ตอนที่10 เหมือนจะดี แต่...
ตอนที่10 เหมือนจะดี แต่...
ร่างเปลือยขยับตัวลุกขึ้นนั่งในเช้าวันใหม่ เธอหันไปมองคนนอนข้างๆ ด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทุกครั้งที่มองหน้าเขาก็ได้แต่ถามตัวเองเสมอ... ถูกแล้วหรือเปล่า ถูกแล้วใช่ไหมกับทางเลือกนี้
เธอไม่ได้อยู่ที่นี่แค่ในฐานะแม่ของลูกเขาเพียงอย่างเดียว แต่เธอได้กลายเป็นผู้หญิงของเขาเต็มตัวไปแล้วด้วยเช่นกัน สถานะที่เป็นตั้งแต่จุดเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดหนึ่งชีวิตน้อยๆ อย่างลูกชาย ผ่านมาก็ยังคงเป็นสถานะที่เธอยอมรับเพื่ออยู่ในชีวิตของเขาเพื่อลูกชาย
เขาคือคนที่เธอเคยตัดสินใจขายตัวเองขึ้นเตียงในวัยยี่สิบสอง เขาที่อยู่ในอาการมึนเมาจำเธอไม่ได้ แต่เธอที่สติอยู่ครบจดจำเขาได้อย่างดี และจำได้ตั้งแต่แรกเห็นอีกครั้งในเหตุการณ์บนออฟฟิศ บริษัทที่พ่อของลูกเป็นถึงรองประธานหลังรับตำแหน่งแม่บ้านร่วมสองเดือน
และที่สำคัญกว่านั้น เธอเคยเห็นเขามาก่อน เคยไปทำงานที่สนามแข่งของเขาและรู้จักเขาผ่านเพื่อนร่วมงาน
นี่คือส่วนหนึ่งของชื่อลูกเธอ... ขุนเขา ภูผา
เธอไม่ได้บอกเขาเลยตั้งแต่แรก สับสนกับตัวเองอยู่ทุกวันว่าควรทำยังไง จนกระทั่งเขามอบความไม่ยุติธรรมให้กับลูกเธอที่มีปัญหากับลูกเขา
ฐานะต่ำต้อยกว่าแล้วยังไง ความรักลูกของเขาไม่ได้ยิ่งใหญ่ไปกว่าเธอ แล้วยิ่งเด็กชายภูผาก็เป็นลูกของเขาเหมือนกัน
ด้วยความไม่พอใจ โกรธ และไม่ได้รับความเป็นธรรม เธอสงสารลูก แม้จะตกใจที่รู้ว่าเขาเองก็มีลูกแล้ว แต่ทำไมเด็กอีกคนมีสิทธิ์อยู่อย่างสุขสบายในฐานะลูกเขา ในขณะที่ลูกของเธอก็เป็นลูกของเขา ควรจะได้รับสัมผัสของคำว่าพ่อเช่นกัน
สุดท้ายความลังเลตั้งแต่แรกเห็นหน้าเขาก็ทำให้เธอตัดสินใจพูดความจริงออกมา บอกให้เขารับรู้ถึงสถานะที่แท้จริงของเด็กชายภูผา
แต่กว่าเขาจะยอมรับก็หลังผลตรวจ DNA ออก ซึ่งเธอก็ไม่ได้ติดขัดกับการตรวจสอบข้อนี้ และเป็นสิ่งที่อยากให้เขาทำเพื่อยืนยันหมือนกันจะได้ไม่มีข้อครหามาว่าตามให้เธอทีหลัง
นั่นเลยทำให้เธอกับลูกได้มาอยู่ตรงนี้ จุดที่เหมือนจะดี... แต่มันก็แค่เหมือน
เชอรีนลุกขึ้นล้างหน้าล้างตาด้วยความแผ่วเบา ก่อนจะออกจากห้องนอนไปเตรียมมื้อเช้าสำหรับทุกคนตามหน้าที่ของเธอ
หลังจากความจริงเปิดเผย พ่อของลูกก็ให้เธอออกจากงานเป็นแม่บ้านเต็มตัว ดูแลลูกชายให้ดีไม่ใช่สะเพร่าเหมือนตอนอยู่ที่ทำงาน
“หลังจากนี้ฉันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทุกอย่างเอง ส่วนเธอมีหน้าที่ดูแลลูกเธอให้ดี ไม่ใช่ทิ้งขว้างเหมือนที่เคยทำ”
ความหมายกับการตำหนิเรื่องที่เธอปล่อยให้ลูกขึ้นลิฟท์หลายสิบชั้นเพียงลำพัง เธอไม่ได้โกรธ เพราะนั่นถือว่าตัวเองประมาทจริงๆ
เขาไม่ได้อาศัยอยู่กับเธอและลูกที่นี่ตลอด แวะเวียนมาบ้าง และส่วนใหญ่ที่มาไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์พ่อลูก แต่มันเป็นความสัมพันธ์ชายหญิงที่เขา... หาที่ระบาย
ก่อนเธอจะรับข้อเสนอนี้ให้เขาเธอได้ถามถึงแม่ของลูกสาวเขาแล้ว เขาบอกแค่ว่าปัจจุบันเขาไม่มีใครเป็นพ่อเลี้ยงเดี่ยว นั่นเลยทำให้เธอตอบรับกลับไปด้วยความหวัง
อยากลองสร้างครอบครัวสักครั้ง
“ตื่นแล้วเหรอคะ” พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวก็หันไปมอง เห็นพ่อของลูกเดินออกมาด้วยสภาพที่อาบน้ำเรียบร้อย สวมกางเกงสแล็คผ้าดี แต่เปลือยช่วงบนอวดมัดกล้ามหนาแน่นของร่างกายพร้อมรอยสัก
“.....” เขาไม่ได้ตอบ ทิ้งตัวนั่งบนเก้าอี้กินข้าว หยิบโทรศัพท์มาเปิดดูข่าวสารต่างๆ
“กาแฟค่ะ” แม้ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวันแต่ก็ถือว่าเขามานอนที่นี่บ่อยพอตัว และเธอก็สังเกตจนแทบจะรู้จักเขาระดับหนึ่ง
ยกกาแฟดำไปร้อนๆ ไปวางไว้ให้เขาตรงหน้าแล้วเดินกลับไปที่ครัวทำอาหารเช้าที่ใกล้เสร็จต่อ
“คุณจะกินข้าวเช้าด้วยไหมคะ” เขาแล้วแต่อารมณ์ บางครั้งก็กินบางทีก็ไม่ ทำให้เธอต้องถามก่อน
“อืม” น้ำเสียงเรียบนิ่งตอบรับในลำคอไม่ได้เงยหน้ามองคนถามแม้แต่น้อย
“ฉันไปปลุกลูกก่อนนะคะ” เมื่อได้รับคำตอบก็เดินตรงไปที่ห้องนอนลูกชาย ปลุกเจ้าก้อนเป็นเวลาเดิมๆ ให้เคยชิน
พาไปล้างหน้าล้างตาก่อนจะออกจากห้องเพื่อกินข้าวเช้าร่วมกับผู้เป็นพ่อ
“มานี่” น้ำเสียงเรียบนิ่งของขุนเขาเรียกลูกชายขึ้น
“พ่อไม่มาวันเกิดน้องภู” เจ้าตัวเล็กเดินไปหยุดข้างเก้าอี้ เอียงหัวถามผู้เป็นพ่อด้วยความผิดหวัง
“ฉันไม่ว่าง นั่นของขวัญนาย” มันคงไม่แปลกหรือผิดเลยสักนิดกับความสัมพันธ์กะทันหันของพ่อกับลูกชายที่ได้รับรู้แล้วจะทำให้เขาปรับตัวรักและเอ็นดู
สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ก็คงเป็นหน้าที่ของพ่อคนหนึ่งที่จะทำให้ได้ เงินทองและความสะดวกสบายรวมถึงอนาคตที่ดีของเด็กชายภูผา
“ทำยังไงก่อนครับ” เชอรีนบอกลูกชายที่ยังยืนนิ่งเงยหน้ามองพ่อตัวเอง
“ขอบคุณคับ” เด็กชายภูผายกมือป้อมไหว้ขอบคุณ แล้วก็รีบวิ่งไปยังของขวัญกล่องใหญ่ที่วางไว้ข้างโซฟาด้วยความตื่นเต้น
ของขวัญวันเกิดจากพ่อชิ้นแรก
เชอรีนเห็นแบบนั้นก็ไปตักอาหารเช้ามาเสิร์ฟที่โต๊ะ พร้อมกับกระดาษห่อของขวัญที่หลุดออกจากกล่องจนหมด มองเห็นของเล่นในกล่องอีกที
“น้องภูชอบคับ!” เสียงตื่นเต้นดีใจร้องบอกจากมุมนั่งเล่น
“แต่น้องภูมากินข้าวเช้าก่อนครับ แล้วค่อยไปเล่น” เชอรีนอยากให้ลูกทำอะไรเป็นระเบียบ ถึงเวลากินก็ต้องกิน แม้จะไม่ได้เคร่งมากแต่ก็อยากสอนให้ทำแบบนี้เสมอ
“คับ” เด็กน้อยรับอย่างว่าง่าย แม้จะรู้สึกกลัวผู้เป็นพ่อแต่เด็กน้อยกลับอยากรู้จักและเข้าใกล้พ่อตัวเอง จนทำให้ทุกครั้งที่พ่ออยู่ด้วยเขาจะยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อเข้าหา
แต่น่าเสียดาย ที่พ่อไม่เคยพูดอะไรกับเขาเท่าไหร่
เด็กชายที่เข้าสามขวบได้วันที่สองปีนขึ้นเก้าอี้ข้างพ่อตัวเอง กินข้าวด้วยตัวเองอย่างที่แม่ฝึกมาตลอดตั้งแต่สองขวบ ระหว่างเคี้ยวอาหารก็คอยหันไปมองขวามืออยู่เสมอ
พ่อตัวสูงใหญ่ใบหน้าดุสายตาน่ากลัว แต่พ่อของเขาหล่อมาก เขาอยากเก่งเหมือนพ่อ แต่เขาไม่อยากดูใจร้ายเหมือนพ่อ
“.....” ขุนเขาหลุบสายตามองเด็กน้อยที่ชอบจ้องมองเขา แต่ก็ไม่มีอะไรจะพูดและไม่รู้จะพูดอะไร
“.....” เชอรีนนั่งอยู่ตรงข้ามสองพ่อลูก มองสถานการณ์ที่เป็นแบบนี้เสมอมา
เธอเคยบอกตัวเองตลอดว่าควรให้เวลาเขาและความสัมพันธ์ระหว่างเรา แต่เวลาผ่านมาหลายเดือนแล้วทำไมทุกอย่างยังคงอยู่กับที่ เธอไม่เห็นอะไรพัฒนาขึ้นเลยระหว่างพ่อกับลูก
เขาทำให้เธอรู้สึกเหมือนกับว่าแค่รับผิดชอบหนึ่งชีวิตที่ทำให้เกิดขึ้นมา ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอย่างไม่ต้องรู้สึกผิดหรือติดค้าง ใช้แค่เงิน ส่วนเวลาไม่ได้สนใจนัก
นี่แหละที่ทำให้เธอเกิดคำถามกับตัวเองบ่อยๆ ว่ามันถูกแล้วหรือเปล่า?
แต่ก็ยังเป็นเธอที่โลภคาดหวังว่าสักวันจะดีขึ้น ต้องให้พวกเรามีเวลาอยู่ด้วยกันมากกว่านี้ แล้วความคุ้นเคยจะทำให้เกิดความผูกพันขึ้นเอง
“ฉันเลือกโรงเรียนไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เธอก็บอกลูกของเธอให้เข้าใจแล้วกัน” หลังจากอาหารมื้อเช้าจบลง ขุนเขาก็พูดอีกสิ่งสำคัญออกมา
อายุสามขวบควรเข้าโรงเรียนได้แล้ว และเขาก็จัดการทุกอย่างให้โดยไม่ถามไถ่หรือขอความเห็นจากแม่อย่างเธอ
“จริงๆ ฉันว่าเข้าตอนสี่ขวบก็ไม่ช้าไปนะคะ” ตอนสมัยเราก็เรียนกันอนุบาลหนึ่งตอนห้าขวบไม่ใช่เหรอ ทำไมนับวันพ่อแม่ชอบส่งลูกเข้าเรียนเร็วนักล่ะ
“แล้วเธอจะให้ลูกเธออยู่ทำอะไร เด็กวัยนี้ลองไปแข่งกับเด็กวัยเดียวกันลูกเธอทำอะไรได้เหมือนเด็กคนอื่น” ถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“.....” คำว่าแข่งมันไม่เคยอยู่ในหัวเธอกับเด็กวัยนี้เลยสักนิด แต่เธอไม่ได้ตอบกลับ พูดไปก็เหมือนเถียงกัน แล้วทำต่อหน้าลูกยิ่งไม่อยากให้เกิดขึ้น
“รายละเอียดต่างๆ ฉันจะให้คนส่งมาให้” พูดจบก็ลุกกลับเข้าห้องไปสวมเสื้อเชิ๊ตตัวเรียบที่แขวนเตรียมไว้รอเสมอ
แต่งตัวเรียบร้อยก็เดินออกจากห้องนอน ตรงไปประตูออกจากห้องไปไม่แม้แต่จะเอ่ยลาสองแม่ลูกที่นั่งอยู่ที่โต๊ะกินข้าวเลยสักนิด
