวเอง ผู้เป็นป้าที่เธอเคารพเสมือนแม่แท้ ๆ
“น้ำอิง...ป้าอยากบอกอะไรเอาไว้หน่อยนะลูก”
น้ำเสียงของหญิงชราปรับให้ดูจริงจังขึ้นเมื่อต้องการจะคุยหัวข้อสำคัญกับเธอ
“อะไรเหรอคะ?” คนตัวเล็กทำหน้าเสมือนเด็กน้อยรอฟังคำที่หญิงสูงวัยจะพูด
“ตอนนี้น้ำอิงกับคุณเอ็มเมอร์ไม่ใช่เด็กเล็กๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว”
“ค่ะ...”
“การต้องไปอยู่กันสองต่อสองที่คอนโดความจริงแล้วก็เป็นอะไรที่ไม่ค่อยสมควรนัก แต่เข้าใจได้ว่าด้วยภาระหน้าที่การงานและน้ำอิงต้องตามไปดูแล ป้าเลยอยากจะเตือนเรื่องการวางตัวเวลาอยู่กับคุณเอ็มเมอร์ท่านน่ะ”
“ค่ะป้า”
“เราเองก็โตเป็นสาวแล้ว... ทำอะไรต้องระมัดระวังตัว ตอนจะเข้านอนแต่งตัวให้เรียบร้อยใส่ชุดนอนขายาวแขนยาวแล้วก็ล็อคห้องทุกครั้งนะลูก”
ไม่ใช่ว่าไม่ไว้ใจคุณชาย แต่กลัวใจของสองหนุ่มสาวที่อยู่เคียงกัน ถึงแม้คุณชายเอวากรณ์แสนเพอร์เฟ็กต์ดูจากภายนอกแล้วไม่มีทางจะลดตัวลงมาคว้าของริมทางได้อย่างแน่นอน แต่ไม่มีอะไรรับประกัน...กันไว้ก็ดีกว่าแก้
น้ำอิงพยายามซึมซับคำสอนของผู้เป็นป้าให้เข้าหัวมากที่สุด ระงับใจดวงน้อยไม่ให้สั่นระรัวเวลาอยู่ใกล้เขา แต่ยิ่งหักห้ามกลับยิ่งเผลอใจ
การย้ายไปอยู่คอนโดด้วยกันในครานี้
หวังว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความใกล้ชิดที่เคยมีขอให้มันจางหายไป
เหลือเพียงสถานะลูกน้องกับเจ้านาย
สาวใช้กับคุณชาย
เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว...
