บทที่ 2.2
ห่างจากจวนตระกูลอวี่ไปสองมุมถนน ร้านเครื่องเขียนตระกูลอวี่ บัณฑิตทั้งหลายเองก็กำลังกล่าวถึงคุณหนุสี่ตระกูลซ่งผู้โด่งดัง
“ได้ยินมาว่านางอยากเข้าเรียนในสำนักศึกษา ข้าว่านางอยากหลบเสียงนินทามากกว่า”
“ข้าเคยพบนางครั้งหนึ่ง นางก็ดูเป็นคนสุขุม นึกไม่ถึงว่าจะเป็นคนใจร้อนลงมือรวดเร็วถึงเพียงนี้”
“แต่ข้าได้ยินมาอีกอย่าง”
“ว่าอย่างไร เจ้าได้ยินมาว่าอย่างไร”
“ได้ยินมาว่าสมรสพระราชทานไม่ได้เจาะจงว่าเป็นบุตรสาวคนใด ตอนหลังประกาศราชโองการคุณชายเสี้ยวผู้นั้นจึงเจาะจงเลือกคุณหนูสี่ตระกูลซ่ง พอเขาให้แม่สื่อไปแจ้งไม่ทันพ้นวันก็ไปเที่ยวหอนางโลมอย่างองอาจผ่าเผย พวกเจ้าลองคิดดูหากเป็นน้องสาวหรือไม่ก็พี่สาวของเจ้า พวกเจ้าจะรู้สึกอย่างไร ข้าว่าคุณหนูสี่ตระกูลซ่งผู้นี้กล้าหาญอย่างหาได้ยากยิ่ง”
“แต่ข้าว่านางเป็นสตรีร้ายกาจที่บุรุษไม่ควรเลือกแต่งเข้าจวน”
“นั่นสิแต่งเข้าไปมีหวังชีวิตต้องวุ่นวายแน่นอน”
“สตรีเช่นนี้ข้าไม่กล้าแต่งเข้าจวนแน่นอน”
“ข้าก็เช่นกัน”
ในมุมหนึ่งของร้านเครื่องเขียน ห้องเงียบๆ ที่มีกลิ่นชาลอยอวล เสียงพูดคุยดังลอดเข้ามาทำให้คนที่นั่งด้านในถอนหายใจออกมาเสียงเบา สวีเหยียนลู่ลูบเคราเบาๆ
“อาจารย์ ท่านถอนหายใจทำไมหรือขอรับ” ชายหนุ่มที่กำลังรินชาให้ก็คือศิษย์คนโปรดของปราชญ์ชรา ...เว่ยจิ่นหยาง
“แม้ร่ำเรียนมามากแต่หากไม่เปิดใจให้กว้างก็ไม่อาจทำให้จิตใจสูงส่งขึ้น ข้าสอนศิษย์ทุกคนเสมอว่าไม่ควรมองและไม่ควรฟังทุกอย่างเพียงด้านเดียว อีกทั้งไม่ควรตัดสินผู้อื่นเพียงเพราะสิ่งที่ตนไม่รู้ ไม่เห็น และไม่ได้สัมผัสด้วยตัวเอง”
“อาจารย์หมายถึง...คุณหนูสี่ตระกูลซ่ง?”
อีกฝ่ายไม่ตอบแต่พูดต่อไป “แต่ก็คงไม่ได้น่าแปลกนัก ข่าวลือ เสียงซุบซิบ เรื่องเล่า หรือแม้กระทั่งสิ่งที่เห็นด้วยตา ทุกอย่างก็ไม่ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป หากวันนั้นข้าไม่ได้เห็น ได้ยิน หรือรับรู้มา ข้าเองก็อาจจะคิดเหมือนผู้คนที่กล่าวถึงนาง คิดว่านางเป็นสตรีหยาบคายไม่สมกับเป็นคุณหนูจวนขุนนางสักนิด”
“อาจารย์ เกิดเรื่องขึ้นตอนที่ท่านกลับเมืองหลวงหรือขอรับ”
“เจ้าคงเคยได้ยินมาบ้างว่าใต้เท้าซ่งมีบุตรชายและบุตรสาวสองคนที่เกิดจากฮูหยินเอกคนก่อน บ้านเดิมของนางก็คือตระกูลหยวนซึ่งเคยเป็นสหายไปมาหาสู่กับข้า ข้าไปเมืองหลวงก็เพราะเรื่องนี้ เดิมทีสงสัยว่าเหตุใดสมรสพระราชทานจึงเป็นคนน้อง ไม่ใช่คนพี่ที่ยังไม่ออกเรือน”
“อาจารย์สงสัยว่าใต้เท้าซ่งลำเอียงรักบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินเอกคนปัจจุบันมากกว่า?”
“ตรงกันข้ามเขากับฮูหยินคนปัจจุบันรักและดูแลบุตรชายบุตรสาวทั้งยังให้ความเท่าเทียมยุติธรรมทุกคน ตระกูลซ่งนับว่าปรองดองสงบสุขเป็นอย่างดี ข้าได้ยินมาว่าตระกูลเสี้ยวปรารถนาจะแต่งคุณหนูสี่เพราะตระกูลอวี่ ไม่เท่านั้นยังหมายรับคุณหนูรองเป็นอนุที่ฐานะทัดเทียมเพราะตระกูลหยวน”
ได้ยินดังนั้นเว่ยจิ่นหยางพลันเลิกคิ้วดวงตาสาดประกายขุ่นเคือง “ไร้ความละอายถึงเพียงนั้น?!”
ปราชญ์ชราถอนหายใจออกมา “เสี้ยวตงเผิงมักมากเจ้าเล่ห์ ตระกูลเสี้ยวก็ไม่ควรให้ท้ายบุตรชาย แต่นี่อะไรยังตามใจบุตรชายจนเกิดเรื่อง ได้หนึ่งจะเอาสองมักมากไม่สิ้นสุด...”
เว่ยจิ่นหยางมองผู้เป็นอาจารย์ “หรือว่าเสี้ยวตงเผิงกับคุณหนูรองตระกูลซ่ง...”
สวีเหยียนลู่ถอนหายใจ “วันนั้นมีคนมาแจ้งว่าจวนตระกูลหยวนเกิดเรื่อง ข้านั่งรถม้าไปที่จวนตระกูลหยวน นึกไม่ถึงจะได้เห็นคุณหนูสี่ผู้นั้นกำลังลากคุณชายเสี้ยวลงมาจากหอนางโลม สภาพของเขาก็ไม่ได้ต่างไปจากข่าวลือ เพียงแต่...ข้านึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของแผนการนางไปได้”
“อะไรนะขอรับ?! นางทำอะไรขอรับ!”
อยู่ๆ สวีเหยียนลู่ก็หัวเราะ “ข้ากลายเป็นพยานปากสำคัญของการเปลี่ยนตัวเจ้าสาวน่ะสิ”
จริงๆ ตระกูลเสี้ยวจะยังดึงดันก็ได้ หลังจากแต่งคุณหนูสี่เข้าจวนพร้อมคุณหนูรอง จากนั้นค่อยหาทางเอาคืนที่บุตรชายโดนทุบตี ทว่าวันนั้นคุณหนูสี่ตระกูลซ่งกลับวางแผนแยบยล ทำให้เสี้ยวตงเผิงรับปากเรื่องแต่งคุณหนูรองตระกูลซ่งเป็นฮูหยิน