บทที่ 2.1 ซ่งจวินหนิง คุณหนูสี่ตระกูลซ่ง
หน้าจวนตระกูลอวี่มีรถม้าหรูหราสามคันพร้อมคนคุ้มกันนับยี่สิบคนเป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง ปกติแล้วคนที่นี่หาได้มีใครใช้คนคุ้มกันมากมายถึงเพียงนี้ แม้จะเป็นการเดินทางข้ามเมืองหรือข้ามเขาก็ตาม
หวงซานเดิมทีก็ไม่ใช่เมืองใหญ่ อีกทั้งยังเคยเป็นหนึ่งในเขตของเมืองหลวงแคว้นฉิน ทว่าเมื่อฮ่องเต้มีรับสั่งให้ก่อตั้งสำนักศึกษาจิ้นสิง หวงซานก็แยกตัวออกมาจากเมืองหลวง กลายเป็นหวงซานที่เป็นเมืองแห่งนักปราชญ์
สถานศึกษาที่เต็มไปด้วยอุดมการณ์เพื่อบ้านเมืองและผู้คน ท่านปราชญ์แซ่สวีเป็นผู้ที่ดูแลสูงสุด โดยมีปราชญ์แซ่อวี่ และปราชญ์คนอื่นๆ กับอาจารย์อีกสิบกว่าคนคอยสั่งสอนให้ความรู้ ทั้งสตรี บุรุษ ทุกคนล้วนได้รับการยกย่องจากฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทั้งสิ้น
แรกเริ่มก่อตั้งสตรียังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าศึกษา กระทั่งต่อมาหวงกุ้ยเฟยให้กำเนิดองค์หญิงใหญ่ ฮ่องเต้มีราชโองการให้รับสตรีที่เป็นบุตรสาวขุนนางเข้าศึกษาพร้อมองค์หญิงใหญ่ นับจากนั้นเป็นต้นมาบุตรีของขุนนางหรือผู้ที่มีความสามารถสอบผ่าน ก็จะได้รับอนุญาตให้เข้าศึกษาเช่นเดียวกับบุรุษ
หน้าจวนตระกูลอวี่ ฮูหยินผู้เฒ่าถึงกับเดินออกมาต้อนรับ เสียงซุบซิบด้วยความอยากรู้จึงดังขึ้นไม่ขาดสาย ผู้ที่รู้ก็พยายามอวดสิ่งที่ตนได้ยิน ผู้ไม่รู้ก็พยายามเงี่ยหูฟัง
“นางก็คือคุณหนูสี่ตระกูลซ่งอย่างไรเล่า”
“อ๋อ เจ้าหมายถึงบุตรสาวของคุณหนูอวี่ผู้ที่แต่งให้กับใต้เท้าซ่งเช่นนั้นหรือ”
“ใช่ๆ ข้าหมายถึงคุณหนูหกตระกูลอวี่คนที่เป็นบุตรสาวของท่านอาจารย์อวี่ หลานสาวของท่านปราชญ์แซ่อวี่แห่งสำนักศึกษาจิ้นสิงผู้นั้น ตอนนี้นางมีฐานะสูงส่งเป็นถึงฮูหยินเจ้ากรมโยธาแห่งราชสำนักแคว้นฉินแล้ว”
“นอกจากเรื่องนี้เจ้ารู้อะไรมาอีก”
“ข้าต้องรู้อะไรมาอีกเล่า”
“ข้ารู้ๆ ได้ยินมาตอนกำลังจะกลับออกจากเมืองหลวงพอดี ข้าได้ยินมาว่าที่นางต้องมาที่นี่ก็เพราะก่อเรื่องใหญ่เอาไว้”
“เรื่องใหญ่? เรื่องใดกันถึงทำให้บุตรสาวใต้เท้าเจ้ากรมโยธาต้องมาที่นี่”
“ก็เรื่องสมรสพระราชทานนั่นอย่างไรเล่า”
“สมรสพระราชทาน?”
“ใช่ ข้าได้ยินมาว่านางซ้อมคู่หมายปางตายเลยนะ”
“จริงหรือ! แล้วเหตุใดนางที่เป็นสตรีในห้องหอจึงทำเช่นนั้น? คู่หมายของนางเป็นคนจวนใดจึงไร้สามารถถึงขั้นโดนสตรีซ้อม? น่าขายหน้าจริงๆ”
“เจ้าฟังให้จบก่อน รู้หรือไม่ว่านางซ้อมคู่หมายที่ใด หน้าหอนางโลม! นางปลอมตัวเป็นบุรุษไปจับผิดคู่หมาย จากนั้นก็ลากเขาออกมาซ้อม เพราะจับเขาได้คาเตียงกับคณิกา ใจกล้ามากเลยละ ใต้เท้าเสี้ยว เจ้ากรมยุติธรรมโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ สั่งเด็ดขาดว่าให้เปลี่ยนตัวเจ้าสาว สมรสพระราชทานระหว่างสองตระกูลจึงเปลี่ยนเป็นบุตรสาวคนรองของใต้เท้าซ่ง”
“ร้ายกาจเหลือเกิน เป็นสตรีแต่ไม่ทันแต่งเข้าจวนก็ทุบตีสามีเช่นนี้ แม้แต่งไปแล้วด้วยนิสัยนี้คงหึงหวงสามีที่ไปเที่ยวหอนางโลม เช่นนี้ก็คงหนีไม่พ้นต้องโดนฝั่งสามีใช้กฎเจ็ดขับ แล้วเขียนหนังสือหย่าให้อยู่ดี!!”
“เฮอะเจ้าพวกบุรุษโสมมเอาแต่ได้ แค่นางทุบตีก็คิดใช้กฎเจ็ดขับ ทีตัวเองเที่ยวหอนางโลมทำตัวสำมะเลเทเมาไม่เคยนับ ประพฤติชั่วไม่ซื่อสัตย์แล้วยังกล้ายกกฎเจ็ดขับขึ้นมาอ้าง ยังไม่ทันแต่งก็แล่นเข้าหอนางโลม เป็นข้าข้าก็จะทำอย่างคุณหนูสี่ตระกูลซ่งผู้นั้น เปลี่ยนเจ้าสาวก็เปลี่ยนสิผู้ใดแยแส!!”
ความเห็นแบ่งเป็นสองฝักสองฝ่ายทันที ฝ่ายบุรุษล้วนดูแคลนซ่งจวินหนิง ส่วนฝ่ายสตรีก็เห็นด้วยและเห็นใจเรื่องหญิงสาวต้องพบเจอ ไม่นานชาวบ้านละแวกนั้นก็เริ่มทะเลาะกันเสียงดังขึ้น กว่าเสียงทะเลาะกันจะเบาลงหน้าจวนตระกูลอวี่ก็เงียบสงบ ซ่งจวินหนิงถูกคนตระกูลอวี่พากลับเข้าไปด้านใน ประตูหน้าจวนปิดสนิทหาได้ใส่ใจกับเสียงซุบซิบด้านนอกไม่